หากต้องการกระตุ้นในระยะการเจริญเติบโตของพืชให้หมักพืชสีเขียวหรือพืชผัก หากจะเร่งการติดดอกออกผลให้ใช้ผลไม้สุก แต่ถ้าจะใช้ไล่แมลงหรือกำจัดโรคพืชให้เลือกสมุนไพร

เมื่อประมาณกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คุณวุฒิพงศ์ จงกล พนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาลำปลายมาศ  ได้ติดต่อประสานงานผมเป็นวิทยากรบรรยายและสาธิตการทำน้ำหมักชีวภาพ ทำปุ๋ยหมักชีวภาพ และแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำหมักชีวภาพ ให้แก่เกษตรกรในโครงการชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 2 หมู่บ้าน คือ บ้านหนองตาดและบ้านหนองขวาง เกษตรกรผู้เข้ารับการฝึกอบรมประมาณ 200 คน

 

เรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำหมักชีวภาพและวิธีการเตรียมน้ำหมักชีวภาพเพื่อการแปรรูปฯ ครูกั๊ต ซึ่งมีความเชี่ยวชาญการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เป็นผู้บรรยายและสาธิตการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำหมักชีวภาพมะเฟือง จำนวน 4 ชนิดผลิตภัณฑ์ ได้แก่ สบู่เหลว แชมพู น้ำยาล้างจาน และน้ำยาซักผ้า

 

ช่วงบ่าย ผมทำหน้าที่ผู้บรรยายเรื่องการทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อใช้ในการเกษตร วิธีการทำคล้ายกันกับน้ำหมักชีวภาพที่ครูกั๊ตได้แนะนำในช่วงเช้า เพียงแต่ว่าเปลี่ยนส่วนผสมจากน้ำตาลทรายมาเป็นกากน้ำตาลซึ่งมีราคาถูกกว่ามาก ที่เหลือนอกนั้นใช้อัตราส่วนเดียวกัน คือ 3:1:10 (พืช/ผัก/ผลไม้ 3 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน น้ำสะอาด 10 ส่วน โดยน้ำหนัก/โดยประมาณ)

 

โดยสาธิตสูตรหลักๆ จำนวน 3 สูตร คือ สูตรพืชสีเขียว สูตรผลไม้ (มะละกอ ฟักทอง กล้วย) และสูตรสมุนไพรไล่แมลง

 

>>ทุกอย่างสับเป็นชื้นเล็กๆ หมักรวมกันในถังชนิดมีฝาปิด..จะได้น้ำหมักสูตรฮอร์โมนเร่งการออกดอกออกผล.....

......

......

ใช้หลักคิดง่ายๆ ว่า หากต้องการกระตุ้นในระยะการเจริญเติบโตของพืชให้หมักพืชสีเขียวหรือพืชผัก หากจะเร่งการติดดอกออกผลให้ใช้ผลไม้สุก แต่ถ้าจะใช้ไล่แมลงหรือกำจัดโรคพืชให้เลือกสมุนไพรมาหมัก ซึ่งสมุนไพรแต่ละชนิดมีสรรพคุณแตกต่างกัน ดังนี้

 

สมุนไพรรสขม ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด สะเดา

สมุนไพรรสฝาด แก้เชื้อรา เช่น เปลือกแค เปลือกมังคุด ใบฝรั่ง ใบทับทิม ขมิ้น

สมุนไพรรสเปรี้ยว ไล่แมลง แสบร้อน เช่น เปลือกส้ม มะกรูด มะนาว น้ำส้มสายชู น้ำมะขาม

สมุนไพรประเภทเมาเบื่อ ฆ่าหนอน เพลี้ยแมลง เช่น หางไหล ยาสูบ หนอนตายอยาก ใบน้อยหน่า เมล็ดมะกล่ำ

สมุนไพรหอมระเหย ไล่แมลงเปลี่ยนกลิ่นต้นพืช เช่น ตะไคร้หอม โหระพา ผักชี สาบเสือ กระทกรก

 

หลังจากทำน้ำหมักชีวภาพแล้ว เราลงจากศาลาวัดไปร่วมกันทำปุ๋ยหมักชีวภาพ เกษตรกรแต่ละกลุ่มได้เตรียมวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาอย่างพร้อมเพรียง ทั้งแกลบดิบ แกลบเผา ปุ๋ยคอก รำละเอียด อย่างละหนึ่งส่วน (โดยประมาณ) คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วเอาน้ำสะอาด 1 ปีบ ผสมกับน้ำหมักชีวภาพครึ่งแก้ว รดกองปุ๋ยให้ทั่ว   หยิบส่วนผสมมาหนึ่งกำมือ บีบแล้วปล่อย หากไม่เกาะตัวกันแสดงว่าความชื้นยังไม่เหมาะสมให้รดน้ำส่วนผสมอีกจนกว่าจะได้ที่ หาวัสดุมาคลุมกองปุ๋ยหมักหรืออาจจะบรรจุในถุงแล้วกองไว้ในร่ม หมักไว้ (แกล้งๆ ลืม) สักสามเดือน...เป็นอันเสร็จวิธีการทำปุ๋ยหมักอย่างง่าย...

 

สิ่งที่สร้างความแปลกใจให้ผมและทีมงานนอกจากความปลื้มใจที่พี่น้องเกษตรกรให้ความสนใจอย่างมากกับกิจกรรมที่เราจัดให้ คือ หลังจากทำปุ๋ยหมักเสร็จ ผู้เข้ารับการอบรมทั้งสองรุ่นต่างพร้อมใจกันมอบปุ๋ยหมักชีวภาพที่ร่วมแรงกายแรงใจกันทำขึ้นมอบถวายให้วัดได้ใช้ประโยชน์

มีคำกล่าวถวายปุ๋ยหมักชีวภาพด้วยครับ....บันทึกนี้ผมจึงขอจบด้วยคำถวายกองปุ๋ยหมักชีวภาพ ดังนี้.... (ในขณะที่เราทั้งหลายกล่าวคำถวายปุ๋ยหมักชีวภาพ...ฝนก็เทลงมาทันที...สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก.....)

 

 

          อิมานิ มะยังภันเต

          ปุ๋ยชีวภานัง  สะปะริวะรัง

          ภิกขุสังฆัสสะ  โอโนชะยามะ

          สาธุโนภันเต   ภิกขุสังโฆ

          อิมานิ 

ชีวภานัสสะ     ปฏิคันหาตุ    

อัมหากัง        ฑีฆะรัตตัง     

หิตายะ           สุขขายะฯ

 

(คำแปล)

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ปุ๋ยหมักชีวภาพ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ปุ๋ยหมักชีวภาพ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญฯ