เป็นอำนาจลึกลับ จะพ้นภัยต้องเอาใจใส่สิ่งลึกลับ

         ประวัติศาสตร์ศาสนาโบราณ

         ถ้าอยากรู้ก็ตามมาอ่านสิคือในป่าแห่งหนึ่งมีมนุษย์ถ้ำอาศัยอยู่กันเป็นครอบครัว  ในถ้ำแห่งหนึ่งมี ๓ คน คือ พ่อ-แม่-ลูก  เวลาหิวตามสัญชาตญาณในฐานะหัวหน้าครอบครัวเขาต้องออกไปหาอาหารในป่า เจอกวางกำลังออกหากินเช่นกัน

เขาพยายามเข้าไปใกล้เพื่อพุ่งหอกอันแหลมคมจับกวางมากินเป็นอาหารเลี้ยงครอบครัว

 ขณะเดียวกันมีสิงโตมาตามหลังเขาก็จ้องตามที่จะจับชายผู้นี้ จะจับไปกิน  พอดีเกิดเสียงฟ้าผ่า  เปรี้ยง ลงบริเวณนั้น ทั้ง ๓ ชีวิตตกใจวิ่งหนี  พอหายกลัวแล้วก็หาอาหารกินต่อ

พอท้องอิ่มสัตว์ทั้งสองตัวนั้นนอนหลับสบาย

 แต่คนนอนเอามือก่ายหน้าผากคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น ใครทำให้เกิด จะแก้ไขอย่างไร  ได้คำตอบว่า

เป็นอำนาจลึกลับ จะพ้นภัยต้องเอาใจใส่สิ่งลึกลับ

ก่อเกิดเป็นศาสนาแห่งธรรมชาติ

         นั้นคือการก่อเกิดศาสนาโบราณ (Ancient  religion)  เกิดมาจากความเชื่อของมนุษย์ ว่าโลกมีกฎเกณฑ์

พระเจ้าหรือเทพเจ้าหรือเทพสูงสุดเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์

การที่คนได้รู้กฎเกณฑ์ก็เพื่อมีชีวิตที่ดีในโลกนี้ ศาสนาโบราณมีลักษณะร่วมคือเป็นศาสนาแห่งสัญลักษณ์ที่เกี่ยวโยงกับธรรมชาติ

         ศาสนาในคัมภีร์พระเวท

         การผสมทางความคิดเดิมของพวกอารยันที่เข้ามาปกครองในอินเดียกับมุมคิดเดิมของชาวพื้นเมือง  ชาวอารยันนำเอาความเชื่อถือติดมา คือการนับถือปรากฎการณ์ตามธรรมชาติ

มีการนับถือพระเจ้าหลายองค์  ต่อมาจึงเกิดเป็นความเชื่อเทพเจ้าต่าง ๆ เช่น

         อรุณ คือเทพแห่งท้องฟ้าสีคราม

         อุษา คือเทพีแห่งรุ่งอรุณ

         อินทรา คือเทพแห่งสายฟ้า

         พิรุณ คือเทพแห่งฝน

         การเคารพบูชาเทพเจ้าเหล่านั้นโดยการสวดมนต์อ้อนวอน ต่อมามีการฆ่าสัตว์บูชายัญ  มีนักบวชประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ชาวอารยันเคยนับถือบูชา พระอาทิตย์ เป็นเทพจ้า

ต่อมากล่าวถึงเทพผู้สร้างโลกเรียกว่าพระอินทร์

ต่อเกิดเทพเจ้าแห่งความตายดูแลชีวิตคนตายไปแล้วคือ พระยม  ต่อมามีเทพเจ้าผู้รักษากฎระเบียบของโลกคือ พระอรุณ

การเกิดเทพเจ้าทั้ง 4 องค์นั้นถือเป็นรุ่นแรกสุดในสมัยเกิดคัมภีร์พระเวท.