พิธีกรรมการเลี้ยงบ้านชาวบ้านจะถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดโดยจะพากันหยุดการทำงานทุกอย่าง

พิธีกรรมการเจ้าเลี้ยงบ้านไทดำ บ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว
อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย
(อังกฤษ)...................

2. หลักการและเหตุผล

พิธีกรรมการเลี้ยงเจ้าบ้านของชาวบ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคานคาน จังหวัดเลย
เป็นพิธีกรรมหนึ่งที่น่าศึกษา เพราะมีความแตกต่างจากหมู่บ้านอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงกัน
เป็นภูมิความรู้ในท้องถิ่นอย่างหนึ่งที่ทำให้ชุมชนแห่งนี้อยู่กันอย่างสงบสุข
พิธีกรรมเลี้ยงบ้านนี้มีการสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต ความเชื่อเป็นมรดกทางสังคมอย่างหนึ่ง
ที่ได้รับจากบรรพบุรุษและถ่ายทอดไปให้แก่อนุชน ซึ่งเป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิตในชุมชน
และเป็นระบบความรู้ความเชื่อในชุมชน ชุมชนแห่งนี้ได้ยึดถือปฏิบัติสืบกันมา
ถ้าใครฝ่าฝืนจะถูกตำหนิจากสังคมและจัดขึ้นตามลัทธิเพื่อความขลัง
ในอดีตนั้นพิธีกรรมการเลี้ยงบ้านชาวบ้านจะถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดโดยจะพากันหยุดการทำงานทุกอย่าง
มาประกอบพิธีกรรมกันตลอดวัน มีการละเล่นกันอย่างสนุกสนาน
การสืบทอดที่ผ่านมามาเป็นการเรียนรู้กันตามธรรมชาติ ไม่ได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้
จึงมีความต้องการรวบรวมองค์ความรู้ไว้ให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้
ไทดำนั้นเป็นชนชาติไทยกลุ่มหนึ่งที่มีความเชื่อและนับถือผี ไทดำจะเรียกตนเองว่าไต (ไท)หรือ ?TAI?
มีคนเรียกชื่อต่างๆ นานาหลายชื่อด้วยกัน อาทิเช่น ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ลาวซงดำ ผู้ไทยดำ ผู้ไตซงดำ
ไทยทรงดำ ไทยโซ่งดำ แต่คำว่า ?ไทยดำ? จะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย
ถิ่นเดิมของไทดำอยู่ที่แคว้นสิบสองจุไท บริเวณแม่น้ำแดง แม่น้ำดำและบริเวณแม่น้ำอู
จนถึงแม่น้ำโขงในแคว้นสิบสองจุไทนี้ ประกอบด้วยเมืองต่างๆ คือ เมืองไล เมืองเจียน เมืองมุน เมืองบาง
เมืองแถง เมืองกวาย เมืองดุง เมืองหม้วย เมืองลา เมืองมัวะ เมืองวาด เมืองฮวาง
บ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เรียกตามภาษาท้องถิ่นทั่วไปว่า ?โคก?
ชาวบ้านนาป่าหนาด และหมู่บ้านใกล้เคียงจะเรียกหมู่บ้านนี้ว่า ?บ้านโคก? หรือบางทีก็เรียกว่า
?บ้านโคกโซ่งดำ? ตอนแรกเรียกว่า บ้านนาป่าติ้ว ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า
?บ้านนาป่าหนาด?เพราะบริเวณนี้มีต้นหนาดมากมาย นอกจากนี้ยังมีป่าไผ่ ไม้ประดู่ ไม้เปือย ไม้แดง
ไม้เต็งรัง มากมาย
มีสัตว์ป่าชุกชุม มีแหล่งน้ำธรรมชาติ 2 แห่ง คือ ลำน้ำฮวยและลำน้ำห้วยป่าติ้ว
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ห้วยน้อย หล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ทางการเกษตร
มีสัตว์น้ำมากมายอันเป็นอาหารของชาวบ้านได้อย่างดี ชาวบ้านในแถบนี้จะปลูกข้าวไร่กัน จึงไม่มีนาปลูกข้าว
เมื่อชาวไทดำได้เข้ามาอยู่บริเวณนี้ ก็พากันทำนาปลูกข้าวซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิม ชาวบ้านในแถบนี้เห็นเข้า
จึงได้พากันทำนาปลูกข้าวเหมือนชาวบ้านนาป่าหนาดจนถึงปัจจุบัน
อพยพหนีภัยสงครามเข้ามาในประเทศไทยครั้งที่ 5 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นครั้งแรก ประมาณปี พ.ศ. 2423
และเดินทางเข้าไปในสิบสองจุไทอีก ในปี พ.ศ. 2430 แต่อยู่ไม่ได้เพราะฝรั่งเศสบังคับ กดขี่ข่มเหง
และใช้งานหนัก ไทยดำกลุ่มนี้ไม่ยอมจึงเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.2460
ตั้งบ้านเรือนจะตั้งเรียงรายยาวไปตามถนนภายในหมู่บ้าน โดยมีถนนสาย บ้านนาบอน ? บ้านสงเปือย
เป็นเส้นทางผ่านกลางหมู่บ้านและถนนอีก 2 เส้นขนานกับเส้นกลางหมู่บ้าน ภายในหมู่บ้านจะมีซอย
ตัดเป็นแนวเดียวกัน 17 ซอย ปัจจุบันบ้านนาป่าหนาดแบ่งการปกครองเป็นสองหมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 4
มีประชากร 569 คน เป็นชาย 281 คน เป็นหญิง 288 คน มีทั้งหมด 124 หลังคาเรือน จำนวน 130
ครอบครัว และหมู่ที่ 12 มีประชากร 563 คน ชาย 295 คน หญิง 268 คน มีทั้งหมด 123
หลังคาเรือน จำนวน 126 ครอบครัวอาณาเขตบ้านนาป่าหนาดมีเขตติดต่อกับหมู่บ้านต่างๆ คือ
ทิศเหนือติดกับบ้านวังอาบช้าง ทิศใต้ติดกับบ้านหินตั้ง ทิศตะวันออกติดกับบ้านตาดซ้อ
ทิศตะวันตกติดกับบ้านนาเบน
เจ้าบ้าน เป็นผีที่รักษาคุ้มครองหมู่บ้าน จะอาศัยอยู่หอเจ้าบ้าน
ซึ่งเป็นที่อยู่ของผีหรือเทวดาผู้มีอิทธิฤทธิ์ ที่ได้ช่วยปกปักรักษาและคุ้มครองช่วยให้ชาวบ้านนาป่าหนาด
ตั้งบ้านตั้งเมืองและอยู่เย็นเป็นสุขตลอดมา หอเจ้าบ้านของชาวบ้านนาป่าหนาดมีจำนวน 4 หลัง
อยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านห่างออกไปประมาณ 100 เมตร ภายในบริเวณจะมีต้นไม้ใหญ่ ต้นไผ่ต่างๆ
ขึ้นล้อมรอบ และภายในบริเวณหอเจ้าบ้านมีลานกว้าง ปัจจุบันชาวบ้านได้ทำศาลาขนาดใหญ่ครอบหอเจ้าบ้านไว้
มีศาลาขนาดเล็กสำหรับให้คนมาร่วมพิธีกรรมนั่งพัก และใช้จัดงานเลี้ยงเจ้าบ้าน หอเจ้าบ้านมีทั้งหมด 4
หลัง
ทุกๆวันพระ ทุกครัวเรือน จะนำดอกไม้ธูปเทียน ไปสักการะ เจ้าจ้ำ มีหน้าที่ดูแลรักษาหอรักษาทั้ง 4 หอ
รวมทั้งทำพิธีเซ่นสรวงสักการะหอเจ้าบ้านในงานเลี้ยงด้วย เจ้าจ้ำคนปัจจุบันคือ นายแก้ว ซ้อนเติม
เจ้าเสื้อคือผู้ช่วยเจ้าจ้ำ ปัจจุบันคือ นายช่วง แหก่งกุยอม
จากการศึกษาตนเองและวิเคราะห์ประเพณี วัฒนธรรมของชุมชนในเรื่องพิธีกรรมการการเลี้ยงเจ้าบ้าน
ศึกษาบริบทชุมชนและพิธีกรรมการเลี้ยงบ้าน สัมภาษณ์ระดับลึก(In-depth interview) ผู้นำพิธีกรรม 20 คน
และลงพื้นที่ ในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 พบว่า พิธีกรรมการการเลี้ยงเจ้าบ้านจะค่อยลบเลือนไป
เพราะพิธีกรรมส่วนใหญ่จะมีแต่เฉพาะผู้คนสูงอายุ ที่คงรักษาประเพณีอันดั่งเดิมเอาไว้ ส่วนคนรุ่นใหม่
เยาวชน ลูกหลานส่วนใหญ่ ก็ไปทำงานต่างถิ่นเพราะหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ส่วนผู้ที่อยู่ในวัยเรียน เช่น
นักศึกษา นักเรียนทั้งระดับประถมศึกษา ก็ไม่สามารถไปประกอบพิธีกรรมการการเลี้ยงเจ้าบ้านได้
เพราะประเพณีได้กำหนดเอา วันพฤหัส เดือน 12 ของทุกปี จะเอาวันอื่นก็ไม่ได้
ฉะนั้นเพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีพิธีกรรมการการเลี้ยงเจ้าบ้าน จึงมีแนวความคิดที่จะรวบรวมขั้นตอน
กระบวนการต่างๆ ในพิธีกรรมการการเลี้ยงเจ้าบ้าน ไว้เป็นมรดกสืบทอดต่อไป