ไปเป็นชาวกรุงมาเสียหลายวันครับ ฮิฮิ หอบเอาอาการเป็นหวัดนิดๆ ไปด้วย เลยทำให้บรรยากาศหลายๆ เรื่องเสียไปด้วย อย่างน้อยก็ได้ไปจิบเอสเปรสโซ่แก้วละร้อยแล้ว ฮาฮา แต่ด้วยจมูกบอดไปแล้ว เลยไม่ได้กลิ่นอะไรเลย เสียดายจริงๆ ผมเชื่อว่าถ้าใครเป็นคอกาแฟ น่าจะคิดเหมือนผมว่า เจ้าเอสเปรสโซ่นี้เสนห์มันอยู่ที่กลิ่น

ผมออกเดินทางไปกรุงเทพฯ วันจันทร์ครับ รอบนี้มีเพื่อนเดินทางคือ อ.อับดุลการีม สาแมง ซึ่งเป็นทีมนักวิจัยของผมในโครงการที่ทำให้ได้ไปเมืองกรุงครั้งนี้

ใจหนึ่งที่จะถือโอกาสที่ไหนๆ ก็ได้ไปเยียบเมืองกรุงแล้ว อยากได้เจอหน้าคุณเอก บล็อกเกอร์หน้ามนจากเมืองเหนือ และเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เคยร่วมสถาบันเดียวกันสักหน่อย แต่เวลาไม่เอื้ออำนวยจริงๆ เลยไม่ได้โทรหาใครเลย ขออภัยจริงๆ ครับ ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ

ผมชอบงานประชุมที่มีสกว.ส่วนวิจัยท้องถิ่นสนับสนุนให้จัดมากครับ อย่างครั้งนี้โดยสถาบันวิจัยภาษาวิกฤต ของมหิดล ก็เช่นกัน คือ ใช้เวลาในการประชุมกันคุ้มค่ามากๆ กิจกรรมนี้แน่นเหยียด เต็มตั้งแต่เช้ายันค่ำ คุ้มค่าเครื่อง ค่าที่พักที่จ่ายให้แต่ละคน ฮิฮิ ออ. แต่รอบนี้รายการไม่ได้เครียดมากครับ เป็นวิชาการบวกบันเทิง เป็นบันเทิงที่ได้สาระและแง่คิดเยอะครับ (ในแต่ละวันประชุมเสร็จ กว่าจะได้เข้าที่พักก็สามสี่ทุ่ม)

ก่อนไปร่วมงานนี้ น้องๆ ทีมโครงการทวิภาษา ซึ่งเป็นโครงการวิจัยหลัก โทรมาแจ้งให้ผมขึ้นนำเสนอผลการวิจัยด้วย แล้วก็ให้ผมเขียนเป็นบทความวิจัยด้วย แต่ผมก็คิดไว้แล้วว่า งานนี้น่าจะไม่ใช่อย่างที่ให้ผมทำ ผมก็ถามย้ำไปหลายครั้งหลายคราครับว่า งานนี้มันใช่งานสัมมนาวิชาการหรือ? แถมดูกำหนดการครั้งแรกๆ และที่โหลดจากเว็บไซด์สถาบันก็ไม่เห็นว่าจะสามารถนำเสนอผลงานวิจัยได้เลย แต่น้องๆ เค้าก็ย้ำให้ผมทำให้เสร็จ

สุดท้ายเมื่อไปถึงโรงแรมที่พัก ผมก็ได้รับความชัดเจน ฮาฮา คนงานละอีกแล้วตู ไอ้ที่บอกว่าจะให้ผมขึ้นพูด้วยนะมันคนละเรื่องเลย แล้วเรื่องนี้ผมไม่ค่อยอยากจะพูดเลย ฮือๆ ที่สำคัญ ผมไม่ได้เป็นคนดูแลภาพรวมของโครงการชุดใหญ่ แต่งานของผมเป็นโครงการวิจัยในเรื่องย่อยเท่านั้น แล้วดันมาให้ผมนำเสนอผลในโครงการใหญ่ ผมก็เลยพยายามต่อรองว่า ผมไม่ขึ้นได้มัย ให้อ.สาเหะ และ อ.แวมายิ ก็พอแล้ว เนื่องจากสองท่านนี้ร่วมดำเนินการในโครงการชุดใหญ่มาตั้งแต่ต้น แต่แล้วน้องๆ เขาก็ไม่ยอม  เอาละหว่า ขึ้นก็ขึ้น

รายการที่ผมจะต้องขึ้นเวทีเป็นรายการสุดท้ายของการนำเสนอผลการวิจัยในวันแรก (ซึ่งเสร็จแล้วจะเป็นการประชุมกลุ่มย่อย) ระหว่างนั่งฟังการนำเสนอ เลยได้ข้อสรุปว่า น้องๆ ทีมวิจัยทวิภาษาน่าจะออกแบบการนำเสนอในชุดมลายูถิ่นผิดแน่ๆ เพราะทางผู้จัดให้เวลาชุดโครงการละสามสิบนาที ถ้าให้มีคนนำเสนอถึงสี่คนๆ หนึ่งก็น่าจะพูดได้ไม่เกิดห้านาทีก็กินเวลาชาวบ้านแล้ว และถ้าดูจากการนำเสนอของกลุ่มอื่นๆ ที่มีคนขึ้นนำเสนอเพียงคนหรือสองคนจะทำได้ดีมากกว่าการขึ้นไปนำเสนอเป็นกลุ่มใหญ่ ผมเลยเสนอน้องๆ ไปว่า น่าจะปรับเปลี่ยนรูปแบบนะ สุดท้าย อ.สาเหะก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก แค่อยากให้ผมขึ้นไปโชว์ตัวก็ได้แล้ว ฮาฮาฮา

ตลอดวัน ผมพกอาการมึนหัว หูอื้อครับ สงสัยว่าอันเนื่องจากหวัด แล้วก็นั่งเครื่อง ถ้าเป็นภาวะปกติหูอื้อจาการนั่งเครื่องหายเร็ว แต่รอบนี้วันหนึ่งผ่านไปยังไม่หายเลย ที่สำคัญน้ำมูกใส่ๆ ก็ไหลเรื่อยๆ แล้วน้ำตาผลก็ไหลได้ทั้งวัน สภาพการนั่งฟังเลยต้องปนไปกับการนั่งหลับ ฮิฮิ รู้สึกว่าถ้าเป็นไปได้อยากไปนอนยืดตัวบนเบานุ่มๆ น่าจะดีเป็นแน่แท้

ปรากฏว่า รายการที่ผมต้องขึ้นเวทีถูกเลื่อนไปวันถัดไป แล้วก็เริ่มการประชุมกลุ่มย่อยต่อทันที ผมเข้าไปนั่งในกลุ่มนักวิชาการ ซึ่งรายงานนี้ทำให้ผมหายจากอาการมึนหัวไปได้ทีเดียวครับ เพราะได้เจอการตั้งประเด็นคำถามจาก ดร.อิสระ ชูศรีเข้า ผมต้องนั่งวิเคราะห์ก่อนหลายนาทีว่า ไอ้คำถามนี้นะ แก่นแท้ที่เขาอยากได้คำตอบคืออะไรกันแน่น แล้วระหว่างคิดและฟังเลยได้ข้อสรุปสิ่งที่คนตั้งคำถามอยากได้ จึงเริ่มเข้าสู่วงการแลกเปลี่ยนแนวคิด

ผมไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ครับ ดังนั้นเมื่อต้องเสนอความเห็น ผมจึงเอาวิธีที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด คือ นำเสนอเป็นชุดคำถามแทน พร้อมกับแนบเรื่องเล่าจากประสบการณ์ทางภาษาและผลการวิจัยของผมเองครั้งที่ผ่านมาไป แล้วก็ไม่นึกด้วยครับว่า จะมีนักวิชการทางภาษาศาสตร์จะเห็นด้วยกับผม แต่หลังจากพูดจบมีอาจารย์หลายท่านพูดสนับสนุน บางท่านก็ส่งสายตาเชียร์อย่างเห็นได้ชัด ฮิฮิ (นึกว่า ผมจะเป็นคนขวางโลกในประเด็นวิจัยนี้อยู่คนเดียวเสียแล้ว)

ผมพยายามนำเอาสิ่งที่ผมประมวลข้อสงสัยจากการร่วมประชุมกับทีมวิจัยของศ.ดร.สุวิไล ในเดือนเมษาที่ผ่านมามาคุยครับ (ผมเขียนเล่าไปแล้วครับ) และผมก็บอกตรงๆ ไปว่า ผมรู้สึกว่างานวิจัยที่ดำเนินการในสถาบันขาดอะไรไปหลายอย่าง ผมว่าประเด็นที่ผมนำเสนอทำให้บรรยากาศการระดมความคิดเห็นสนุกขึ้นครับ ที่แน่ๆ นอกจากจะความเห็นผมจะได้รับการสนับสนุนจากหลายเสียงแล้ว ก็มีกลุ่มอาจารย์ที่ดำเนินกิจกรรมวิจัยในแนวนี้หลายท่านเหมือนกันที่แย้งผม แต่การประชุมนี้ผมไม่แย้งตอบครับ เพราะเห็นเขาบันทึกเทปไว้แล้ว ซึ่งผมคิดว่า ถ้าถอดเทปมาวิเคราะห์ ข้อเสนอผมตอบทุกข้อแย้งไว้แล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำให้เสียเวลา โดยเฉพาะกรณีเปรียบเทียบการอนุรักษ์ภาษาถิ่นในกลันตัน ผมว่าชัดเจนเป็นไหนๆ

ผมรู้สึกยินดีมากครับกับการประชุมกลุ่มย่อยนี้ เพราะท่านอาจารย์สุวิไลและทีมงานท่านยินดีรับฟังความเห็นที่แตกต่างอย่างจริงใจ และความหลากหลายในความคิดเห็นทำให้เกิดเส้นทางที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินงานในอนาคต และขอนับถือบุคลิกการทำงานที่ยอมรับความแตกต่างของท่านจริงๆ ครับ

ส่วนการขึ้นเวทีพูดของผม ใช้เวลาประมาณไม่ถึงห้านาทีครับ น้องๆ บอกว่า โอ้ พูดดีมากเลยครับ ฮาฮา แหม่ ก็ได้แค่ห้านาทีงัย จึงพูดได้ดี ลองให้พูดก่อนสิบนาทีสิ เละแน่ๆ ฮิฮิ

การประชุมครั้งนี้ ผมรู้สึกว่า ผมได้รู้จักนักวิจัยใหม่หลายท่านครับ ได้แลกอีเมลกันบ้าง นึกเรื่องนี้แล้วหงุดหงิดตัวเองทุกที เมื่อไรจะทำนามบัตรสักที (เคยออกแบบเองแล้วครับ แต่ดูไม่ได้เลยไม่ทำต่อ) ลำบากเวลาจะให้ที่อยู่สำหรับการติดต่อกับเพื่อนใหม่จริงๆ

สงสัยเรื่องยาวครับ เล่าไม่ยอมจบสักที ก็เลยขออนุญาตจบดื้อๆ อย่างนี้เลยแล้วกัน จะได้ทำงานอื่นต่อสักที