“รู้สึกว่าอาจารย์เป็นคนมองสิ่งรอบตัวอย่างละเมียดละไมดีจัง สามารถมองเห็นความสวยงามได้ทุกหนแห่ง ทำได้อย่างไรคะถึงจะสามารถทำให้จิตใจมีความละเอียดอ่อน เบา สงบ สบายได้ เพราะเวลานี้มีความรู้สึกสับสนกระวนกระวายใจ อึดอัด แม้จะพยายามทำสมาธิ ก็ไม่สามารถขจัดความอึดอัด ไม่สบายใจออกไปได้ ไม่อยากจะทำการงาน ไม่อยากมาทำงานกับคนที่ขัดแย้งกัน รู้สึกอ่อนแอไม่มีกำลังใจกำลังกายจะต่อสู้ สมองก็ตื้อคิดอะไรไม่ออก ไม่มั่นใจกลัวความผิดพลาด อยากได้คำแนะนำและกำลังใจจริงๆ ค่ะ ถ้าอาจารย์จะกรุณาโปรดสละเวลาให้คำแนะนำด้วยนะคะ ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ”
นี่คือ อี-เมล์ ติดต่อจากผู้อ่าน บล็อก ท่านหนึ่ง คำตอบของผมก็คือ ผมเองก็ไม่มีปัญญาจะแนะนำให้ได้ผลจริงๆ เพราะสิ่งที่เธออยากได้นั้นไม่มีใครหยิบยื่นให้เธอได้ เธอต้องฝึกฝนสั่งสมขึ้นมาเองจากภายในตัวเธอเอง ที่เรียกว่า “งอกงามจากภายใน”
มองอีกมุมหนึ่ง คุณสมบัติที่เธออยากได้ มีอยู่แล้วในตัวเธอเอง ถ้าสังเกตให้ดี จะมีบางช่วงที่จิตใจของเราโล่งโปร่งเบาสบาย ให้หมั่นสังเกตว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน จากสภาพแวดล้อมใด จากการตั้งสติของเราเองในลักษณะใด แล้วหมั่นสร้างบริบทเช่นนั้นขึ้นแก่ตัวเอง และสร้างขึ้นภายในตนเอง
สิ่งที่ผมใช้ฝึกตนเองมาตลอดชีวิต คือ “เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส” ครับ วิกฤติยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งคือ วิกฤติหลังแต่งงานและติดแอร์ในห้องนอน ที่บ้านไม้เล็กๆ อยู่ที่บางขุนนนท์ ห้องนอนติดแอร์ตอนนั้นมันสบายยังกับสวรรค์ แต่นรกก็มาเยือนโดยเร็ว โดยผู้นำมาคือภรรยา ซึ่งแต่งงานกันไม่นานนัก โดยที่เขารู้ตัวนานแล้วว่าเขาแต่งงานกับคนบ้า คือบ้างานและบ้าวิจัย ผมมีโต๊ะทำงานเล็กๆตั้งอยู่ข้างเตียงนอน แค่นี้ก็เต็มห้องนอนแล้ว
ภรรยาชอบใจห้องติดแอร์มาก ด้วยความเป็นคนชอบดูทีวี เธอจึงยกทีวีเข้าห้องนอน เอามาวางบนโต๊ะทำงานผม กินที่ไปครึ่งโต๊ะ แล้วนอนดู เป็นสวรรค์ของเธอ แต่เป็นนรกของผม ผมโดนรุกรานทั้งจากพื้นที่บนโต๊ะและจากเสียงละครที่เธอชอบดู แต่ผมไม่ชอบดูและดูไม่เป็น แต่ผมต้องการใช้เวลาอ่านวารสารวิชาการ คิด และเขียนรายงานวิจัย
ผมทุกข์ใจอยู่หลายวัน แล้วเทวดาก็มาบอกผมว่าผมมีทางเลือก ๒ อย่าง ทางหนึ่งคือเลิกกับภรรยาคนนี้ กับอีกทางหนึ่งฝึกตัวเองให้ไม่ได้ยินเสียงทีวีที่อยู่ข้างๆ ให้ได้ โชคดีที่ผมตัดสินใจเลือกวิธีหลัง ผมจึงได้กำไรสองต่อ คือได้อยู่กับภรรยาที่แสนดีหาดีขนาดนี้ยากมาก และได้ฝึกตัวเองให้เป็นคนที่มีสมาธิดีเยี่ยมหาคนเทียบยาก
แหม! การไม่ตอบแบบตอบ โดยการเล่าเรื่องนี่คนแก่ถนัด และมักจะเล่ายืดยาวจนน่าเบื่อ เอาเป็นว่าโดยสรุปให้อ่านและฝึกตัวเองเอาจากหนังสือเรื่อง พลังแห่งนิสัย ก็แล้วกัน
วิจารณ์ พานิช
๑๖ ต.ค. ๕๑
บนรถโค้ช ไปชะอำ
เรียนอาจารย์ครับ
ผมอ่านบันทึกอาจารย์เรื่องนี้ เรื่องของการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส อ่านไปยิ้มไปครับ
ในเมื่อมีทางเลือกไม่มากนัก เราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกนี้
ทางใดก็ตามที่จะนำไปสู่ความสุข ทั้งคนรอบข้างและเราเอง เป็นทางที่ควรทำอย่างยิ่
ปรับตัวเข้าหากัน เป็นเหมือนกลวิธีร่วมสมัยที่จะใช้แก้ไขปัญหาความขัดเเย้งที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันนี้ครับ
ขอบพระคุณครับ
เป็นโรคเดียวกับสามีคือเปิดทีวีหรือวิทยุตลอดเวลาแต่ภรรยาชอบอ่านหนังสือ เหตุการณ์จบลงโดยแยกกันทำงาน
ยอมเสียค่าแอร์เพราะสมาธิไม่ดีเหมือนอาจารย์ค่ะ
ข้อแนะนำของอาจารย์น่าจะใช้ได้ดีนะคะ ขอพระคุณค่ะ