ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ข่าวครูขว้างรองเท้าใส่เด็กโดนตาจนเลือดออก แม้จะเป็นกรอบเล็กๆ ไม่อื้อฉาวเท่ากับข่าวอาจารย์อมนกเขาแลกเกรด หรือข่าวกลุ่มเด็กชายรุมขืนใจนักเรียนหญิงในห้องเรียน รวมไปถึงข่าวคลิปวิดีโอตบตีกันของนักเรียนหญิงที่มีเผยแพร่มากมายทาง อินเทอร์เน็ต
เรื่องราวเหล่านี้ เป็น “ข่าว” ขึ้นมา เนื่องจากมีการแจ้งความ จับกุม ดำเนินคดี หรือบางเรื่องมีการสอบทางวินัย แต่ยังมีอีกหลายเรื่องราวความรุนแรงในโรงเรียนที่ “ไม่เป็นข่าว” เกิดขึ้นในอีกหลายๆ ห้องเรียน หลายๆ ชั่วโมงเรียน และหลายๆ โรงเรียน โดยที่คนภายนอกรั้วโรงเรียนไม่อาจรู้ได้ แต่รู้ว่า “เกิดขึ้นจริง” เพราะเรื่องราวเหล่านี้ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และอยู่ในความรับรู้ของคนที่เคยผ่านชีวิตวัยเด็กมาแทบทุกคน ไม่ใช่เพียงแต่เด็กเท่านั้นที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงในโรงเรียนที่ว่านี้ เพราะแม้แต่ครูเองก็อาจประสบกับความรุนแรงจากเด็กได้เช่นกัน
ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ได้มีการรวบรวมลักษณะของความรุนแรงออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.การกระทำรุนแรงทางกาย (psychical abuse) หมาย ถึง การใช้กำลัง และ/หรืออุปกรณ์ใดๆ เป็นอาวุธทำร้ายร่างกายเกินกว่าเหตุ มีผลทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ การเตะ ต่อย เฆี่ยนตี การใช้วัตถุต่างๆ ทำให้ได้รับบาดเจ็บ
2.การกระทำรุนแรงทางจิตใจ (verbal and emotional abuse) หมาย ถึง การกระทำทั้งทางวาจาและอารมณ์ หรือกระทำใดๆ ที่มีผลให้ผู้ถูกกระทำได้รับความกระทบกระเทือนด้านจิตใจหรือเสียสิทธิเสรี ภาพ ได้แก่ การทอดทิ้ง การดูถูกเหยียดหยามหรือดุด่า การขู่ ตะคอก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การเพิกเฉยไม่สนใจ ซึ่งในบางกรณีทำให้ได้รับความเสียหายมากกว่าความรุนแรงทางกายด้วยซ้ำ
3.การกระทำรุนแรงทางเพศ (sexual abuse and rape) หมายถึง การกระทำที่มีผลให้ผู้ถูกกระทำได้รับความกระทบกระเทือนหรือเสียหายเกี่ยว ข้องกับเรื่องเพศ ได้แก่ การถูกข่มขืน การถูกลวนลาม อนาจาร
ความรุนแรงในลักษณะต่างๆ เหล่านี้ ยังได้แยกย่อยออกไปอีก โดยแบ่งตามการกระทำ ได้แก่ ความรุนแรงที่เด็กกระทำต่อเด็ก เช่น การรังแกกัน แย่งของ ล้อเลียน ความรุนแรงที่ครูกระทำต่อเด็ก เช่น การลงโทษด้วยการตี ดุด่าด้วยวาจา เหยียดหยาม เพิกเฉย ความรุนแรงที่เด็กกระทำต่อครู เช่น ล้อเลียน กลั่นแกล้ง จนถึงทำร้าย
โครงการการพัฒนา “โรงเรียนปลอดความรุนแรง” โดยกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรม “การสร้างวินัยเชิงบวกในโรงเรียน” ให้กับกลุ่มครู แกนนำนักเรียน และเครือข่ายพ่อแม่ผู้ปกครอง
ดร.สมบัติ ตาปัญญา จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยผลสำรวจด้านความรุนแรงในปี 2549 จากนักเรียนผู้ให้ข้อมูล 3,047 คน และครู 1,300 คน และล่าสุดได้มีการสำรวจเก็บข้อมูลซ้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในรอบ 3 เดือน มกราคม-มีนาคม 2551 พบว่า ข้อมูลยังคงสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้สำรวจทั่วประเทศ ซึ่งสามารถที่จะสรุปออกมาเป็นข้อมูลโดยรวมได้ดังนี้

ความรุนแรงจากการรังแกกันของเด็ก พบว่า ในรอบสัปดาห์ เด็กบางคนถูกเพื่อนรังแก สูงสุด 3-4 ครั้ง และพบว่า นักเรียน 40% ถูกรังแกเดือนละ 2-3 ครั้ง และสถานที่ที่ถูกรังแกมักเป็นห้องเรียน บันไดทางเดิน โรงอาหาร และห้องน้ำ เป็นลำดับ และการรังแกที่พบบ่อยที่สุดคือ 47.9% ล้อเลียนโดยวาจา 27.9% การเหยียดหยามให้อับอาย เช่น เรื่องสีผิว รูปร่าง และ 10.7% พบการคุกคามทางเพศ เช่น เปิดกระโปรง จับหน้าอก นอกจากนี้ก็มีการกลั่นแกล้งทำร้ายร่างกาย เช่น ตบหัว เตะ ถีบ ดึงเก้าอี้ให้ล้ม เป็นต้น และบางแห่งมีการแย่งเงินและของใช้ด้วย
ความรุนแรงจากการลงโทษของครู พบว่า ครูมากกว่า 60% ยังมีความเห็นว่า การลงโทษด้วยวิธีการตี จะช่วยควบคุมพฤติกรรมเด็กได้ และวิธีการลงโทษที่พบบ่อยคือ ใช้ไม้เรียวตีก้น ตีมือ และมีครูจำนวนน้อยที่เห็นว่าการลงโทษเด็กด้วยการตีเป็นวิธีการที่ไม่ควร และทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก
นอกจากนี้ยังมีการลงโทษเด็กด้วยวิธีการต่างๆ เช่น บังคับให้อยู่ในท่าที่ไม่สบายหรือเสียศักดิ์ศรี คาบไม้บรรทัด ตบหน้า ใช้เท้าเตะถีบ หยิก ดึงผม หรือให้ออกกำลังกายมากเกินควร เช่น วิดพื้น วิ่งรอบสนาม หรือใช้สิ่งของที่ร้อนนาบตามตัว ขว้างสิ่งของหรือรองเท้าใส่ เป็นต้น บางครั้งก็เป็นการลงโทษที่เป็นความรุนแรงต่อจิตใจหรือทำร้ายจิตใจ เช่น ดุด่า เยาะเย้ย ถากถาง ประจาน แยกให้โดดเดี่ยว หรือแกล้งทำเมินเฉยไม่สนใจเด็ก
นอกจากนี้ยังรวมถึงวิธีการอื่นๆ เช่น ใช้สิ่งของอุดปาก ใช้ไม้บรรทัดตีลิ้น ให้อมลูกหิน เอาพริกหรือของที่มีรสเผ็ด รสขมใส่ปากเด็ก ใช้ของร้อนจี้ตามตัว ใช้กำปั้นทุบ ตีซ้ำๆ จนห้อเลือด ขู่ให้กลัวด้วยมีดหรือปืน ขังไว้ในห้องมืด
ความรุนแรงที่เด็กกระทำต่อครู ซึ่งเกิดขึ้นใน 2 รูปแบบคือ การใช้กำลังทำร้าย เช่น การทุบตี ใช้กำลัง การชกต่อย และการทำร้ายด้วยวาจา เช่น การข่มขู่ พูดจาเสียดสี ประชดประชัน ล้อเลียน รวมไปถึงกรณีที่นักเรียนไม่ยอมเรียนหนังสือ เพิกเฉย ไม่เชื่อฟัง
ความรุนแรงที่กระทำต่อกันในโรงเรียนเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ “ในรั้วโรงเรียน” ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นผู้กระทำ และใครเป็นผู้ถูกกระทำ
แน่นอนว่า การกระทำเหล่านั้น สร้างความตึงเครียด ความไม่ไว้วางใจ และเป็นพื้นที่ที่ทำให้ความสุขของทั้งครูและนักเรียนลดลง รวมไปถึงการสร้างภาวะความกดดันที่ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจของแต่ละคน ทำให้เกิดความรุนแรงในรูปแบบมากยิ่งขึ้น หากยังไม่ได้รับการคลี่คลาย และซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ภาวะความกดดันที่เกิดขึ้น อาจจะระเบิดขึ้นในที่ใดที่หนึ่ง ที่ไม่ใช่เฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น และเราทุกคนคงไม่อยากเห็น “ข่าว” เหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ ให้ต้องสะเทือนใจกันอีก
คงถึงเวลาแล้ว ที่เราจะตระหนักร่วมกันเสียทีว่า ความรุนแรงในโรงเรียนนั้น เกิดขึ้นจริง และยังดำรงอยู่ ในโรงเรียนที่มีเด็กๆ ของเรา ใช้เวลาเกือบ 10 ชั่วโมงต่อวัน เกือบ 20 วันต่อเดือน เกือบ 150 วันต่อปี และมากกว่า 12 ปีต่อคน แล้วเราจะปล่อยให้พื้นที่โรงเรียนเหล่านี้เป็นเบ้าหลอมความรุนแรงให้กับ เด็กไปพร้อมกับการให้การศึกษาเช่นนั้นหรือ
-----------------------------
เรื่อง...ปิยนาถ ประยูร
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ(มสช.)
ที่มา... หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 กรกฎาคม 2551
ถ้าโรงเีรียนเป็นส่วนหนึ่งของการก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้น เราต้องป้องกันอย่างไรที่จะให้ โรงเรียนไม่บ่มเพาะความรุนแรงให้แก่เด็ก
คุณครูต้องมีส่วนร่วมอย่างมากเลยใช่ไหม
ผ้าขาวผืนนี้ ไม่มีใครซัก
ปล่อยไว้คงจัก แปดเปื้อน
ละเลงสีซ้ำ ไม่นึกแชเชือน
ไร้คนคอยเตือน สุดท้าย.....กลาย..ดำ
แวะมาเยือนครับ
รพี
Dear Nat,
My notebook had been trouble one week ago. So my husband would like to buy a new one and send here to me. Unfortunately the Acer Aspire one is out of stock. So I decided buy here, the Micro Center, Cambridge, MA. And sorry again It has not the Thai keyboard. Anyway one of my friends told me about Thai keyboard web. I am trying. Then I will write to you in Thai again naja.
Miss you so much,
P'meng
อาจารย์เหม่ง
เขียนเป็นภาษาอังกฤษก็อ่านเข้าใจค่ะ แต่ถ้าอาจารย์จะเมาท์ยาวๆ ก็คงไม่มันส์แน่ เอาใจช่วยให้ได้โปรแกรมพิมพ์ไทยบนคีร์บอร์ดได้ เร็วๆ นะคะ
คิดถึงเช่นกันค่ะ
อาจารย์เหม่ง
เขียนเป็นภาษาอังกฤษก็อ่านเข้าใจค่ะ แต่ถ้าอาจารย์จะเมาท์ยาวๆ ก็คงไม่มันส์แน่ เอาใจช่วยให้ได้โปรแกรมพิมพ์ไทยบนคีร์บอร์ดได้ เร็วๆ นะคะ
คิดถึงเช่นกันค่ะ
เป็นผลงานที่น่าสนใจจังครับ ....
สวัสดีนาทน้องรัก
ได้ http://www.ppainnovation.com/thaikeyboard/ มาช่วยได้เยอะเลย คิดถึงนาืทและทีม รวมถึงอ.ชัยวัฒน์ และพี่หนูด้วย ฝากนาทบอกให้ด้วย อยากไปงานRetreat&reflection ที่คำแสด อิจฉาๆๆๆ เขึยนมาเล่าสู่กันบ้างนะ
ดีใจกับอาจารย์เหม่งด้วยนะคะ ที่พิมพ์ไทยได้แล้ว
นาถเพิ่งไปสงขลาเมื่อวันที่ 22-25 ตุลา ที่ผ่านมานี่เอง
ไปงานอบรมของอาจารย์นงเยาว์ แข่งเพ็ญแข เรื่องเกี่ยวกับสันติวิธีในการเรียนการสอน
ดูข่าวคราวได้ที่หน้าเวบค่ะ http://www.noviolenceinschools.net
วันที่ไปถึงได้เจอพี่หนูแป๊บเดียวเอง ช่วงนี้แกงานยุ่งทั้งงานโครงการ ทั้งงานการเมือง(555) ส่วนอาจารย์ชัยวัฒน์เดือนนี้ไม่ได้เจอกันเลย นาถมีงานต้องรีบเขียนให้เสร็จเลยไม่ค่อยได้ติดต่อใครในช่วงเดือนนี้ค่ะ แต่เดือนหน้างานที่คำแสด จะบอกอาจารย์ให้นะคะ แล้วจะเก็บเรื่องราวมาเล่าให้ฟังแน่ๆ ค่ะ
ขอบคุณทุกท่านที่สนใจเรื่องความรุนแรงในโรงเรียนนะคะ
คิดว่าหลายท่านอาจจะประสบพบเจอ อาจจะมีประสบการณ์กับตัวเอง
หรือบางท่านที่มีลูกก็พบว่า ลูกเจอความรุนแรงบ้างเหมือนกัน
ยิ่งปัจจุบันแล้ว เด็กและเยาวชนต้องเจอกับความรุนแรงในหลากหลายรูปแบบ
หากท่านใดต้องการแลกเปลี่ยนหรือมีเรื่องราวเล่าสู่กันฟัง หรือต้องการรับข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ขอเชิญได้ที่เวบไซต์ โรงเรียนปลอดความรุนแรงได้เลยค่ะ
http://www.noviolenceinschools.net
ขอบคุณค่ะ