้านิพพานมีอยู่แสดงว่ามีการเกิดขึ้นของนิพพาน สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นย่อมไม่เที่ยง...

บทส่งท้ายปรัชญาศูนยวาท

ตามแนวคิดของพระนาคารชุนกล่าวทำนองว่า...สรรพสิ่งเป็นเพียงปรากฏการณ์  ดังนั้นกฎเหตุและผลเป็นแต่เพียงความว่างเปล่าจากทุกสิ่ง  จึงไม่มีความจริงในตัวเอง  สิ่งเหล่านั้นจึงไร้คุณค่า  เราให้คุณค่าแก่สิ่งใด ๆ เพราะเรามีอวิชชา  แท้จริงแล้วสรรพสิ่งปรุงแต่งขึ้นเพื่อให้คิดว่ามีอยู่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง 

 ดังนั้นการคิดด้วยเหตุผลไม่สามารถเข้าถึงความแท้จริงสูงสุดได้  เมื่อเรายังไม่เข้าถึงความจริงสูงสุดได้เราก็ไม่สามารถบรรลุนิพพานได้

เนื่องจากว่าโลกนี้เป็นสิ่งสลับซับซ้อน 

 ดังนั้น  ความจริงก็ปะปนไปกับความเท็จ  เราต้องทำตัวให้เป็นอิสระจากทุกระบบเพื่อความแท้จริงจะได้เปิดเผยตนเองออกมา  เมื่อความคิดเป็นสิ่งที่คนสร้างขึ้น  ดังนั้น  ระบบความคิดใด ๆ จึงไปไม่ถึงความแท้จริง  เพราะความแท้จริงอยู่เหนือความคิดและอยู่เหนือคำอธิบายใด ๆ ทั้งสิ้น

การที่กล่าวว่า...ถ้านิพพานมีอยู่แสดงว่ามีการเกิดขึ้นของนิพพาน  สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นย่อมไม่เที่ยง...พระนาคารชุนจึงกล่าวทำนองว่า...นิพพานไม่มีอยู่อย่างที่ชาวโลกทั่วไปเข้าใจ  นิพพานหรือสุญญตาหรือศูนยวาทไม่ใช่ความว่างที่ตรงกันข้ามกับความมีอยู่  แต่เป็นสิ่งจริงแท้ที่ภาษาทุกคนเข้าไม่ถึง 

 อย่างไรก็ตามไม่มีสิ่งใดอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง  เพราะทุกสิ่งอยู่ได้ด้วยการอิงอาศัยซึ่งกันและกันตามเหตุและปัจจัยเท่านั้น

ดังนั้นพระนาคารชุนจึงสรุปว่า...ทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นสังขตธรรมหรืออสังขตธรรมล้วนต้องเป็นสูญทั้งนั้นนี่คือปรัชญาศูนยวาท.