ชีวิตนี้เป็นครั้งแรกที่มาภูลังกา

วันที่  30 ตุลาคม 2551 เป็นวันนัดกันของทีมงานของผมกับชมรมหมอพื้นบ้านสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อร่วมกิจกรรมเดินป่าภูดูสมุนไพร ซึ่งเลือกภูลังกา เป็นพื้นที่ในการดำเนินกิจกรรม จากการที่คณะสำรวจเส้นทางได้ลงพื้นที่เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2551 และได้ไปที่วัดพระธาตุภูลังกา ซึ่งเส้นทางที่ใช้ขึ้นไปถึงพระธาตุนั้นค่อนข้างลำบากแสนสาหัสเลยทีเดียวสำหรับคนสูงอายุ หรือแม้แต่วัยฉกรรจ์ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอย่างผม  แต่อย่างไรก็ตามด้วยความพยายามของพ่ออำนวย พี่ชัยพฤกษ์ พี่สมัยและทีมงาน ได้ประสานให้ทั้งตัวแทน อบต. ซึ่งมีอบต.บ้านจันทน์ เข้าร่วม และ สอ.บ้านม่วง (สุนทร คุณภาที)  สอ.บ้านจันทน์ (ประสิทธิ์)  , กลุ่มหมอพื้นบ้านจากตำบลจอมศรี อ.เพ็ญ (พ่อบุญไทยและทีมงาน)  , กลุ่มหมอพื้นบ้านทุ่งฝน (พ่อสมญาและทีมงาน) , กลุ่มหมอพื้นบ้านหนองหว้า กุมภวาปี (พ่อเมฆและคณะ) รวมแล้วกว่า 200 ชีวิต เป็นรถโดยสาร 3 คัน ซึ่งงานนี้พ่ออำนวยและทีมงานได้ติดต่อประสานงานเองเกือบทั้งหมด โดยวารุณี บริหารงบประมาณในการดำเนินงาน และจัดเตรียมข้าวเหนียวหมูทอด ไปเป็นอาหารเที่ยง (เผื่อเอาไว้) เพราะก่อนหน้านี้เราคุยกันว่ามีแต่งบค่ารถ  แต่ค่าอาหารไม่มี  เริ่มออกเดินทางเรานัดกันว่ารถออก 07.00 น.  ฝนตกพรำตลอดเส้นทาง ผมละหวั่นใจจริง ๆ ว่าเมื่อไปถึงแล้วฝนจะยังไม่หยุด เลยชวนให้พ่อแม่หมอพื้นบ้านที่ผมขึ้นรถไช่วยกันไล่ให้ฝนไปตกที่อื่น ๆ ระหว่างเดินทางไปกับรถ ก็แวะรับทีมงานตามรายทางไปเรื่อย ๆ จนไปถึง ก็รวมกลุ่มกันทำความเข้าใจว่าวันนี้มาทำอะไรกัน แบ่งกันเป็น 10 กลุ่มค่อนข้างฉุกละหุก เพราะเราไม่ได้พูดคุยกันอย่างละเอียดก่อนหน้านี้ แต่ในที่สุดก็เข้าที่ นี่แหละแบบหมอพื้นบ้าน  แบบง่าย ๆ แต่ได้ผลนะครับ เพราะถึงแม้จะมีอายุกันมากแล้ว แต่ก็ยึดที่มั่นคือวันนี้มาเดินดูสมุนไพร ซึ่งวิริยาได้เตรียมแบบสำรวจมาให้ ตามแบบที่ ดร.ศิวพงษ์ ให้ไว้เป็นตัวอย่าง เราตกลงกันว่าให้สำรวจกลุ่มละ 15 ชนิด  แต่พอเอาเข้าจริง  ๆ เนื่องจากเฉพาะเดินขึ้นก็เกือบไม่ไหวแล้ว เพราะฉะนั้นจึงมีคนขึ้นไปถึงยอดเขาที่มีกระธาตุภูลังกาที่สวยงามมาก คุ้มค่ามาก และที่คุ้มที่สุดคือจากคำพูดของคนสูงอายุ 80 ปี อย่างพ่อนวล ที่สามารถขึ้นไปจนถึงยอดได้เช่นกันว่า บ่เคยเห็น ได้ยินมาโดนแล้ว ชีวิตนี้เป็นครั้งแรกที่มาภูลังกา ซึ่งพ่อนวลไม่ใช่คนเดียวที่พูดทำนองนี้ ซึ่งมันทำให้ผมตื้นตันใจบอกไม่ถูก

สมุนไพรที่หมอพื้นบ้าน รู้จักเช่น ข่อยดาน (ข่อยหิน) , เอนอ้าขาว , ประดงเหลือง , แฮนทำทาน , ข้าวจี่ , หนาวเดือนห้า , นมฤาษี และอีกหลายอย่าง เป็นการบ่งบอกถึงความสมบูรณ์และแหล่งรวมภูมิปัญญาด้านสมุนไพรทีเดียว นอกจากนี้แล้วยังได้ความช่วยเหลือจากชาวบ้านในพื้นที่ในการนำทางจนถึงยอดได้ขึ้นไปสักการะพระธาตุ ซึ่งตอนแรกที่ไปถึงพระธาตุน้อยประมาณว่ากึ่งกลางทางก่อนถึงพระธาตุใหญ่นั้น ก็คิดว่าถึงแล้ว แต่พอได้เห็นพระธาตุใหญ่ที่มี พระเจ้า 5 พระองค์  นับว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ เลย  ขากลับพ่ออำนวยมาพูดในรถและพากันสนุกสนานชนิดว่าจากบึงโขงหลงมาถึงบ้านดุงนั้นแทบไม่มีการเงียบเสียงเลยทีเดียว

ก่อนเดินทางกลับ ได้มาสรุปนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ ศูนย์ประสานงานเพื่อพัฒนาหมอพื้นบ้านในชุมชน โดยให้มีตัวแทนจากเครือข่ายในพื้นที่อำเภอหรือตำบล มาร่วมกันร่างธนาคารโครงการไว้ และให้มีการคุยกันทุก 1 2 เดือน เพื่อดูความก้าวหน้าของกันและกัน  พื้นที่ไหนอยากทำโครงการไหนก็เลือกหยิบโครงการนั้น ๆ ไป โดยจะได้มีตัวอย่างโครงการ ไม่ต้องไปเริ่มต้นด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้เป็นการทำงานแบบมีเพื่อน กิจกรรม เช่น การประชุมกลุ่มทุกเดือน , การส่งตัวแทนร่วมประชุมเครือข่าย / ศูนย์  , การคัดเลือกหมอต้นแบบ , การสำรวจดีชุมชน , การสำรวจใบลาน , การสำรวจหมอพื้นบ้าน , การจัดเวทีคืนความรู้สู่ชุมชน , ค่าตอบแทนการเก็บข้อมูลคนไข้ของหมอพื้นบ้าน

วาระการประชุมหลัก  ๆ ของกลุ่มที่น่าจะเป็น ได้แก่ การเงิน , สมาชิกและการขยายให้ครอบคลุม , การนำเสนอผลงานกลุ่มให้แก่ อบต., การคัดเลือกหมอต้นแบบเพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน