ในปีการศึกษา ๒๕๕๑ นี้ นักเรียนในช่วงชั้นที่ ๔ ของโรงเรียนเพลินพัฒนา ได้เปลี่ยนแปลงการประมวลความรู้จากเดิมที่กำหนดให้ทำแผนที่ความรู้ในทุกๆ ปลายภาคเรียน มาเป็นการทำสาระนิพนธ์ในเรื่องที่ตนเองสนใจและ/หรือ เป็นการศึกษาเรื่องที่จะต้องใช้ในการสอบเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย
คุณครูแคท - คัทลียา รัตนวงศ์ ครูนักจัดการความรู้ของช่วงชั้นที่ ๔ ได้บันทึกเรื่องราวมาเล่าให้ฟังว่า
ในการทำสาระนิพนธ์ครั้งนี้เริ่มต้นโดยการประชุมทำความเข้าใจกันระหว่างครูในช่วงชั้นทุกคนว่าการทำสาระนิพนธ์ครั้งนี้เราทำเพื่ออะไร คาดหวังอะไร และขั้นตอนและวิธีการก่อน หลังจากทำความเข้าใจกับนักเรียนทั้งหมด ในการทำสาระนิพนธ์ จากนั้นก็ให้นักเรียนไปศึกษาก่อนว่ามีความสนใจหรือมีปัญหาอะไรที่ต้องการจะศึกษา และเกี่ยวข้องอะไรกับการศึกษาในอนาคต แล้วให้นักเรียนเข้าไปขอคำปรึกษากับคุณครูท่านใดก็ได้ หรือครูที่มีความถนัดในเรื่องนั้น ๆ
เวลาผ่านไปหนึ่งภาคเรียน นักเรียนเริ่มมีประเด็นปัญหาที่ตนเองสนใจ ครูก็เริ่มให้นำเสนอโครงร่างของเรื่องที่นักเรียนสนใจ และเปิดโอกาสให้ครูได้ซักถาม เพื่อความเข้าใจของครูและตัวนักเรียนเองด้วย เมื่อโครงร่างผ่าน นักเรียนจะมีครูที่ปรึกษาดูแลให้คำปรึกษาในการทำสาระนิพนธ์อย่างใกล้ชิด
และในสัปดาห์ที่ ๑-๒ ของภาคเรียนจิตตะ มีการจัดให้มีการนำเสนอความก้าวหน้าของสาระนิพนธ์ของนักเรียนแต่ละคน โดยครั้งนี้มีคุณครูปาด(รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ) เข้าร่วมฟังและซักถามด้วย ซึ่งทำให้นักเรียนต่างตื่นเต้นอย่างมาก (รวมทั้งครูที่ปรึกษาด้วย) ในสัปดาห์แรกมีนักเรียนที่นำเสนอไม่ผ่านหลายคน นักเรียนที่เหลือจึงมีความตื่นเต้นมากขึ้น มีการซ้อมกับครูที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิด จนการนำเสนอผ่านไปได้ด้วยดีในครั้งที่ ๒
หลังจากการนำเสนอของนักเรียนในสัปดาห์ที่ ๒ นี้ คุณครูปาดได้ชวนครูทุกคนมาแลกเปลี่ยนความรู้ในการเป็นครูที่ปรึกษาสาระนิพนธ์กับนักเรียน ว่าในฐานะที่ปรึกษา (Advisor) เห็นอะไรบ้าง และรู้สึกอย่างไร
ครูปาด : เท่าที่ประมวลการพูดคุยของคุณครูแต่ละคนพบว่า มาถึงตอนนี้ครูเริ่มเห็นตัวตนของนักเรียน เนื่องจากการทำงานสาระนิพนธ์ครั้งนี้ครูไม่ต้องพะวงกับแผนการสอน เนื้อหา และกระบวนการ แต่ครูกำลังมองเห็นชีวิตกับการเรียนรู้ของนักเรียน และที่สำคัญครูได้เห็นตัวเองซึ่งหัวใจของการเรียนรู้ คือชีวิตด้านในของครูกับเด็กที่เริ่มสัมผัสกัน ซึ่ง Key of Success ของการเห็นความเป็นตัวตนของนักเรียน คือ
๑. การเห็นคุณค่าและความสำคัญในสิ่งที่ทำร่วมกันของครูและนักเรียน
๒. ครูและนักเรียนมีส่วนร่วม เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน รวมทั้งครูมีการตอบสนองที่ทันท่วงที และเอาใจใส่ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักเรียน
๓. ความศรัทธา ความเชื่อมั่นในศักยภาพความสามารถของมนุษย์ และการช่วยเปิดให้นักเรียนเห็นความสามารถหรือคุณค่าของตน
๔. การให้กำลังใจและใส่ใจ
เมื่อประมวลจากเรื่องเล่าของครูพบว่า ครูกับนักเรียนได้เชื่อมโยงกันจากการได้เรียนรู้ร่วมกันในกรณีต่างๆ กัน ได้มากมาย เช่น
-
ครูและนักเรียนในปรึกษา ไปตามหาชื่อเรื่องของภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๕๐– ๒๕๕๑ แล้วเอามาชื่อที่ค้นคว้าได้เรียนรู้ไปด้วยกัน
-
ครูและนักเรียนไปดูงานศิลปะที่ Japan Foundation แล้วแวะไปห้องสมุด หาหนังสือที่ดูจะเป็นประโยชน์ต่อหัวข้อที่เลือกไว้ เป็นการจุดประกายให้นักเรียนอยากนำมากลับมาอ่านและแปลด้วยความกระตือรือร้น
-
ครูชวนให้นักเรียนเล่าเรื่องที่อ่านให้ฟัง เกิดเป็นการเรียนรู้ไปด้วยกัน
-
ครูชวนนักเรียนคุยว่าเรื่องที่เลือกทำมีคุณค่าอะไร แล้วหยิบประเด็นที่มีคุณค่า มีความลึกซึ้งมาคุยกันต่อ จนนักเรียนมั่นใจในเรื่องที่ตนเลือก เห็นคุณค่าในตัวเอง ซึ่งส่งผลให้นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง และแสดงอาการของผู้ที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียนออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจน
และจากเรื่องเล่า ก็พอจะสรุปได้ว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นในการทำงานครั้งนี้ มาจากความใส่ใจ ให้คุณค่ากับตัวนักเรียนและสิ่งที่เขาทำ รวมทั้งการเปิดใจที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้และพร้อมที่จะเรียนรู้ไปด้วยกันอย่างแท้จริง...การเรียนรู้ของเด็กและครูจึงเกิดขึ้นได้
จริงครับ การเรียนนั้น ไม่ใช่เกิดเฉพาะนักเรียน แต่เกิดกับคุณครูไปด้วย ครับ
จาก...ผู้สร้างสถานการณ์ทางการเรียนการสอน
ชอบคำลงท้ายของคุณฮาร์ทมากค่ะ ...ขอนำคำว่า "ผู้สร้างสถานการณ์ทางการเรียนการสอน" ไปใช้บ้างนะคะ