สุนทรียสนทนา : กระบวนกรหัดขับ(เคลื่อน) : หัวหน้างาน (2)


ก่อนทำสุนทรียสนทนา
ได้มีการ BAR กับน้อง ๆ ทีมกระบวนกรก่อน
น้องถามว่าวันนี้เรามีเป้าหมายอะไร มีวิธีการอย่างไร คำถามนี้มาจากคนที่ทำงานแผนค่ะ เข้าใจว่าเป็นธรรมชาติของน้องที่ทำงานต้องมีเป้าหมายชัดเจน เพื่อจะได้เดินถูกทางร่วมกัน

แทนที่จะถามว่าแต่ละคนมีเป้าหมายอย่างไร แต่น้า…ฟันธงไปก่อน เพื่อปรับสมดุลของจิตใจให้คลายความกังวลใจของทีม (คิดไปเองอีกเป็นแน่เท้) บอกว่า วันนี้ “เรา” ไม่มีเป้าหมายนะ แต่ขอบอกเป็นเพียงแค่ “ทิศ” ที่จะเดินทางไปถึงร่วมกัน เพียงแต่เราจะไม่มีลำดับขั้น ปล่อยให้เป็นอิสระ เดินตามเหตุที่เกิดขึ้น แล้วเราจะเห็นทางเองว่ามันควรเป็นอย่างไร แต่การเปิดประเด็นก็สำคัญว่า จะทำอย่างไรให้คลาย และเปิดให้มีการ ลปรร.กันอย่างเป็นธรรมชาติ จึง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และมาสรุป เหมือนกับครั้งที่พูดคุยกันเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า เรา จะโยนตัวกวนเข้าไป เพื่อเปิดใจหัวหน้า โดยการให้หัวหน้าเล่าเรื่องการทำงานของหัวหน้าให้พวเราฟัง และ หัวหน้ามองภาพองค์กรว่าเป็นอย่างไร แค่นี้กว้าง ๆ แต่ได้ผล

บรรยากาศ หลังจากที่คุยกันแล้ว หัวหน้าท่านแรกเดินเข้าห้องประชุมมา น้า…อาการใจวาบ ๆ ๆ หัวใจเหมือนตกอยู่ตาตุ่ม (ก๊ากส์) มีความรู้สึกถึงพลังที่ขวางกั้นระหว่างความเป็นหัวหน้า เป็นลูกน้อง ประโยคแรก ทักมาบอกว่า “ทำอะไรเนี่ย” บรรยากาศอึมครึม จะเอาพี่มาหลับหรือเปล่า อิอิอิ (ทีมกระบวนกรกำลังคุยกันอยู่ในความมืด ฟังเพลงบรรเลงเบา ๆ และ ลปรร. เรื่องราวต่าง ๆ ตามบรรยากาศแบบสบาย ๆ ) น้าเดินไปเปิดไฟให้สว่าง เพื่อเตรียมต้อนรับท่านอื่น ๆ ต่อไป วันนี้มีหัวหน้าที่เข้าทั้งหมด 6 งาน (ยกเว้นงานบริหาร ท่านติดภาระกิจ) และกระบวนกรฝึกหัด 11 คน (หัวหน้าเปิดใจว่า อืม….เหมือนมีน้อง ๆ มาจ้องจับ…ก๊ากส์)

เมื่อแต่ละท่านได้เล่าเรื่องราว และประสบการณ์ของแต่ละคนออกมา แรก ๆ อาจจะไม่ลื่นไหล อาจจะมีบางอย่างที่ติดอยู่ในใจ เพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีเวทีลักษณะนี้ เป็นการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ก็ยัง งง ๆ อยู่บ้าง พอได้มีโอกาสพูดเสริม ๆ กัน ก็ทำให้บรรยากาศยิ่งคลายจากกระจกที่กั้นกันไว้เริ่มเปิด เห็นหน้าน้อง ๆ แต่ละคนเริ่มมีความสบายใจขึ้น

หัวหน้าท่านแรกบอกว่า น้อง ๆ คนรุ่นใหม่ มีความกระตือรือล้น ที่จะนำสิ่งใหม่เข้ามาใช้ รวมทั้งเทคโนโลยีต่าง ๆ ด้วย สำหรับคนรุ่นเดิม ๆ ก็ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่เสมอ พี่ทำงานมา 38 ปี IT สู้น้อง ๆ ไม่ได้ แต่ประสบการณ์การทำงานมีมาก การทำงานจะรู้บทบาทหน้าที่ตัวเอง จะเป็นคนที่รับผิดชอบ ทำงานแบบไม่เป็นดินพอกหางหมู (จ๊ากส์ .. สะดุ้ง) สำหรับกระบวนการการจัดการความรู้นั้น ต้องมีคนทำอย่างต่อเนื่อง มีการให้ความรู้ กระบวนกรที่มีอยู่ทุกหน่วยงาน ควรไปคุยให้หน่วยงานต่าง ๆ รับรู้เป็นเบื้องต้นก่อนเพราะจะทราบบริบทต่าง ๆ ขององค์กรเป็นอย่างดี จากนั้นจะมีทีมกระบวนกรเข้าไปช่วยกระตุ้นหรือให้เกิดการเรียนรู้อย่างไร ขอเป็นขั้นตอนต่อไป เพื่อจะส่งผลให้มีการ ลปรร. กันมากขึ้น

เด็ดสะกิดใจ : การประชุมต้องตรงต่อเวลา อย่าให้ผู้ใหญ่รอ
การรับผิดชอบงานให้นึกถึงวันที่เราอยากทำงานเป็นวันแรก
ปัญหาไม่ควรเก็บสะสม หัวหน้าพร้อมแก้ปัญหา

หัวหน้าท่านที่สองบอกว่า งานที่รับผิดชอบเป็นหน่วยงานที่มีคนน้อย การทำงาน หรือการสอนงานนั้นไม่ยาก มีการพูดคุยกันอยู่เสมอ มีการสร้างความเข้าใจและเป้าหมายร่วมกัน ปรับตัวเข้าหากันกัน ฉันเป็นแบบนี้ เธอเป็นแบบนี้ งานเรามีเป้าหมายอย่างนี้ ตกลงกัน จะทำงานร่วมกัน ต้องเข้าใจกันก่อน เมื่อรับกันได้แล้ว การทำงานร่วมกันก็จะดำเนินไปด้วยดี การสอนงานจะบอกเป้าหมายของงาน จะสอนโดยการอธิบายก่อนว่ามีลำดับขั้นความเป็นมาอย่างไร มีส่วนไหนที่เกี่ยวข้อง ก็จะให้ท่อง แต่ดูแล้วท่าจะไม่ work จึงปรับกระบวนการการสอนงานที่เกิดขึ้นทุกขั้นตอนจากการปฏิบัติจริง งานเกิดขึ้นเมื่อใด จะให้ปฏิบัติตามนั้นเลย และให้เกิดการเรียนรู้ด้วยความเข้าใจไปพร้อม ๆ กัน ไม่ได้ให้ทำตามขั้นตอนแต่ไม่เกิดการเรียนรู้ จะสอนแต่ละขั้นตอนว่าเป็นอย่างไร มีผู้เกี่ยวข้องอย่างไร สิ่งที่ไหนที่ควรจำ สิ่งที่ไหนที่เป็น trick ของแต่ละงาน ก็จะสอนให้เรียนรู้ไปทั้งหมด เพราะการทำแบบนี้จะทำให้เกิดทั้งความเข้าใจ และได้งานที่สมบูรณ์ งานจะผิดพลาดไม่ได้ เพราะเป็นงานเกี่ยวกับแผน ทั้งอย่างต้องตรง ต้องไม่พลาด ให้มีความรอบคอบ

เด็ดสะกิดใจ : กฎระเบียบสำคัญ อย่าละเลย
การตรงต่อเวลา
งานต้องไม่ผิด ไม่พลาด พลาดหมายถึงความเสียหายขององค์กร

เดี๋ยวมาต่อ
อิอิอิ งานเข้า เดี๋ยวทำงานก่อนเด้อค่ะ (เขียนสด ๆ ได้อารมณ์ดีจัง)

6 พย. 2551

หมายเลขบันทึก: 221897เขียนเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2008 10:32 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 03:17 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (8)
  • ตามมาดู
  • อิอิ
  • ได้ส่งหนังสือไปให้ครูอ๋อย
  • แม่น้องแอมแปร์แล้ว
  • จะรีบประชาสัมพันธ์ น้าอึ่งอ๊อบ คนสวยใจดีอีกคน
  • 58 ปี ไม่สายไปนะครับ
  • ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

จ๊ากส์ ๆ ๆ

58 ปี ไม่สายค่ะ

หมอจอมป่วนบอก

จึงท่องไว้ ๆ ๆ ๆ ๆ

       พี่อึ่งกะพี่โอ๋ แบน! สถานเดียว  เหอ..เหอ..

สวัสดีค่ะพี่ อึ่งอ๊อบ

  • พูดอะไรกันคะ 58 ปี ไม่เข้าใจค่ะ เรื่องที่พี่เล่าน่าสนใจมากค่ะ
  • เวลาเรียกคนระดับหัวหน้ามาคุย เขายอมมา เพราะอะไรคะ แล้ว
  • คนที่มาเขาอายุน้อย หรืออาวุโสน้อยกว่ากระบวนกรไหมคะ
  • มาคุยแต่ละครั้ง ประมาณกี่คน
  •  ใช้เวลาครึ่งวันเลยใช่ไหมคะ

ขอโทษนะคะ ถามเป็นชุดเลย เหมือนรัวปืนกล อิอิ..

  • ก๊ากๆๆ
  • ขำพี่ส้ม
  • เขาหมายถึง
  • คนอายุ 58 ปี แต่งงานได้ครับ
  • อิอิๆๆๆๆ
  • แง สงสารพี่ส้ม
  • 58 ยังครับ
  • อิอิๆๆๆๆๆ

น้องส้มที่รัก

เอาเป็นข้อ ๆ นะคะ

1. 58 ปี เป็นเรื่องของธรรมชาติค่ะ หมอชอบป่วนเล่าว่าที่ รพ.แห่งหนึ่งของเมืองสองแคว มีพยาบาลสาวอายุ 58 ใกล้เกษียณ แต่งานกับพ่อหม้าย ดังนั้นจึงเล่าเป็นอุทาหรณ์ให้น้าฟังว่า "ยังไม่สิ้นความหวังค่ะ" อิอิอิ

2. การเรียกคนระดับหัวหน้าก็มีจดหมายเชิญจากทีมกระบวนกรค่ะ เหมือนเป็นทางการเล็กน้อย เชิญมา ลปรร.กันค่ะ พี่ ๆ ก็ให้ความร่วมมือดีค่ะ เดาอันดับแรกมา เพราะหน้าที่ค่ะ อิอิอิ (ลืมถามเน๊าะ....แต่เป็นที่ทราบกันค่ะว่าถ้าเชิญ ว่าง ก็มาค่ะ...ให้ความร่วมมือดีค่ะ)

3. คนที่มาส่วนมากอาวุโสกกว่ากระบวนกรค่ะ กระบวนกรของน้าเป็นกระบวนกรฝึกหัดค่ะ เป็นน้อง ๆ พนักงานมหาวิทยาลัย บ้าง ลูกจ้างชั่วคราวบ้าง แต่เป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่เราเห็นความตั้งใจค่ะ ก็เลยชวนกันมาอบรม ไม่บังคับกันนะคะ ให้เกิดความอยากทำก่อน เราถึงฟอร์มทีมกันอย่างจริงจังค่ะ

4. การคุยแต่ละครั้งก็แล้วแต่จำนวนคนในหน่วยงานอย่างเช่นครั้งนี้หัวหน้างานรวม 7 คน มา 6 คน กระบวนกรฝึกหัด ก็ 11 คน รวม ก็ 17 คนค่ะ ใหญ่ไปนิด แต่น้อง ๆ เป็นผู้ฟัง และโยนตัวกวนค่ะ หน่วยงานอื่น ๆ วงไม่ใหญ่ค่ะ ไม่เกิน 10 คน เราเคยทำเกิน 10 คนในเวลา 3 ชั่วโมงเหนื่อยมากค่ะ ดังนั้นเวลาเราจะใช้ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ครั้งเมื่อทำกับหัวหน้า เพลินไป 3 ชั่วโมงค่ะ

5. อ้าวหมดแล้ว

อยากให้ถามค่ะ ถาม ๆ ๆ ๆ น้าชอบ จะได้แลกเปลี่ยนกันค่ะ บางทีเราก็ตกประเด็นอะไรที่เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำคัญสำหรับการดำเนินงานค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี