mail ฉบับนี้ขอบรรยายความรู้สึกของตนเองด้วยเนื้อเพลง "เดือนพ็ญ" ของอัศนี พลจันทร์ 

 

เดือนเพ็ญ สวยเย็นเห็นอร่าม

นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา

แสงจันทร์นวล ชวนใจข้า คิดถึงถิ่นที่จากมา

คิดถึงท้องนา บ้านเรือนที่เคยเนาว์

 

กองไฟ สุมควายตามคอก

คงยังไม่มอดดับดอก จันทร์เอยช่วยบอก

ให้ลมช่วยเป่า

สุมไฟให้แรงเข้า พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว

ให้พี่น้องเรา นอนหลับอุ่นสบาย

 

เรไร ร้องดังฟังว่า

เสียงที่เจ้าพร่ำครวญหา

ลมเอยช่วยพา กระซิบข้างกาย

ข้ายังคอย อยู่ไม่หน่าย

ไม่เลือนห่างจากเคลื่อนคลาย

คิดถึงไม่วาย เมื่อเราจากกัน

ลมเอย ช่วยเป็นสื่อให้

นำรักจากห้วงดวงใจ ของข้านี้ไป

บอกเขานั้นหนา

ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา

จะไปซบหน้า กับอกแม่เอย 

 

เรไร ร้องดังฟังว่า

เสียงที่เจ้าพร่ำครวญหา

ลมเอยช่วยพา กระซิบข้างกาย

ข้ายังคอย อยู่ไม่หน่าย

ไม่เลือนห่างจากเคลื่อนคลาย

คิดถึงไม่วาย เมื่อเราจากกัน

ลมเอย ช่วยเป็นสื่อให้

นำรักจากห้วงดวงใจ ของข้านี้ไป

บอกเขานั้นหนา

ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา

จะไปซบหน้า กับอกแม่เอย

ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา

จะไปซบหน้า กับอกแม่เอย

 

ป.ล. ขอเล่าประวัติของอัศนี พลจันทร์ โดยสังเขปดังนี้

 

 

อัศนี (นามปากกา “นายผี”) เรียนจบ ม. 8 จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและเข้าศึกษาด้านกฏหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง 

 

ได้รับการบรรจุเป็น ข้าราชการตำแหน่งอัยการฝึกหัด  ชั้นจัตวา อันดับ 7   ที่กองคดี กรมอัยการ บททดสอบบทแรกของการเรียกร้องความเที่ยงธรรมเกิดขึ้นจากคดีญาติของผู้มีอิทธิพลทางการเมืองคนหนึ่งกระทำผิด ถูกจับส่งฟ้องศาล บุคคลอื่นในกรมฯไม่กล้าเสี่ยงทำคดีนี้จึงโยนมาให้อัศนีเป็นผู้ดำเนินการ และลงเอยด้วยการชนะคดี

 

ผลที่ได้รับคืออัศนีถูกสั่งย้ายให้ไปรับราชการที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน หลังจากนั้นก็ถูกย้ายไปอยู่ที่จังหวัดปัตตานี  ตลอดระยะเวลาสองปีที่จังหวัดปัตตานี เขาได้ยืนหยัดทำหน้าที่ของผู้รักษากฏหมายเพื่อความเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้ด้อยโอกาสหลายต่อหลายคดีที่ได้รับความสนใจกล่าวขวัญกันมากก็เมื่อสั่งยกฟ้องคดีจับกุมชาวบ้าน 50 คนที่ขัดขืนการไม่สวมหมวกตามนโยบายของจอมพล ป. ในสมัยนั้น 

 

อัศนีถูกย้ายออกนอกพื้นที่อีกครั้งเมื่อถูกเพ่งเล็งว่าจะรวมกลุ่มก่อการกบฏกับชาวบ้าน อัศนีก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกหมายหัวจากทางผู้มีอำนาจ ทำให้ต้องหลบหนีซ่อนตัวไปตามที่ต่างๆในเขตกรุงเทพฯ และเป็นจุดจบของอาชีพราชการไปโดยปริยาย 

 

ช่วงนี้เองที่เขาได้เข้าไปเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และได้รับชื่อจัดตั้งว่า" สหายไฟ" ต่อมาในสมัยของ จอมพลสฤษดิ์    ธนะรัชต์  ซึ่งเป็นยุคเผด็จการทางทหารเต็มรูปแบบ หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของ พคท. ได้ถูกจับกุมและสำเร็จโทษด้วยการประหารชีวิตทำให้สมาชิกที่เหลือเริ่มระส่ำระสายต้องโยกย้ายศูนย์การนำของพรรคออกนอกประเทศโดยมุ่งหน้าไปสู่ประเทศจีน สหายไฟซึ่งเป็นหนึ่งในยี่สิบคนของคณะกรรมการกลางของ พคท. จึงเดินทางพร้อมสหายลมผู้เป็นภรรยาออกจากแผ่นดินเกิดในเวลาต่อมา 

 

อัศนีแต่งเพลงนี้ขึ้น เพราะความรู้สึกคิดถึงบ้านของตัวเขาเอง หงา คาราวาน บันทึกถึงที่มาของเพลงนี้ว่า “...ที่สนามรบก่อนเกิดศึกใหญ่ (หมายถึงยุทธการล้อมปราบในเขตน่านเหนือ) ผมได้พบญาติพี่น้องซึ่งเป็นสายทางเขา (นายผี) เพลง 'คิดถึงบ้าน' ถูกร้องให้ผมฟังโดยหมอตุ๋ย สหายหญิงผิวคล้ำคนภาคกลางแถบราชบุรีซึ่งเป็นญาติของเขา และบอกว่าเป็นเพลงที่นายผีแต่งขึ้น ตั้งแต่พลัดบ้านพลัดเมืองไปอยู่ที่กรุงปักกิ่ง เป็นเวลาเกือบ 30 ปีมาแล้ว”

 

6 พฤศจิกายน 2551 18:53:52