จากการพูดคุยกับผู้ที่รับผิดชอบเรื่องการทำ (ใช้) KM ในหลายองค์กร ทำให้ผมกระจ่างขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า . . . ถ้าเราฝากเรื่องนี้ไว้กับ “คณะกรรมการ” หรือ “คณะทำงาน”KM โดยตรง KM ที่ออกมามักจะติดรูปแบบ “กิจกรรม” เป็นส่วนใหญ่ เช่น จัดให้มี Knowledge Sharing Day มีการจัดเวที Storytelling อะไรทำนองนี้ ถ้ากรรมการหรือคณะทำงานค่อนข้าง Active กิจกรรมทำนองนี้ก็จะมีอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อใดก็ตามที่กรรมการไม่ค่อยมีเวลาจัดงาน (กิจกรรม) ทุกอย่างก็จะหยุดสะดุดไปด้วย
ปัญหาทำนองนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายๆ องค์กรที่มีการมอบหมายให้มีผู้รับผิดชอบเรื่อง KM นี้อย่างชัดเจน ชัดเจนเสียจนกระทั่งหน่วยงานอื่นๆ มองว่า “ไม่ใช่เรื่องอะไรของข้า” ที่ผมพูดเช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าการมีหน่วยงานกลางหรือกรรมการ KM นั้นไม่ดีนะครับ ผมว่ากรรมการนั้นจำเป็นสำหรับการ “กำกับทิศทาง” และคอย “เอื้อ” คอยช่วยเหลือเรื่องต่างๆ เช่น หากหน่วยงานต้องการ (ฝึก) “คุณอำนวย” หน่วยงานกลางที่ว่านี้ก็น่าจะช่วยได้ แต่ต้องไม่ใช่มีบทบาทแค่ไปจัดกิจกรรม KM อย่างที่ทำๆ กัน
ผมว่าประเด็นสำคัญนั้นแท้ที่จริงแล้วอยู่ตรงที่ว่า “ผู้บริหาร” ทุกท่าน (ทุกระดับ) รู้เรื่องเหล่านี้ดีพอหรือยัง? ถ้าผู้บริหารยังไม่รู้ว่า KM นั้นมีประโยชน์อย่างไร ยังไม่มีใจอยากที่จะใช้ KM ยังไม่รู้ว่า KM นั้นมีคุณค่าต่อการพัฒนาคนหรือหน่วยงานของเขามากแค่ไหน ถ้าท่านยังไม่เข้าใจประเด็นเหล่านี้ การบังคับหรือ “ฝืนใช้” ไป คงจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด และโอกาสที่จะทำให้ KM นั้น “เนียน” อยู่ในเนื้องาน คงจะเป็นไปได้ยากยิ่ง และสิ่งที่ถือว่าเป็นประโยชน์ที่แท้จริงของ KM ก็คงจะไม่ปรากฏออกมาแต่อย่างใด
เรียนอาจารย์ ผมไม่มีความรู้เรื่อง KM มาก่อนเลย ข้อเขียนของอาจารย์เป็นส่วนหนึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้ เขียนบ่อย ๆ นะครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง
ผู้บริหารระดับสูงคือปัญหาใหญ่สุดในการทำ KM เพราะไม่รู้อย่างเดียวไม่พอ ยังมีไม่ทำ ไม่สนใจ และไม่ใยดี
ปัญหาประการต่อมาคือ การจัดทำ KM แบบ Storytelling แทนที่จะเป็น Knowledge Sharing ก็กลายเป็นอะไรไม่รู้ มีแต่น้ำไม่มีเนื้อ จะเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้เลย
ตอนนี้ผมเปรียบการทำฟาร์มความรู้ในองค์กรมักจะมีวัชพืชขึ้นมากกว่าผลิตผลที่หว่านไว้ และเผลอ ๆ ในนาแปลงหนึ่งไม่ได้ผลผลิตเพราะต่างคนต่างหว่าน หว่านกันนัวเนีย หว่านแล้วไม่ดูแลว่าผลผลิตจะเป็นอย่างไร คนที่รอเก็บเกี่ยวก็ต้องรอเก้อ เก็บกันไม่ถูกเลยมันระรานตาไปหมด
อยากให้อาจารย์แนะนำหรือยกตัวอย่างการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เราหว่านในแปลงนา เพื่อให้ผลิตผลเต็มเม็ดเต็มเหนี่ยวครับ
เรื่องที่ว่าจะใช้ Knowledge Sharing หรือ Storytelling . . . ต้องดูจริตคน (คุณกิจ) ด้วยครับ เพราะบางท่านหากตั้งท่าว่า้ต้องแชร์ "ความรู้" แค่นี้ก็เครียดกันไปหมด กรณีนี้จึงต้องใช้ "เรื่องเล่า" เรื่องเล่าแรกๆ อาจต้องพูดเรื่องกว้างๆ เรื่องชีวิตก่อนด้วยซ้ำไป อย่าเพิ่งไป "จู่โจม" เรื่องงาน แต่บางกลุ่มก็อาจพูดเรื่องงานได้เลย บางกลุ่มชอบที่จะแชร์ Success Story ในขณะที่บางกลุ่มสามารถแชร์บทเรียน หรือ Lessons Learned ได้ . . . หลายหลายสไตล์มากเลยครับ คุณโยธินิน
-วันนี้มีเวลาได้ทำความเข้าใจกับKM มากขึ้น
-ครูต้อยเข้า KM ด้วยตัวเอง
-เรียนรู้ด้วยตัวเอง แลกเปลี่ยน ขอ ให้ รับ จากองค์กร
-เพราะต้องการพัฒนาตนเอง นำความรู้และการปฏิบัติมาแลกเปลี่ยน มีกระจกส่องตัวเอง ทำให้สามารถปรับเปลี่ยน และแก้ไขได้ทันเวลา
-สังคมเรียนรู้ก่อเกิดได้ทุกเวลา ตามจริตของตน
-ไม่อยากเป็นชาล้นแก้ว เพราะมองไม่เห็นประโยชน์
-การจัดอบรม ของบางสถาบัน ที่เฮโลกันไป ได้วุฒิบัตร ไปกอด ไม่เกิดประโยชน์..รกบ้าน และกลายเป็นผีเที่ยวหลอกหลอนผู้คน
-ทำอย่างไรจึงจะเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ในวงการ...
-ทำอย่างไร เมื่อสังคมเรียนรู้มากขึ้น แต่การสร้างโลกแห่งการเรียนรู้ กลับรองรับไม่ทัน
-ช่วยไขข้อข้องใจให้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ