ปัญหาผู้สูงอายุ

วันที่ ๗ เดือนนี้ ผู้เขียนรับนิมนต์ไปปาฐกถาธรรมเพื่อผู้สูงอายุที่ชมรมฯ เรื่องที่ตั้งใจจะพูดก็คือปัญหาผู้สูงอายุ ซึ่งผู้เขียนได้ประมวลความไว้ ในคราวเมื่อโยมผู้คุ้นเคยจากกระดังงาแวะมาเยี่ยมและคุยกันเมื่อ ๒-๓ ปีก่อน... แต่ที่ยังคิดไม่ออกก็คือ จะใช้ธรรมะหมวดใดเข้าไปสอดแทรกเพื่อให้ได้ใจความและพอดีกับเวลาที่กำหนดไว้ (๓๐-๖๐ นาที) จึงนำมาเขียนเล่าเล่นๆ เพื่อบางอย่างจะแว๊บขึ้นมา หรือใครบางคนเข้ามาอ่าน อาจมีความคิดเห็นดีๆ ทิ้งไว้ให้ผู้เขียนนำไปขยายความต่อ...

สำหรับปัญหาผู้สูงอายุ (หรือ คนแก่ แต่เดียวนี้ เค้าว่าไม่เหมาะสมที่จะเรียกว่า แก่ ให้เรียกว่า สูงอายุ ) ตามที่ผู้เขียนได้สรุปไว้ มี ๓ ประการ กล่าวคือ

  • อ้างว้าง เดียวดาย
  • สุขภาพไม่อำนวย
  • ความประพฤติไม่เหมาะสม

 

ประการแรก ความว้าเหว่ เปล่าเปลี่ยว เงียบเหงา อ้างว้าง เดียวดาย ฯลฯ เป็นเรื่องเป็นไปได้สำหรับผู้สูงอายุ เพราะว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันก็จากไปเยอะ หรือที่พอจะมีอยู่บ้างก็ห่างไกลออกไป ขาดการติดต่อ ทั้งสุขภาพก็ไม่อำนวยที่จะไปมาหาสู่... การที่เพื่อนๆ ค่อยๆ จากไปนั้น ทำให้ความเงียบเหงาและเดียวดายค่อยๆ เข้ามาเยือน...

ผู้สูงอายุที่ได้อยู่กับลูกหลาน ก็อาจไม่เป็นไรนัก แต่ก็มีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ลูกหลานค่อยๆ จากไป หรือแยกออกไปอยู่บ้านหลังใหม่ ทำให้บางครั้งต้องจำเป็นอยู่คนเดียว อยู่คนเดียว และก็อยู่คนเดียวไปเรื่อยๆ... ความอ้างว้างเดียวดายจึงค่อยๆ เข้ามาเยือน...

ตามความเห็นผู้เขียน คิดว่าความอ้างว้างเดียวดายทำนองนี้ น่าจะเกิดขึ้นกับคนทุกคน เพียงแต่ว่าจะมากหรือน้อย และใครสามารถที่จะจัดการปัญหานี้ได้หรือไม่อย่างไรเท่านั้น...

ปัญหาเรื่องนี้ น่าจะเป็นหน้าที่ของลูกหลาน ต้องหมั่นไปเยี่ยม พาท่านไปเที่ยวออกงานบ้างตามโอกาส...

 

ประการต่อมา สุขภาพไม่อำนวย... ผู้สูงอายุทุกคนต่างก็อยู่ในข่าย ชรา ซึ่งแปลว่า ชำรุดทรุดโทรม นั่นคือ ร่างกายที่ใช้มานานแล้วย่อมชำรุดทรุดโทรม และอาจแตกหักขาดหายไปบ้างเป็นธรรมดา จะนั่ง ยืน เดิน นอน หรือจะกินจะถ่าย ก็ไม่ได้ดังใจดังเช่นสมัยหนุ่มสาวที่ยังมีกำลังวังชาสมบูรณ์แข็งแรง... ใครที่มีโรคน้อยหรือไม่มีโรคนับว่าเป็นบุญของผู้นั้น ดังพระพุทธเจ้าตรัสว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ...

ผู้สูงอายุบางท่านนั้น มีโรคประจำตัวที่คอยเบียดเบียนอยู่เสมอ น้อยบ้างหนักบ้างก็ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีหรือเวรกรรมของแต่ละคน...

เรื่องสุขภาพของผู้สูงอายุนี้ ผู้เขียนคิดว่าต้องร่วมมือด้วยกันทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ผู้สูงอายุเองต้องทานยาตามที่หมอสั่ง หมั่นออกกำลังกาย และงดเว้นของกินหรือยับยั้งการงานที่แสลงต่อโรค... และบรรดาลูกหลานก็ต้องมั่นเอาใจใส่คอยดูแลตามสมควร เช่น จัดหาอาหารบำรุงหรือหยุกยามาให้ พาท่านไปหาหมอหรือออกกำลังกายตามโอกาส ช่วยเหลือบำรุงท่านตามสมควร...

 

ประกานสุดท้าย ความประพฤติไม่เหมาะสม... ผู้สูงอายุบางท่านนั้น เวลาว่างเยอะ จึงมักจะชอบทำอะไรที่ตนชอบซึ่งในสมัยที่เป็นหนุ่มสาวไม่มีโอกาส เช่น ผู้ชายที่สูงอายุบางคนก็หลงใหลนักร้องและสถานเริงรมณ์ ชอบดื่มของมึนเมา หรือเล่นการพนัน... หรือผู้หญิงที่สูงอายุบางคนก็ชอบแต่งตัวเกินวัย อยากจะไปเรียนเย็บผ้าหรือเสริมสวย...

การที่ผู้สูงอายุบางท่าน ประพฤติตัวไม่เหมาะสมทำนองนี้ นอกจากจะไม่เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปแล้ว บางครั้งก็ทำให้ลูกหลานเสียหน้าและอับอายต่อผู้คนอยู่เสมอ... เป็นการลำบากใจที่จะตักเตือน พูดหนักๆ แรงๆ ก็หาว่าไม่เคารพเถียงคำไม่ตกฟาก จะดุด่าเฆี่ยนตีหรือลงโทษก็ไม่ได้...

ฉะนั้น ปัญหาประการสุดท้ายนี้ ผู้สูงอายุจะต้องแก้ไขเอง ปรับปรุงตัวเองให้เหมาะสมกับวัย แรงกายแรงใจ ตามฐานะ และความสามารถ... เพราะจะให้ผู้น้อยหรือลูกหลานคอยสอนสั่งอย่างเด็กๆ ก็เป็นไปไม่ได้ มิใช่เป็นการสมควร

 

ผู้เขียนคิดว่า ธรรมะน่าจะสอดแทรกเข้ามาช่วยในประการสุดท้ายนี้แหละมากที่สุด ส่วนประการอื่นๆ ก็ยังสอดส่ายหาหมวดธรรมอยู่เช่นกัน... เพียงแต่ยังหาหมวดธรรมที่เหมาะสม พอทำความเข้าใจได้ไม่ยาก ทั้งตรงประเด็น พอเพียงกับเวลาที่จะบรรยาย...

จึงเล่ามาเล่นๆ และใครมีความคิดในเรื่องนี้ก็บอกเล่าได้ เผื่อผู้เขียนจะได้นำไปขยายต่อเป็นวิทยาทานต่อไป...