@ สัญลักษณ์นี้มีที่มา?
 

 

 

@ สัญลักษณ์นี้มีที่มา?


        เรย์ ทอมลินสัน วิศวกรคอมพิวเตอร์ ได้รับการบันทึกว่า เป็นบุคคลแรกที่นำ @ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่ออีเมล ในปี 1971 เพียงเพราะเขาต้องการหาสัญลักษณ์บางอย่างบนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งแน่ใจว่าจะไม่มีปรากฏในชื่อของใครคนใดคนหนึ่ง

        โดยหลังจากนั้นมา การใช้ @ (arroba) ในชื่ออีเมลเพื่อบอกสังกัดอีเมลของผู้ใช้ก็กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
       
        ทว่า หากจะถามถึงที่มาของ @ ก่อนที่จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของอีเมลนั้น ไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่า ใครเป็นคนแรกที่นำมาใช้ เนื่องจาก มีหลากหลายทฤษฎีอธิบายเอาไว้แตกต่างกันออกไป
       

ทฤษฎีแรกนั้นสันนิษฐานว่าปรากฏให้เห็นเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในยุคกลางของยุโรปซึ่งในสมัยนั้นคนยุโรปจะชอบเขียนตัวหนังสือแบบลากหางของตัวอักษรขึ้นหรือลงยาวๆซึ่งตัวมาจาก a นั่นเอง
       
       
ขณะที่อีกทฤษฎีหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไประบุว่า @ มาจากคำว่า 'ad' ซึ่งเป็นคำบุพบทในภาษาลาติน หมายถึง "ที่" ในทำนองเดียวกัน ก็มีอีกแนวคิดที่คล้ายๆกันอธิบายว่า@ เป็นตัวย่อของ 'ana' (ava) คำบุพบทในภาษากรีกซึ่งมีหมายความว่า ในอัตรา...(ตามด้วยคำบอกจำนวน)โดยมีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในเชิงการพาณิชย์
       
       
ทว่าจากการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ของ จิออร์จิโอ สตาบิลศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากโรม มีการเสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับที่มาของโดยเขาอ้างว่า สัญลักษณ์ดังกล่าวเคยมีร่องรอยปรากฏให้เห็นตั้งแต่สมัยเรอเนสซองซ์ของอิตาลี ในเอกสารการค้าแห่งเวนิสซึ่งลงนามโดย ฟรานเซสโก ลาปี เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 1536 เนื้อหาในเอกสารดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญญาการซื้อขายไวน์ โดยที่ปรากฏในเอกสารนี้มีความหมายว่า โถ หรือ เหยือกซึ่งใช้เป็นภาชนะบรรจุไวน์ในสมัยนั้น อาทิเช่น@ of wine หมายถึง ไวน์ 1 เหยือกเป็นต้น
       
       
สัญลักษณ์ @ ที่พบว่ามีการใช้อย่างแพร่หลายในตะวันตก มีที่มาจาก à ซึ่งเป็นบุพบทในภาษาฝรั่งเศสหมายถึง "ที่" ทว่าเมื่อนำมาใช้ในเชิงการค้าจะหมายถึง "ราคาชิ้นละ..."ตัวอย่างเช่น 2 books@ 10 F. หมายถึง หนังสือ2 เล่ม ราคาเล่มละ 10 บาท เป็นต้น
       
       
ทั้งนี้ถึงแม้จะมีหลากหลายทฤษฎีที่อธิบายที่มาที่ไปของการใช้ @ มาตั้งแต่อดีตแล้วแต่การใช้สัญลักษณ์ดังกล่าวเพิ่งจะได้รับความนิยมสุดๆในแวดวงคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบันนี่เอง


ที่มา : http://www.aksorn.com