ก่อนที่จะทำอะไรก็ตาม ผมต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ 3 ข้อ เสียก่อน คือ : why what และ How

          ดิฉันพยายามเก็บความจากการฟังและบันทึกไว้โดยย่อ ดังนั้นบางส่วนที่สกัดออกมาและนำมาถ่ายทอด อาจขาดตกบกพร่องหรือผิดพลาดได้บ้าง โปรดใช้ดุลยพินิจของท่านเอง

          ประเดิมเริ่มแรก  ของการนำเสนอกรอบนโยบาย และแผนกลยุทธ์มหาวิทยาลัยนเรศวร ของท่านอาจารย์สุจินต์ (ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์  จินายน)ต่อหน้าที่ประชุมคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย ในวันที่ 8 พ.ย. 51 นั้น  ท่านกล่าวก่อนว่า

          ก่อนที่จะทำอะไรก็ตาม  ผมต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ 3 ข้อ เสียก่อน คือ

  1. Why : ทำไมต้องมาเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร?
  2. What : อะไรเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำ เมื่อเป็นอธิการบดี ?  และ
  3. How : วิธีที่จะดำเนินการ ตามข้อ 2 ทำอย่างไร?

ดิฉันสรุปความได้ดังนี้

          ข้อแรก เพราะท่านมีความรู้และมีประสบการณ์ตรงในแวดวงอุดมศึกษามานาน และยังคลุกคลีอยู่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ท่านทราบดีว่าแหล่งทุนวิจัยที่จะสนับสนุนส่งเสริมงานวิจัยแก่คณาจารย์อยู่ที่ไหน และวิธีที่จะให้ได้มาทำอย่างไร ท่านทราบวิธีที่ดีที่จะพัฒนาคุณภาพของคณาจารย์  ด้วยการเพิ่มคุณวุฒิทางวิชาการตามแนวทางที่ถูกต้อง  จริงๆ ท่านก็ทำอยู่แล้วให้กับมหาวิทยาลัยอื่นๆ   ดังนั้นเมื่อมีโอกาสที่จะกลับมาบริหารมหาวิทยาลัยนเรศวรอย่างเต็มที่  มหาวิทยาลัยที่ท่านเคยสร้างผลงานมาแล้ว ท่านจะได้รู้สึกหมดห่วงและนอนตายตาหลับ

          ข้อสอง เรื่องที่ต้องพัฒนามหาวิทยาลัยนเรศวร  คือ เรื่องที่เป็นจุดอ่อน และอุปสรรคต่างๆ เช่น  การบริหารงานบุคคล  การบริหารงานวิจัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องการ "การบริหารจัดการ"  อาจารย์ใช้คำว่า "ต้อง manange" และย้ำบ่อยมากว่า เป็นหัวใจสำคัญ

          ข้อสาม การบริหารจัดการจุดอ่อนและอุปสรรคตามข้อสอง  ส่วนใหญ่จะเป็นการบริหารความเสี่ยง  เช่น ความเสี่ยงต่อการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณภาพ  ความเสี่ยงต่อจำนวนรับที่ลดลงของนิสิตป.ตรี   ความเสี่ยงของเงินรายได้ที่จะลดลงถ้าพึ่งเพียงค่าลงทะเบียนของนิสิต  ซึ่งรายละเอียดกลยุทธ์ มาตรการในการปฏิบัติจะได้นำเสนอต่อไป  นอกจากนี้  เรื่องสำคัญที่ต้องปรับปรุงอีกเรื่อง คือ internal communication

 

 

 

กรอบนโยบายและแผนกลยุทธ์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
พ.ศ. 2552 - 2556
เสนอโดย ศาสตราจารย์ ดร.สุจินต์  จินายน

บทนำ

          กรอบนโยบายและกรอบแผนกลยุทธ์ที่นำเสนอนี้  ยึดแนวความคิดของการสร้างสังคมไทยให้มีขีดความสามารถและเข้มแข็งทางด้านความรู้ ความสามารถในด้านการแข่งขัน  ตลอดจนความพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภาวการณ์โลกทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำกระบวนการทางการศึกษา ภายใต้กรอบวิสัยทัศน์ 4 ประการของรัฐบาลมาเป็นโจทย์ในการกำหนดทิศทาง ได้แก่

  1. ภาคอุตสาหกรรมสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก
  2. เศรษฐกิจชุมชนมีความเข้มแข็ง
  3. สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้
  4. คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

          นอกจากนี้  ยังได้นำสาระสำคัญของกรอบแผนอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปีฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2551 - 2565)ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายเมื่อสิ้นสุดแผนในปี พ.ศ. 2565 คือการ "ยกระดับคุณภาพอุดมศึกษาไทย เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพ  สามารถปรับตัวสำหรับงานที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต  พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพอุดมศึกษาในการสร้างความรู้ และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในโลกาภิวัฒน์ สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนของท้องถิ่นไทย โดยใช้กลไกของธรรมาภิบาล การเงิน การกำกับมาตรฐาน และเครือข่ายอุดมศึกษา บนพื้นฐานของเสรีภาพทางวิชาการ ความหลากหลาย และเอกภาพเชิงระบบ" โดยมีสาระหลักอยู่สองส่วน ส่วนแรกฉายภาพปัจจุบันและอนาคต มี 7 เรื่อง คือ

  1. ความเปลี่ยนแปลงด้านประชากร
  2. พลังงานและสิ่งแวดล้อม
  3. การมีงานทำ และตลาดแรงงานในอนาคต
  4. การจัดการความขัดแย้งและความรุนแรง
  5. การกระจายอำนาจการปกครอง
  6. เยาวชนไทย นักศึกษาไทยและบัณฑิตในอนาคต
  7. เศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับส่วนที่เกี่ยวข้องได้แก่ ปัจจัยภายในระบบอุดมศึกษา ซึ่งมี 9 ประเด็น คือ

  1. รอยต่อกับการศึกษาระดับอื่น
  2. การแก้ปัญหาอุดมศึกษาในปัจจุบัน
  3. ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการ
  4. การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  5. การเงินอุดมศึกษา
  6. เครือข่ายอุดมศึกษา
  7. การพัฒนาอุดมศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้
  8. โครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้

 

ต่อ.....บันทึกถัดไป


เบื้องหลังการถ่ายทำ

  • ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นอธิการบดีในครั้งนี้  มีจำนวนทั้งหมด   112 คน
    • เป็นบุคคลภายในมหาวิทยาลัยนเรศวร  60 คน
    • เป็นบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยนเรศวร  52 คน
      • มีคุณสมบัติครบตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร  109 คน
      • ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร  3 คน
  • ผู้ที่ตอบรับการทาบทาม 9 คน  สละสิทธิ์ ไป 1 คน  เหลือ 8 คน
  • ผู้ตอบรับการทาบทามที่ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี 3 คน คือ
    • ศ.ดร.สุจินต์  จินายน
    • รศ.ดร.สมบัติ  นพรัก
    • ดร.เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์
  • ผู้ที่ได้รับการสรรหา แต่ละท่าน นำเสนอนโยบายฯ ต่อสภามหาวิทยาลัย เป็นเวลาประมาณ 15 นาที และตอบข้อซักถาม ประมาณ 5 นาที
  • คณะกรรมการสภาฯ มีองค์ประชุม ในวันที่ 8 พ.ย. 51 รวม 15 คน  การลงมติใช้เสียงของกรรมการที่อยู่ในที่ประชุมเท่านั้น
  • มติในการเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดี ถือคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ที่มาประชุม  (ต้องได้ 8 เสียงขึ้นไป)
  • ท่านประธานสรรหาอธิการบดี : ร้อยตรี ดร.ประพาส  ลิมปะพันธุ์  เสนอให้กรรมการสภาฯ ออกเสียงลงคะแนนเป็นการเปิดเผย เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้  แต่....การออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารตามมาตรา... แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. ๒๕๓๓ ให้ใช้วิธีการลงคะแนนลับ !!
  • ผลการนับคะแนนเสียง :  ศ.ดร.สุจินต์  จินายน ได้คะแนนเสียง 12 ใน 15 เสียง

           ข้อความต่อไปนี้ คัดจากเอกสารประกอบการนำเสนอนโยบายของท่าน (สาระส่วนนี้ไม่เพี้ยนแน่นอนค่ะ)