“เปลี่ยน”
สังคมครอบครัว สังคมชุมชน สังคมตำบล สังคมอำเภอ สังคมจังหวัด หรือแม้สังคมของประเทศก็ถึงเวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยนอย่างเป็นรูปธรรมสักที เพราะทุกวันนี้มีสิ่งต่างๆมากมายก่อเกิดขึ้นบนพื้นฐานความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เน้นการฉกฉวยช่วงชิงพื้นที่ของมวลชน ทำให้คนแล้วคนเล่าที่ต้องล้มหายตายจากเพียงเพราะอ้างว่ามันคือความชอบ(ทำ) ที่ควรเรียกร้อง สุดท้ายอหิงสาก็นำพาซึ่งความสันติไม่ได้ อย่าว่าแต่สังคมที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดเลยแม้กระทั่งสังคมบ้านเราในปัจจุบันก็พลันหันเหไปตามกระแสบ้านเมืองกับเขาด้วย หากทุกวันนี้ธรรมนูญของการดำรงชีวิตไม่ใช่อัล-กุรอาน การยุติความขัดแย้งในสังคมไม่ใช่สันติวิธี ความชอบธรรมคือการสูญเสียพี่น้อง เชื่อว่าไม่ต้องใช้สมองมากก็รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ตราบใดที่วิถีคิดของเรายังคงเริ่มต้นวาดรูปปลาหันหัวไปทางซ้าย ไม่เคยเปลี่ยนไปทางขวาเสียที
อัลลอฮฺ(สุบหาฯ)ได้ทรงสร้างมนุษย์ให้มีความแตกต่างกัน มันเป็นไปตามกฎแห่งการสร้างสรรค์ของพระองค์ แตกต่างกันทางด้านภาษา สีผิว วัฒนธรรม แตกต่างกันแทบทุกด้านในรูปร่างภายนอก ส่วนลักษณะภายในมนุษย์ถูกสร้างมาให้มีระดับที่แตกต่างกันมากในเรื่ององค์ความรู้ สติปัญญา โดยเฉพาะการคิดพินิจพิเคราะห์ไตร่ตรอง ทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องหมายที่บ่งชี้ถึงพลังอำนาจอันไม่มีขีดจำกัดของพระองค์ ที่จะทำสิ่งใดก็ได้ตามที่พระองค์ทรงประสงค์
“และหนึ่งจากบรรดาสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ คือการสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และความแตกต่างของภาษาของพวกเจ้า และสีผิวของพวกเจ้า แท้จริงแน่นอนในสิ่งนี้เป็นสัญญาณสำหรับผู้ที่มีความรู้” (ซูเราะฮฺอัรฺ-รูม : 22)
จะเห็นว่าแม้มนุษยชาติจะมีความแตกต่างกันมันก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ซึ่งมันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ว่า ในฐานะที่เราเป็นมุสลิมเราจะเผชิญหน้ากับความแตกต่างทางพันธนาการเหล่านี้อย่างไร ความสัมพันธ์ของเรากับคนที่มีความคิดเห็นและการกระทำที่แตกต่างไปจากเราควรจะเป็นเช่นไร
“จงเรียกร้องเชิญชวน สู่แนวทางของพระผู้อภิบาลของเจ้าด้วยความสุขุมรอบคอบ และคำแนะนำตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยวิธีการที่ดีที่สุด...” (ซูเราฮฺอัน-นะหฺลฺ : 125)
จะเห็นว่าอัลลอฮฺ(สุบหาฯ) ได้ทรงบัญชาสั่งใช้ให้เรา ทำการเรียกร้องเชิญชวนและแนะนำตักเตือนผู้คนทั้งหลายสู่ระบอบการดำเนินชีวิตของอิสลาม แต่มีมุสลิมจำนวนมากเริ่มต้นภารกิจนี้อย่างคนตาบอดคลำหาทาง ไม่ได้ตระหนักถึงแบบแผนแนวทางที่มีอยู่ในอัล-กุรอาน หากจะมองย้อนดูคิดวิเคราะห์อย่างใคร่ครวญถึงความหมายในอายะฮฺดังกล่าว จะเห็นว่ามีความชัดเจนในความหมาย ไม่มีคลุมเครือ ไม่มีหลงเหลือความหมายในเชิงปรัชญาอุปมาอุปมัยแต่อย่างใด เข้าใจได้เลยง่ายๆถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสอนเราถึงวิธีการในการนำมาซึ่งความสันติวิธีของการโต้แย้ง สรุปได้ดังนี้
1. โต้แย้งกันด้วยหิกมะฮฺ (การใช้สติปัญญาอย่างสุขุมรอบคอบ)
2. โต้แย้งกันด้วยคำแนะนำตักเตือนที่ดี
3. โต้แย้งกันด้วยวิธีการที่ดีที่สุด
อิสลามได้สอนให้เรารับรู้ถึงแนวทางของการสร้างสันติวิธีเมื่อเกิดการโต้แย้งกับผู้อื่น หากทว่าหลาย
คนตั้งสมมุติฐานว่าเราไม่ควรโต้แย้งกันเลยทุกเรื่อง นี่คงเป็นสมมุติฐานที่ไม่น่าจะถูกต้องในการตั้งโจทย์ปัญหา เพราะว่าอัล-กุรอานและซุนนะฮฺแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเมื่อเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้น มันจะต้องรับได้การแก้ไขให้ถูกต้อง เพราะแท้จริงแล้วการช่วยเหลือผู้อื่นให้กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นฟัรฺฎูแก่มุสลิมทุกคนตามหลักการของอิสลามและต้องเป็นการตักเตือนที่อิคลาศ
“เขา(มุฮัมหมัด) ทำหน้าบึ้ง และเมินหน้าหนีไปทางอื่น เพราะมีชายตาบอดมาหาเขา และอะไรเล่าที่จะทำให้เจ้ารู้ได้ว่าเขาอาจมาเพื่อซักฟอกจิตใจก็ได้ หรือเขาอาจจะรับฟังคำตักเตือน เพื่อว่าคำตักเตือนนั้นจะได้เป็นประโยชน์แก่เขา” (ซูเราะฮฺอะบะสะ : 1-4)
จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ท่านรสูลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ) เมินหน้าหนีไปจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อุมมิ มัคตูม (รฎิยัลลอฮุ อันฮุ) ซึ่งเป็นชายตาบอด แล้วอัลลอฮฺ(สุบหาฯ) ก็ได้แก้ไขท่านรสูลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ) ให้ปฏิบัติให้ถูกต้องดังที่ปรากฎอยู่ในอายะอัล-กุรอาน ดังกล่าว
หากจะลองย้อนดูบทเรียนในประวัติศาสตร์ถึงแบบอย่างที่ควรปฏิบัติ(ตาม) กับคำถามร่วมสมัยในปัจจุบันถึงวิธีการแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ในสังคมโดยเฉพาะสังคมมุสลิมบ้านเราในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกผู้นำระดับชุมชน ท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งระดับประเทศ หรือแม้แต่เอาแค่เรื่องใกล้ตัวเยาวชนกับการเลือกประธานชมรมมุสลิมในสถาบันการศึกษาต่างๆ ยังมีเรื่องต้องบาดหมางคลางแคลงใจกับวิถีคิดที่แตกต่างกัน สิ่งต่างๆเหล่านี้นั้นที่ผ่านมาเราเลือกข้างมากกว่าเลือกความถูกต้อง เรามองหน้ากันเมื่อต้องเผชิญวิถีคิดที่แตกต่างกันด้วยสายตาราวกับว่าจะต้องห้ำหั่นกันให้ถึงที่สุด จุดจบของคำตอบก็คือมุสลิมต้องมาทะเลาะกันเอง เพียงเพราะวิถีคิดที่ต่างกันแต่ก็ยังคงศรัทธาในอัลลอฮฺ(สุบหาฯ) เหมือนกัน มันก็น่าคิด
ถึงเวลาแล้วครับที่ต้องหันมาขบคิดใคร่ครวญ เลิกสรวลเสเฮฮา สิ่งราคะทั้งปวง จาบจ้วงกันไปจาบจ้วงกันมา หันหน้าเข้าหากัน เปลี่ยนวิธีคิดเริ่มต้นหัดวาดรูปปลาหันหัวไปทางขวาบ้าง เปลี่ยนจากคำว่า “แข่งขัน” ขยายฐาน ขอ ไข่ เป็น บอ ใบไม้ แล้วเติมหางที่ บอ ใบไม้ตัวหลัง จาก “แข่ง” เปลี่ยนเป็น “แบ่ง” จาก “ขัน” เปลี่ยนเป็น “ปัน” กลายเป็น “แบ่งปัน” แล้วเส้นแบ่งทางความคิดก็จะไม่มี ฉัน เธอ หรือ เขา แต่เราจะมีเพียงคำว่า “มุสลิมเป็นพี่น้องกัน” แม้ความคิดพื้นฐานในแนวทางปฏิบัติจะแตกต่างกัน มันก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญ ตราบเท่าที่ความเชื่อความศรัทธาในอัลลอฮฺ(สุบหาฯ)และวันสุดท้าย(วันสิ้นโลก)ยังคงมีอยู่ในใจทุกคน อดทนต่อความต่างแตกแปลกแยกทั้งหลายแหล่ เปลี่ยนจาก “เธอแพ้ฉันชนะ” “ฉันชนะเธอแพ้” มาเป็น “เราชนะทั้งสองฝ่าย” จะดีกว่าไหม...หรือว่าปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นเรามี “ผู้นำที่ไม่รู้ ผู้รู้ที่ไม่นำ” ชักไม่แน่ใจ
-วัลลอฮฺอะลัม-
บทความ : ฟูอ๊าด อิบรอฮีม ไวยวรรณจิตร
“ผู้นำที่ไม่รู้ ผู้รู้ที่ไม่นำ”
คำนี้เห็นชัดครับ
กำลังนึกตลกด้วยความเศร้าโศกกับปัญหาข้างบ้าน
มีผู้นำที่นำคนไปละหมาดรายอในสนาม .. เป็นผู้รู้ เรียนอย่างน้อยก็ ป.ตรี ป.โท
คนที่คัดค้านว่าทำแบบนั้นคือพวกหลงทาง ดักชาวบ้านระหว่างทางให้ไปละหมาดที่มัสยิด... ไม่เห็นใครเรียนสูงๆสักคน
ผมกลัวว่า ด้วยวัฒนธรรมบ้านเรา ที่ว่า “ผู้นำที่ไม่รู้ ผู้รู้ที่ไม่นำ” คนประเภทคัดค้านผู้รู้นั้นแหละจะเป็นผู้นำ ..
ผู้รู้ไม่อยากยุ่ง..(กลัวเจ็บตัว)
ผู้ไม่รู้เป็นผู้มีอิทธฺพล เขาทำได้ทั้งนั้น ..(รวมทั้งหลอกลวงด้วย)
.. เอ...หรือว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากเจ็บตัว
ผมว่า เพราะวิธีคิดของคนไม่ยอมเปลี่ยน การเรียนรู้ถึงได้ไม่เกิดครับอาจารย์
1. Ibm ครูปอเนาะ
**ผู้นำที่ไม่รู้ ผู้รู้ที่ไม่นำ**
น่าจะเรียกได้ว่า เป็นคำคมวันนี้เลยก็ว่าได้ ยิ่งในที่ทำงานของเราแล้วน่าจะใช้ได้เป็นที่สุด (อย่างน้อยก็ท่อนหลัง) รู้แต่ไม่นำ กลัวการขัดแย้ง รักษาน้ำใจ ... แต่ไม่เคยคิดจะรักษาน้ำใจคนทำงาน
การเปลี่ยนแปลงจึงไม่เกิดขึ้น
หากมองในส่วนของชุมชน หลายๆการหลงผิด เกิดจาก ผู้รู้ที่ไม่นำ ด้วยเหตุผลเดียวกันคือ กลัวการขัดแย้ง กลัวเสียคะแนนนิยมฯ
ขอบคุณ
4. SK (อ.ดร.ซอบีเราะฮฺ) มากครับที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ใช่ครับบางครั้งเราไม่นึกถึงน้ำใจคนทำงาน มัวแต่กลัวเสียน้ำใจแบบไม่มีเหตุผลครับ
ใช่ๆ ผู้นำที่ไม่รู้ นี้แหละที่ชอบชักชวนผู้คนที่ไม่รู้ให้หลงผิด โดยตัวเองไม่ยอมเปลี่ยนรับความจริงสักที วันนี้ เราต้องเปลี่ยน จากผู้ที่รู้มาเป็นผู้นำต่อ น่าจะทำได้นะแค่ยอมรับความจริงของตัวเอง ผมว่า
ขอบคุณครับสำหรับการถ่ายทอดแง่มุมใหม่...
เปลี่ยนจากคำว่า “แข่งขัน”
กลายเป็น “แบ่งปัน”
“มุสลิมเป็นพี่น้องกัน”
“เราชนะทั้งสองฝ่าย”
“ผู้นำที่ไม่รู้ ผู้รู้ที่ไม่นำ”
ก็รู้สึกดี...ได้เปลี่ยนหลายๆอย่าง
ขอบคุณมากครับ
สำหรับการเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ชอบมากเว็บนี้ เป็นการเเลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน
ไม่ว่าจะเป็นความรู้เกี่ยวกับอิสลามหรือความรู้อื่นๆ
การแก้ไขปัญหาสามจังหวัดถภาคใต้ตอนล่าง ผู้รู้กล่างว่า ควรแก้ปัญหาจากใต้ทะเลถึงยอดเขา คำนี้หมายความว่าอย่างไรครับ
ขอบคุณมากครับ
สำหรับการเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ครูแนะนำให้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้บ่ยอๆครับ มันได้ความรู้จริงๆครับ