ในรอบสัปดาห์ เด็กบางคนถูกเพื่อนรังแก สูงสุด 3-4 ครั้ง และพบว่า นักเรียน 40% ถูกรังแกเดือนละ 2-3 ครั้ง

ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ข่าวครูขว้างรองเท้าใส่เด็กโดนตาจนเลือดออก แม้จะเป็นกรอบเล็กๆ ไม่อื้อฉาวเท่ากับข่าวอาจารย์อมนกเขาแลกเกรด หรือข่าวกลุ่มเด็กชายรุมขืนใจนักเรียนหญิงในห้องเรียน รวมไปถึงข่าวคลิปวิดีโอตบตีกันของนักเรียนหญิงที่มีเผยแพร่มากมายทาง อินเทอร์เน็ต

เรื่องราวเหล่านี้ เป็น ข่าว ขึ้นมา เนื่องจากมีการแจ้งความ จับกุม ดำเนินคดี หรือบางเรื่องมีการสอบทางวินัย แต่ยังมีอีกหลายเรื่องราวความรุนแรงในโรงเรียนที่ ไม่เป็นข่าว เกิดขึ้นในอีกหลายๆ ห้องเรียน หลายๆ ชั่วโมงเรียน และหลายๆ โรงเรียน โดยที่คนภายนอกรั้วโรงเรียนไม่อาจรู้ได้ แต่รู้ว่า เกิดขึ้นจริงเพราะเรื่องราวเหล่านี้ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และอยู่ในความรับรู้ของคนที่เคยผ่านชีวิตวัยเด็กมาแทบทุกคน ไม่ใช่เพียงแต่เด็กเท่านั้นที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงในโรงเรียนที่ว่านี้ เพราะแม้แต่ครูเองก็อาจประสบกับความรุนแรงจากเด็กได้เช่นกัน

ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ได้มีการรวบรวมลักษณะของความรุนแรงออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.การกระทำรุนแรงทางกาย (psychical abuse) หมาย ถึง การใช้กำลัง และ/หรืออุปกรณ์ใดๆ เป็นอาวุธทำร้ายร่างกายเกินกว่าเหตุ มีผลทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ การเตะ ต่อย เฆี่ยนตี การใช้วัตถุต่างๆ ทำให้ได้รับบาดเจ็บ

2.การกระทำรุนแรงทางจิตใจ (verbal and emotional abuse) หมาย ถึง การกระทำทั้งทางวาจาและอารมณ์ หรือกระทำใดๆ ที่มีผลให้ผู้ถูกกระทำได้รับความกระทบกระเทือนด้านจิตใจหรือเสียสิทธิเสรี ภาพ ได้แก่ การทอดทิ้ง การดูถูกเหยียดหยามหรือดุด่า การขู่ ตะคอก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การเพิกเฉยไม่สนใจ ซึ่งในบางกรณีทำให้ได้รับความเสียหายมากกว่าความรุนแรงทางกายด้วยซ้ำ

3.การกระทำรุนแรงทางเพศ (sexual abuse and rape) หมายถึง การกระทำที่มีผลให้ผู้ถูกกระทำได้รับความกระทบกระเทือนหรือเสียหายเกี่ยว ข้องกับเรื่องเพศ ได้แก่ การถูกข่มขืน การถูกลวนลาม อนาจาร

ความรุนแรงในลักษณะต่างๆ เหล่านี้ ยังได้แยกย่อยออกไปอีก โดยแบ่งตามการกระทำ ได้แก่ ความรุนแรงที่เด็กกระทำต่อเด็ก เช่น การรังแกกัน แย่งของ ล้อเลียน ความรุนแรงที่ครูกระทำต่อเด็ก เช่น การลงโทษด้วยการตี ดุด่าด้วยวาจา เหยียดหยาม เพิกเฉย ความรุนแรงที่เด็กกระทำต่อครู เช่น ล้อเลียน กลั่นแกล้ง จนถึงทำร้าย

โครงการการพัฒนา โรงเรียนปลอดความรุนแรง โดยกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรม การสร้างวินัยเชิงบวกในโรงเรียนให้กับกลุ่มครู แกนนำนักเรียน และเครือข่ายพ่อแม่ผู้ปกครอง

ดร.สมบัติ ตาปัญญา จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยผลสำรวจด้านความรุนแรงในปี 2549 จากนักเรียนผู้ให้ข้อมูล 3,047 คน และครู 1,300 คน และล่าสุดได้มีการสำรวจเก็บข้อมูลซ้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในรอบ 3 เดือน มกราคม-มีนาคม 2551 พบว่า ข้อมูลยังคงสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้สำรวจทั่วประเทศ ซึ่งสามารถที่จะสรุปออกมาเป็นข้อมูลโดยรวมได้ดังนี้

ความรุนแรงจากการรังแกกันของเด็ก พบว่า ในรอบสัปดาห์ เด็กบางคนถูกเพื่อนรังแก สูงสุด 3-4 ครั้ง และพบว่า นักเรียน 40% ถูกรังแกเดือนละ 2-3 ครั้ง และสถานที่ที่ถูกรังแกมักเป็นห้องเรียน บันไดทางเดิน โรงอาหาร และห้องน้ำ เป็นลำดับ และการรังแกที่พบบ่อยที่สุดคือ 47.9% ล้อเลียนโดยวาจา 27.9% การเหยียดหยามให้อับอาย เช่น เรื่องสีผิว รูปร่าง และ 10.7% พบการคุกคามทางเพศ เช่น เปิดกระโปรง จับหน้าอก นอกจากนี้ก็มีการกลั่นแกล้งทำร้ายร่างกาย เช่น ตบหัว เตะ ถีบ ดึงเก้าอี้ให้ล้ม เป็นต้น และบางแห่งมีการแย่งเงินและของใช้ด้วย

ความรุนแรงจากการลงโทษของครู พบว่า ครูมากกว่า 60% ยังมีความเห็นว่า การลงโทษด้วยวิธีการตี จะช่วยควบคุมพฤติกรรมเด็กได้ และวิธีการลงโทษที่พบบ่อยคือ ใช้ไม้เรียวตีก้น ตีมือ และมีครูจำนวนน้อยที่เห็นว่าการลงโทษเด็กด้วยการตีเป็นวิธีการที่ไม่ควร และทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก

นอกจากนี้ยังมีการลงโทษเด็กด้วยวิธีการต่างๆ เช่น บังคับให้อยู่ในท่าที่ไม่สบายหรือเสียศักดิ์ศรี คาบไม้บรรทัด ตบหน้า ใช้เท้าเตะถีบ หยิก ดึงผม หรือให้ออกกำลังกายมากเกินควร เช่น วิดพื้น วิ่งรอบสนาม หรือใช้สิ่งของที่ร้อนนาบตามตัว ขว้างสิ่งของหรือรองเท้าใส่ เป็นต้น บางครั้งก็เป็นการลงโทษที่เป็นความรุนแรงต่อจิตใจหรือทำร้ายจิตใจ เช่น ดุด่า เยาะเย้ย ถากถาง ประจาน แยกให้โดดเดี่ยว หรือแกล้งทำเมินเฉยไม่สนใจเด็ก

นอกจากนี้ยังรวมถึงวิธีการอื่นๆ เช่น ใช้สิ่งของอุดปาก ใช้ไม้บรรทัดตีลิ้น ให้อมลูกหิน เอาพริกหรือของที่มีรสเผ็ด รสขมใส่ปากเด็ก ใช้ของร้อนจี้ตามตัว ใช้กำปั้นทุบ ตีซ้ำๆ จนห้อเลือด ขู่ให้กลัวด้วยมีดหรือปืน ขังไว้ในห้องมืด

ความรุนแรงที่เด็กกระทำต่อครู ซึ่งเกิดขึ้นใน 2 รูปแบบคือ การใช้กำลังทำร้าย เช่น การทุบตี ใช้กำลัง การชกต่อย และการทำร้ายด้วยวาจา เช่น การข่มขู่ พูดจาเสียดสี ประชดประชัน ล้อเลียน รวมไปถึงกรณีที่นักเรียนไม่ยอมเรียนหนังสือ เพิกเฉย ไม่เชื่อฟัง

ความรุนแรงที่กระทำต่อกันในโรงเรียนเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ ในรั้วโรงเรียนขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นผู้กระทำ และใครเป็นผู้ถูกกระทำ

แน่นอนว่า การกระทำเหล่านั้น สร้างความตึงเครียด ความไม่ไว้วางใจ และเป็นพื้นที่ที่ทำให้ความสุขของทั้งครูและนักเรียนลดลง รวมไปถึงการสร้างภาวะความกดดันที่ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจของแต่ละคน ทำให้เกิดความรุนแรงในรูปแบบมากยิ่งขึ้น หากยังไม่ได้รับการคลี่คลาย และซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ภาวะความกดดันที่เกิดขึ้น อาจจะระเบิดขึ้นในที่ใดที่หนึ่ง ที่ไม่ใช่เฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น และเราทุกคนคงไม่อยากเห็น ข่าวเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ ให้ต้องสะเทือนใจกันอีก

คงถึงเวลาแล้ว ที่เราจะตระหนักร่วมกันเสียทีว่า ความรุนแรงในโรงเรียนนั้น เกิดขึ้นจริง และยังดำรงอยู่ ในโรงเรียนที่มีเด็กๆ ของเรา ใช้เวลาเกือบ 10 ชั่วโมงต่อวัน เกือบ 20 วันต่อเดือน เกือบ 150 วันต่อปี และมากกว่า 12 ปีต่อคน แล้วเราจะปล่อยให้พื้นที่โรงเรียนเหล่านี้เป็นเบ้าหลอมความรุนแรงให้กับ เด็กไปพร้อมกับการให้การศึกษาเช่นนั้นหรือ

 

-----------------------------

เรื่อง...ปิยนาถ ประยูร
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ(มสช.)

ที่มา... หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 กรกฎาคม 2551