... ยืนดูหนังสือที่ชั้นหนังสือมือสองในห้องทำงาน และเป็นห้องสมุดไปในตัว (เพราะบ้านแคบ) ... เห็นหนังสือเก่า ๆ อยู่เล่มหนึ่ง ชื่อ "นั่นต่างหากคือชัยชนะ" (Certainly That Is The Victory) เขียนโดย เฉกชนม์

... ปกในหนังสือมีลายเซ็นเก่าที่เคยใช้ในอดีต ณ มุมบนขวาของปก พร้อมมีเขียนวันที่ซื้อไว้ 24 มิ.ย.43 ... โอ้โฮ หนังสือเก่าเก็บ อายุ 8 ปี แล้ว แต่จำได้ว่า หนังสือเล่มนี้ เขียนนานกว่านั้น เพราะได้อ่านตอนยังเรียนอยู่ปริญญาตรี ตอนนั้นยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเองมากนัก อาศัยยืมห้องสมุดอ่านเอา


คำนำของผู้เขียน

"... ชัยชนะในการใช้ชีวิต เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการจะพบเจอ แต่ว่าหลายคนที่ไม่เข้มแข็งพอที่จะก้าวต่อไปให้ถึงจุดจุดนั้น หรือไม่ก็พยายามเอาชนะในทางที่ผิด โดยหลงคิดว่า สิ่งที่ทำ สิ่งที่ได้มันคือชัยชนะที่แท้จริง ผมยังคงเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า "ไม่มีชัยชนะใดจะยิ่งใหญ่กว่าการเอาชนะตนเองได้" และผมยังเชื่ออีกว่า "การพาตนเองไปสู่ความสำเร็จอย่างที่มุ่งหวังและตั้งใจไว้ เอาชนะใจตนเองให้เดินไปในทางที่ถูกที่ควร นี่แหละ คือ ชัยชนะ ..."


... คิดถึงหนังสือเล่มนี้จัง เล่มโปรดซะด้วย โปรดเพราะอะไร จะลองเชิญชวนท่านทั้งหลาย อ่านไปพร้อม ๆ กันดูนะครับ ผมจะลองนำตัวอย่างบางบทมาวางไว้ในบันทึกนี้

 


1

แปลกนะ
ทั้งที่ชีวิตนี้เป็นของเราเอง
แต่บางครั้ง
ฉันกลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องหนักมาก
กับการที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของเราเองทั้งหมด
ฉันรู้สึกเหนื่อยกับการที่ต้องกะการทุกอย่าง
วางแผนชีวิต เลือกทางเดินให้กับตัวเอง
ในแต่ละวัน

จะมีสักวันมั้ยนะ
วันที่ฉันตื่นขึ้นมาแล้วใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้
อย่างสบายสบาย ไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำ
ไม่ต้องรับผิดชอบใดใด
แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอกนะ
เพราะคงไม่มีใคร
ต้องการที่จะรับผิดชอบชีวิตคนอื่น
ขณะที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเองเต็มล้นอยู่แล้ว

 


2

ช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผ่านมา
มีสิ่งต่างต่างมากมาย
ผ่านเข้ามาให้พบเห็น
ให้สัมผัส ให้รับรู้ ให้จดจำ

มีทั้งดีและร้าย
เก็บสิ่งที่ดีไว้เป็นกำลังใจ
จำสิ่งเลวร้ายไว้เป็นบทเรียน

 


3

ฉันเคยพบกับความทุกข์ ปัญหา
มาหลายครั้งในชีวิตที่ผ่านมา
บางครั้งมันหนักหนา
จนฉันคิดว่า ฉันคงไปไม่รอดแน่
แต่ฉันก็ผ่านมาได้ทุกครั้ง
แม้จะไม่ดีนัก

แต่มันก็ทำให้ฉันได้คิดว่า
เรื่องทุกเรื่อง ย่อมมีแนวทางแก้ไขทั้งนั้น
ขึ้นอยู่กับว่า เราจะใช้วิจารณญาณ
มองปัญหานั้นให้ลึกซึ้งแค่ไหน
และควรหาทางออกอย่างไร
อย่างตั้งมั่น และมีสติ
เท่านั้นเอง

 


4

เมื่อฉันพบกับความพ่ายแพ้ ท้อแท้ ผิดหวัง
ฉันจะมองย้อนกลับไปทบทวนความรู้สึกนี้
ที่ฉันเคยเจอมาแล้วในอดีต
เพื่อที่จะได้ไตร่ตรองว่าครั้งนั้นฉันผ่านมันมาได้อย่างไร
และนำมันมาประยุกต์ใช้กับความรู้สึกครั้งนี้
ฉันยังจะมองไปถึงความสำเร็จ
ความสุขสมที่ผ่านมา
เพราะมันทำให้ฉันตระหนักว่า
ชีวิตไม่ได้มีสีเดียว

 


5

คนบางคน
ชอบที่จะหยิบยื่นสิ่งที่เขาคิดว่าดีให้คนอื่น
แต่เมื่อผู้ที่ถูกยื่นให้ไม่รับ
เขากลับรู้สึกไม่พอใจ
ฉันคิดว่ามันไม่เป็นการยุติธรรมเลยนะ
ถ้าเราจะต้องรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ใครต่อใครยื่นให้
ทั้งที่บางสิ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ
และในเมื่อเราจะปฏิเสธสิ่งที่เราไม่ได้ร้องขอ
มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดไม่ใช่หรือ

 


6

เมื่อตอนเด็กเด็ก
ฉันเคยคาดหวัง
อยากได้อะไรมากมาย
แต่เมื่อฉันโตขึ้น
ฉันจึงได้เรียนรู้ว่า
ไม่มีใครที่จะให้อะไรใครได้มากมาย
แม้แต่ตัวเอง

 


7

เมื่อฉันเป็นเด็ก
ฉันมักจะโดนคนบางคน
เอาความเป็นผู้ใหญ่มาข่ม
ทำให้ฉันต้องกลายเป็นคนผิด
ทั้งที่บางทีฉันไม่ผิด
หรือไม่ได้ผิดทั้งหมด

จนฉันสงสัยว่า
ผู้ใหญ่คือสัญลักษณ์ของความถูกต้อง
คือบุคคลที่จะไม่มีวันทำอะไรผิดพลาดเลยอย่างนั้นเหรอ

 


8

มีหลายครั้งที่ฉันอยากรู้จักใครสักคน
แต่ฉันไม่กล้าเข้าไปทักทายเขาก่อน
ทั้งที่การกล่าวคำว่า "สวัสดี"
ไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นหรือน่าอายแต่ประการใดเลย
แต่ฉันกลัว
กลัวว่าเขาจะปฏิเสธไมตรีของฉัน
มันทำให้ฉันพลาดโอกาสที่จะรู้จักกับใครหลายหลายคน

อันที่จริง การยื่นไมตรีให้กับใครก่อน
ไม่ใช่เรื่องที่น่าอายเลย
ในเมื่อเรามีความจริงใจ
และถ้าเขาจะไม่รับไมตรีของเรา
มันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาเช่นกัน

เดี๋ยวนี้
ฉันผ่านชีวิตมาถึงที่เรียกว่า ผู้ใหญ่แล้ว
แต่ฉันก็ยังรู้สึกตัวว่า
บางครั้งฉันยังทำอะไรผิดพลาดอยู่

และถ้าฉันจะต้องเป็นผู้ใหญ่อย่างที่ใครใครเขาเป็นกันละก็
เอาความเป็นผู้ใหญ่คืนไป
แล้วเอาความถูกต้องของชีวิตฉันคืนมาดีกว่า

 

 

9

บ่อยครั้งนะ
ที่เวลาฉันนัดใครแล้วเขามาสาย
หรือไม่มาตามนัด
ฉันมักจะฉุนเฉียว
เวลาที่ใครทำอะไรไม่ถูกใจ
หรือแม้แต่เวลาที่ฉันทำอะไรไม่ได้ดังใจ
ฉันมักจะแช่งชักหักกระดูกหรือก่นด่า
ต้นเหตุของความไม่พอใจนั้นนั้น อยู่เป็นนิจ
และเมื่อใดที่ฉันมีความรู้สึกแบบนั้น
ฉันมักจะเก็บสะสมความรู้สึกไม่ดีอัดเอาไว้ในใจ
หรือไม่ก็ระบายออกมาทางสีหน้า ท่าทาง
หรือแม้แต่กับคนรอบข้างที่ไม่รู้เรื่องด้วย

เมื่อฉันเก็บมาคิด
ฉันก็ได้ตระหนักว่า
มันเป็นการกระทำที่ไม่เป็นผลดี
กับทั้งตัวเราและคนรอบข้าง

เดี๋ยวนี้
ฉันมองสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องตลก
เป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องธรรมดา แทนที่จะไปขึ้งเครียดกับมัน
เพราะฉันได้เรียนรู้ว่า
ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงปรากฎการณ์สามัญของชีวิต
ที่ฉันได้ล่วงผ่านมา
จนเข้าใจถึงความยืดหยุ่น
และดุลยภาพ

 

 

10

คนบางคน
มักจะกล่าวว่าคนอื่นไม่มีเหตุผล
เพียงเพราะว่าเหตุผลของเขานั้น
ไม่ตรงกับความต้องการ
และไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง
แท้ที่จริงแล้วคนทุกคน
ล้วนแล้วแต่มีเหตุผลของตนเอง
ในการที่จะดำเนินชีวิต
คนชั่วมีเหตุผลที่จะเป็นคนชั่ว
และคนดีมีเหตุผลที่จะเป็นคนดี
ฉันคิดว่า เหตุผลไม่ใช่เรื่องความถูกต้อง
แต่เหตุผลเป็นความรู้สึกส่วนตัวในการตัดสินใจ
ที่จะกระทำสิ่งใดใด ของแต่ละบุคคลต่างหาก

 

 

... นี่เป็นตัวอย่าง จำนวน 10 บท ของวิธีคิดในมุมมองต่าง ๆ ของผู้เขียน ...

ผมหวังว่า ท่านอาจจะค้นพบอะไรบางอย่างจากงานเขียนชิ้นนี้ ครับ

 

สำหรับ "นั่นต่างหากคือชัยชนะ" คือหนังสือเล่มโปรด และต้นแบบความคิดของผม

 

บุญรักษา ทุกท่านครับ :)

 

 

แหล่งอ้างอิง

เฉกชนม์.  นั่นต่างหากคือชัยชนะ.  พิมพ์ครั้งที่ 9.  กรุงเทพฯ: หนังสือหัวเตียง, 2542.