เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ผู้เขียนคิดว่าอาจจะมีประโยชน์บ้าง สำหรับท่านที่ชอบดำเนินชีวิตแนวประหยัดในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน..ยุคปัจจุบันน้ำมันแพงมาก แม้จะลดลงไปแล้ว ผู้เขียนได้ยึดแนวทางชีวิตที่ประหยัดและพอเพียงมานานแล้ว จึงมีเรื่องราวสนุกๆ ซึ่งบันทึกไว้นานแล้ว เป็นประสบการณ์ที่เกิดในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เลิกล้มแนวคิดที่จะมีรถส่วนตัว และหันมาใช้บริการรถแท๊กซี่แทน
หลายตอนอยากจะเขียนแนวขำขำ และหลายตอนเป็นเรื่องที่อยากระบายความรู้สึก แต่ไม่รู้จะพูดกับใครได้ ขอพาดพิงถึง..แท๊กซี่ผู้ให้บริการซึ่งผู้เขียนถือว่าเป็นผู้ที่มีพระคุณ
หากมีข้อความไม่เหมาะสม ขอให้ติและยินดีรับฟังคำเตือนและคำแนะนำจากทุกท่านค่ะ ต้องการ Feed Back เพื่อจะได้พิจารณาว่าควรจะเขียนต่อไปอีกหรือไม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ
โหมโรง….
“ เริ่มใช้มิเตอร์ใหม่หรือยังค่ะเนี่ย ”
ฉันถามพร้อมชะโงกหน้าล้ำไปด้านหน้ารถ จนพอจะได้กลิ่นตัวของคนชับแท๊กซี่ เลยต้องถอยหน้ากลับมา พร้อมรอฟังคำตอบ
“ ยังเลย เค้าบอกต้องรอขนส่ง ” เขาบอกพร้อมกับทำเสียงดังครืดคราดในคอ
บทสนทนาของเรา หายเงียบไปช่วงขณะหนึ่ง ฉันคิดว่าน่าจะนั่งเงียบๆ ดีกว่า เพราะเวลาเขาพูดฉันเริ่มได้กลิ่นปาก มันไม่ใฃ่กลิ่นฟันผุเท่าไหร่หรอกนะ แต่มันเป็นกลิ่นของไข้หวัดที่เริ่มจะใหญ่ขึ้นแล้ว
มันคล้ายจะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราไม่ค่อยคำนึงกัน สวัสดิภาพและความปลอดภัยของคนนั่งแท๊กซี่เริ่มจะหมด ถดถอยลงไปตามสภาพของรถ และสุขภาพของคนขับ นึกถึงเรื่องนี้ทีไร ฉันต้องรีบเอากระดาษทิชชู่ออกมาปิดปาก ปิดจมูก หรือควักยาดมออกมาสูดดมทันที
คิดย้อนไปเมื่อปี 2539 ประมาณ 12 ปีมาแล้ว ฉันเริ่มหันหลังให้กับรถเมล์สาย 101, 147 หรือสายอื่นๆ ที่นั่งไปทำงานได้ เนื่องจากปัญหาสุขภาพ แพ้อากาศ และแพ้แรงกระชากของรถเมล์ การบอกลารถเมล์ของฉันผ่านการคำนวณอย่างรอบคอบ ฉันและบัดดี้คิดว่าเราน่าจะคุ้มค่าถ้าหารค่าแท็กซี่กัน แม้ว่าที่ผ่านมา
ส่วนใหญ่บัดดี้ของฉันจะเป็นคนจ่ายเสมอมา แรกๆ ถ้าเป็นระยะใกล้ๆ เราก็ยังคงใช้บริการรถเมล์บ้าง จนกระทั่งหลังจากที่ฉันผ่าตัดเนื้องอกเมื่อปี 2543 เราก็นั่งแท๊กซี่กันมาตลอด
เรื่องที่ฉันจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่ฉันต้องการที่จะเขียนมานานแล้ว แต่ด้วยความที่ชอบผลัดวันประกันพรุ่งมาตลอด เลยไม่ได้เขียนสักที
เราเงียบกันไปได้สักครู่ เสียงคนขับถามพร้อมกระแอมในคอ “ตกลงเราจะไปทางไหนครับ ออกทางวัดยายร่มหรือพุทธบูชาดี”
“ ทางไหนก็ได้ ออกพระราม 2 แล้วยูเทริน เข้าสีสุก ออกวัจนะ ไปวุฒากาศ ขึ้นตัดใหม่ เลี้ยวซ้ายพัฒนาการ ผ่านวัดโคนอน วัดอ่างแก้ว ตรงเข้าวัด.......” เสียงบัดดี้ของฉันบอกทางยาวเหยียด เหมือนไม่ยากจะพูดอะไรอีก แล้วเธอก็ควักผ้าเช็ดหน้ามาปิดปาก ปิดจมูก โดยไม่เกรงใจคนขับแท๊กซี่ที่แอบมองมาอย่างสงสัย แต่ตรงข้ามกับฉันเพราะฉันเริ่มตะหนักแล้วว่าตอนนี้ฉันชักจะชินกับกลิ่นแปลกประหลาดที่คุ้งไปทั่วรถเวลาที่เค้าพูดออกมาแล้ว
โชเฟอร์แท็กซี่ไม่รู้หรอกว่าฉันละเอียดละออแค่ไหนเมื่อฉันขึ้นมาบนรถแท็กซี่แต่ละคัน สิ่งแรกที่ฉันจะต้องมองก่อนคือพื้นรถด้านหลัง ฉันสามารถเดาได้ว่าวันนี้รถคันนี้เป็นกะตอนเช้าหรือกะตอนบ่าย ถ้าขึ้นตอนบ่ายๆ แล้วพบว่ารถคันนั้นยังไม่มีรอยเปื้อน หรือมีกลิ่นอับ แสดงว่าเพิ่งออกมาจากอู่ และเป็นกะตอนบ่ายต่อไปถึงตอนค่ะ บางครั้งยังแอบถามคนขับรถด้วยว่ารอบนี้ประเดิมหรือเปล่า ถัดไปที่ฉันจะลอบมองคือด้านหลังของคนขับรถ ดูว่าสะอาดหรือไม่ แต่งกายถูกระเบียบหรือเปล่า ลักษณะการขับรถ หงุดหงิด หรือมีสีหน้าของความอ่อนล้าหรือเปล่า หนวดเครารกหรือหน้าตาได้รับการดูแลอย่างดีหรือเปล่า ..ไม่ได้ว่านะ บางครั้งไม่รู้มาจากไหน หนวดเครารุกรัง หลังหูมีแต่ขี้ไคล ปกเสื้อเป็นคราบมันแผล็บ แถมเวลากระแอมออกมา มีกลิ่นปากอีก
เรื่องกลิ่นปาก กลิ่นตัว กลิ่นเสื้อผ้าที่หมักหมม กลิ่นอับของเบาะหนังเก่า เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างหน้าตาสัณฐานของรถและคนขับ ยังพอจะเลือกกันได้หากตาดี และทัศนวิสัยดี แต่เรื่องกลิ่น นิสัยและสุขภาพของคนขับรถ เราไม่สามารถเลือกได้เลย ถ้าไม่เจอกับสถานการณที่แย่จริงๆ ฉันกลับเริ่มเห็นใจคนชับแท็กซี่ขึ้นมาบ้างแล้วในระยะหลังๆ แท๊กซี่ส่วนใหญ่มีความตั้งใจที่จะทำงานอย่างจริงจัง สุภาพ และชำนาญทางมาก ฉันนั่งแท๊กซี่มายังไม่เคยมีปัญหาเรื่องอุบัติเหตุเลย นอกจากมีอยู่ครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่จัดว่าเป็นอุบัติเหตุ น่าจะเป็นความรั้นของคนขับแท็กซึ่มากกว่า แล้วจะเล่าให้ฟัง
ระยะหลังฉันชอบคุยกับคนขับแท็กซี่ แต่เลือกคุยนะ เพราะบางคนคุยไปได้สักพัก ชักจะไม่รู้เรื่อง หรือรู้เรื่องมากเกินไป หรือเริ่มเลี้ยวไปปีนต้นงิ้วบ้างก็มี เช่น เริ่มคุยว่ามีเมียน้อย หรือคบเด็กนักศึกษา บ้างก็เริ่มเลี้ยงต้อย หรือคุยใหญ่ คุยโต ผมมีกิจการ เป็นนักธุรกิจ อ้าวแล้วมาแย่งเค้าขับแท็กซี่ทำไมล่ะ
บทสนทนาของเราเริ่มสะดุดลงเมื่อโชเฟอร์เริ่มปรับเสียงวิทยุติดรถยนต์ดังขี้นกว่าเดิม และเริ่มให้ฉันออกความคิดเห็นในเรื่องการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งใน 2-3 เรื่องที่ฉันตั้งใจจะยกเว้นไม่ออกความเห็น อยากรู้ไหมล่ะ เรื่องที่ฉันจะไม่ยอมออกความเห็นเลย ได้แก่ เรื่องการเมือง เรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้ และความคิดเห็นในเรื่องศาสนา วันนี้เรื่องเล่าบนรถแท็กซี่จึงจบไป ด้วยค่ารถ 101 บาท เท่ากับที่เคยจ่ายมาเกือบทุกครั้ง แต่ก็ภาวนาให้เจ้าของอู่รีบจูนมิเตอร์เป็นราคาปรับใหม่ให้แท็กซี่สักทีเถอะ เพื่อเค้าจะได้รับค่าบริการที่มากขึ้น
ตอนที่สอง ข่าวเศร้า
3 สิงหาคม 2551 ข่าวการเสียชีวิตของโชเฟอร์แท็กซี่ที่ถูกฆาตรกรรม ด้วยเด็กนักเรียน ม.6 แถวซอยเปลี่ยวถนนจรัลสนิทวงศ์ โดยเหตุผลที่จำเลยยกมาอ้างคืออยากลองฆ่าคน โดยจำวิธีการมาจากเกมส์.....ในอินเตอร์เน็ต ทำให้ฉันลุกขึ้นมาบันทึกเรื่องนี้ต่อด้วยความหดหู่จริงๆ ฉันเริ่มคิดทบทวนและเห็นว่าอาชีพแท็กซี่ในปัจจุบันนี้น่าสงสารมาก ช่วงนี้รถเมล์รัฐก็ให้ประชาชนขึ้นฟรี น้ำมันก็แพง หันมาใฃ้แก็สเอ็นจีวีก็ต้องไปต่อคิวยาวแย่งกัน นอกเหนือจากผลกระทบเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นเหยื่อของโจร และสนองความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อยากทดลองของเยาวชนรุ่นใหม่อีก
อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องที่กระตุ้นให้ภาครัฐเริ่มลุกขึ้นมาสำรวจและป้องกันภัยคุกคามพฤติกรรมเยาวชนของไทยอีกครั้ง ค่ำของวันที่ 4 สิงหาคม 2551 มีสกู๊ปพิเศษระบุชื่อเกมส์ออนไลน์อันตราย ประมาณ 10 เกมส์ แต่ที่ฟังแล้วยังสงสัยเรื่องหนึ่งคือมีอยู่เกมส์หนี่งได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งไม่รู้ว่าดูแลกันอย่างไร
ย้อนไปเมื่อปีก่อน 2550 ข่าวแท๊กซี่ถูกแทงเสียชีวิตในซอยพุทธบูชา 39 หรือซอยวัดหลวงพ่อโอภาสี ครั้งนั้นเป็นเรื่องที่ฉันติดตามข่าวติดๆ กันเกือบสัปดาห์ และกลายเป็นบทสนทนาระหว่างลูกค้าและคนขับแท็กซี่ไปโดยปริยาย ครั้งนั้นฉันมักจะสอบถามเรื่องความปลอดภัยและถามว่าเค้ากลัวไหมที่จะต้องขับรถกลางคืน แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นจะทำอย่างไร คำตอบที่ได้รับส่วนมากเห็นว่าน่ากลัวมาก..แต่ต้องเสี่ยง เพราะเค้าไม่สามารถทิ้งอาชีพคนขับแท๊กซี่ไปและเริ่มต้นทำงานอย่างอื่นได้อีกแล้ว
ตอนที่สาม พันธมิตร
ช่วงประมาณเดือนสิงหาคม 2551 พันธมิตรยึดเมืองเป็นหัวข้อข่าวที่ฮือฮาติดต่อกับเกือบ 2 – 3 วัน สถานการณ์กรุงเทพไม่ค่อยดีนัก รถไฟ บขส. และแรงงานต่างๆ เริ่มหยุดงานและประท้วงที่รัฐบาลใช้กำลังสลายกลุ่มพันธมิตร วันนั้นเราไปธุระย่านถนนจรัลสนิทวงศ์ ขากลับเรียกแท็กซี่สีส้ม ตอนเรียกมองไม่ถนัด เพราะริมถนนมืดมาก พอก้าวขึ้นรถไป ก็ชะงักเล็กน้อย แต่ก้าวเข้าไปสุดตัวแล้ว คนขับรถเป็นหนุ่มอายุประมาณ 30 กว่าได้ ใส่เสื้อเหลือง โพกผ้ากู้ชาติ โรยกากเพชรด้วย เปิดวิทยุการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรเสียงดัง จับความได้ว่าเป็นเสียงของนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เรา 2 คน ขึ้นไปแล้วนั่งเงียบกันพักใหญ่รู้สึกอึดอัดมาก คนขับเริ่มกระแอมกระไอ ขยับตัวหวังจะให้เราเอ่ยถามอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เค้ากำลังนำเสนออยู่ แต่เราก็เงียบ จนกระทั่งถึงอุโมงค์ใกล้ท่าพระ เค้าก็หันมาถามว่าจะลงอุโมงค์ไหม ซึ่งเราแปลกใจมากเพราะเป็นทางเดียวที่จะต้องผ่านไปอยู่แล้ว แล้วก็ได้ยินเสียงแว่วมาว่าไปไม่ถูกหรอกนะ เราเลยสรุปว่าเค้าจะรีบไปชุมนุมกะมัง เลยบอกว่าอย่างนี้ก็ได้จอดที่เดอะมอลล์ท่าพระแล้วกัน เค้าเริ่มหงุดหงิดและเพิ่มเสียงของวิทยุดังขึ้น เราเริ่มต้องสร้างยรรยากาศที่ดีขึ้นโดยถามไปว่า “ไปชุมนุมบ่อยหรือเปล่า”
เค้าอารมณ์ดีขึ้นมาทันทีตอบแบบรีบร้อนว่าไป “เดินสายไปทั่ว ต้องไปดูแลประชาชน เพราะถูกรังแก ต้องไปรวมกันเยอะๆ ผมไปเนี่ยไม่ได้คิดสะตังหรอกนะไปช่วยกัน”
เราถามต่อว่า”ชุมนุมกันต้องการอะไร เค้าบอกตั้งรัฐบาลของประชาชนไง ต้องปฏิบัติโดยประชาชน”
เราถามต่อแล้ว “ให้คุณสนธิเป็นนายกหรือ เค้าตอบว่าคุณสนธิไม่รับหรอก เค้าไม่ได้ต้องการเป็นนายก”
เราบอกว่า “แล้วถ้าประชาชนเรียกร้องละ” คำตอบคือ “ไม่แน่ครับ”
พอดีถึงเดอะมอลล์พอดี คุณรู้ไหม เราไม่ได้รู้สึกอะไรกับพันธมิตรหรอก แต่เรากลัวคนที่หมั่นไส้พันธมิตร เกิดเขวี้ยงก้อนหินหรืออะไรเข้ามาในรถ เรามิแย่ไปด้วยหรือ