บวรนันท์ ทองกัลยา

กรรมการผู้จัดการ บริษัท Human Resource Shared Services (Thailand) จำกัด

โทมัส แอล. ฟรีดแมน เจ้าของผลงานเขียน The World is Flat บอกว่า เหตุผลเดียวที่ทำให้โลกกลมเกลี้ยงกลับแบนราบได้ก็คือ การที่นับวันข้อจำกัดต่างๆ กลับคลายตัวออก มีการผสมรวมตัวกันมากขึ้น

แม้แต่ภูเขาสูงที่เคยบดบังเส้นขอบฟ้า และปิดกั้นโอกาสต่างๆ ก็พังทลายลงราบคาบ

เขาบอกว่า ยุคนี้ผู้คนบนโลกต่างมีโอกาสแข่งขันกันได้มากขึ้น

จากที่เคยเป็นโนเนม nobody โอกาสที่จะก้าวมาสู่ความเป็นคนดัง somebody

ดูเหมือนว่าช่องไฟจะถ่างกว้างเพียงนิดเดียว

ฉะนั้น ในศตวรรษที่ 21 นี้ ถ้า “บังเอิญ” มีใครอยากจะเป็นคนเด่นคนดัง เป็นบุคคลพิเศษที่ผู้คนแตะต้องไม่ถึง

โปรดยกมือขึ้น

ลักษณะของคนในระบบธุรกิจ ก้าวจังหวะที่โลกกำลังเต้นแร็พ The World is Flat บอกว่า โลกยุคนี้ต้องการคนที่มีความรู้ (right knowledge) ทักษะ (skills) มีพลังความคิด (ideas) และแรงกระตุ้น (self-motivation) รวมกันแล้วเรียกว่า The Untouchables คนแบบข้าใครอย่าแตะ

ภายใต้ความเป็น somebody 4 สไตล์ด้วยกันคือ

1. special ให้นึกถึงใบหน้าและขายาวๆ ของนักบาสเกตบอลมืออาชีพ ไมเคิล จอร์แดนเอาไว้ เขาเป็นนักกีฬาที่มีรายได้อันดับต้นๆ ของโลก แถมเป็นนักเล่นทรงคุณค่า ที่ใครๆ ก็อยากจะคว้าความสำเร็จแบบเช็ดแป้นได้อย่างเขา กับอีกคนหนึ่งมหาเศรษฐีที่ติดอันดับความรวยระดับตำนาน “บิลล์ เกตส์” และ “บาร์บรา สตรัยแซนด์” นักร้องนักแสดงชาวอเมริกัน เป็น 3 คนดังที่งานไม่มีวันถูกทิ้งทอดตลาด outsourced ออกไป เพราะจัดเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ

2. specialized กลุ่มแรงงานมีความรู้ ไม่ว่าจะเป็น ทนายความ นักบัญชี ศัลยแพทย์สมอง นักวิชาการคอมพิวเตอร์ วิศวกรซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ เป็นตำแหน่งงานที่ผู้คนบนโลกล้วนแล้วแต่ต้องการ แต่กลุ่มคนเหล่านี้ก็มีลักษณะพิเศษคือ เป็นงานที่มีความมั่นคงสูง เพราะไม่สามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำงานแทนได้ จะหันไปว่าจ้างแรงงานถูกๆ มาทำแทนก็ไม่คุ้ม เป็นชนกลุ่มน้อยที่อยู่นอกเหนือความเป็น fungible (งานทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยีและคนค่าแรงถูก)

3. anchored คือ งานที่ติดอยู่กับสถานที่ที่ทำ มีการติดต่อตัวต่อตัวกับลูกค้า ผู้รับบริการ (ส่วนมากเป็นงานบริการ ทำให้ไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ทำได้ทั้งหมด) แต่บางส่วนอาจจัดเป็นงาน fungible ได้

4. the old middle job ทางเลือกสุดท้ายสำหรับ nobody ที่ยังต้องการแสวงหาความมั่นคงในการทำงาน คือต้องเพิ่มทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญใส่ตัวอยู่เสมอ จะได้สร้างคุณค่าให้กับงานได้เพิ่มขึ้น ไม่ต่างอะไรกับไอติมวานิลลาราดช็อกโกแลตชิปลงไป แปะหน้าด้วยวิปครีมหน่อย ปิดท้ายด้วยผลเชอร์รี เพียงเท่านี้ก็มีราคาค่างวดมากกว่าไอติมวานิลลาธรรมดา

แล้วทำไม “The Untouchable” ถึงกลายเป็นพวก “Fantastic 4” สี่กายสิทธิ์หมดสิทธิ์แตะ

โทมัสฉายแนวคิดย้อนศรว่า ยุคสมัยหนึ่งวรรณะจัณฑาลของอินเดีย เป็นพวกที่ไม่มีใครสัมผัสแตะต้องได้ ถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคล

แต่ในยุคโลกแบนใครๆ ต่างก็อยากทำให้ตัวเองเป็นคนพิเศษ ไม่มีใครกล้ามาหือ เพราะเป็นกลุ่มคนมีคุณค่า มีความสามารถ และมีทักษะการปฏิบัติงานเข้าขั้นเทพ จนไม่สามารถอัปเปหิ แล้วไปหลับหูหลับตา outsourced จ้างคนนอกมาทำแทนได้

แล้วถ้าบังเอิญอีกล่ะ บังเอิญว่าคุณต้องมาเป็นผู้นำในยุคที่แม้แต่โลกก็ยังเอาตัวไม่รอด จากกลมกลายเป็นแบน เพราะแรงกดทับ 10 อย่าง

จะต้องมีคุณลักษณะของผู้นำแบบไหน ถึงจะมีแรงดึงดูดรับมือกับเรื่องวุ่นๆ เหล่านี้ได้อยู่หมัด

ขณะที่ผู้นำคือ ผู้ที่มีความสามารถในการใช้อิทธิพลทางจิตใจให้ผู้อื่นคล้อยตาม เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายและผลประโยชน์ส่วนรวม

ความเป็นภาวะผู้นำก็ต้องออกแรงเพิ่มอีกนิด ด้วยการใช้ศิลปะ ใช้ความสามารถ และอิทธิพลทางจิตใจ ที่ทำให้ผู้อื่นคล้อยตาม และปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจ เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนด

ความเป็นผู้นำที่อ่อนแก่ไปบ้างกับความมีภาวะผู้ นำ ในท้ายที่สุดแล้ว คุณสมบัติของผู้นำที่ดีที่มีความสำเร็จสูง ถ้ากะเทาะออกมาเป็น competency หลักๆ แล้วได้แก่ การมีความกล้า อุตสาหะ ช่ำชองประสบการณ์ ความคิดริเริ่ม หยั่งรู้ ซื่อสัตย์สุจริต รอบรู้ วางตัวดี มีฝีมือ มองเห็นการณ์ไกล ฉลาด เห็นอกเห็นใจผู้คน และอดทนเป็นยอด

“ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่เคยใจแคบ ไม่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ลุกขึ้นสู้แม้เคยล้ม ไม่ทุกข์ร้อนถึงใครจะไม่รัก และกล้าที่จะไล่คนไม่เอาไหนออก”

ใครที่คิดว่าตัวเองมีจริตตรงกันกับคุณสมบัติเหล่านี้

โปรดยกมือขึ้น

เรียบเรียงจากเอกสารการบรรยายหลักสูตร TMA Management Development Program รุ่นที่ 10 หัวข้อเรื่อง People Management Module : Successful Visionary Leadership กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ณ อาคารสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย รามคำแหง 39 กรุงเทพฯ

Side bar

7 ลักษณะองค์กรที่ผู้นำมี leadership

1. มีการกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจขององค์กรอย่างชัดเจน รวมถึงการที่ผู้บริหาร ได้มองหาโอกาสทางธุรกิจในอนาคตสำหรับบริษัทไว้ด้วย

2. มีวิธีการในการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรม ตลอดจนมีการกำหนดปัจจัยในการวัดผลสำเร็จขององค์กรอย่างชัดเจน

3. ทบทวนทิศทางขององค์กร และมีการติดตามผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ

4. สื่อสารภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้พนักงานและผู้บริหารทราบข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวในองค์กร ตลอดจนทิศทางขององค์กรอย่างทั่วถึง

5. มีการมอบหมายอำนาจให้ผู้บริหารและพนักงานระดับต่างๆ ในองค์กร

6. ส่งเสริมการเรียนรู้ของพนักงาน และการมีส่วนร่วมของพนักงาน

7. องค์กรแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยคำนึงถึงผลกระทบจากการดำเนินงานขององค์กรต่อสังคม และมีการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมอ

http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/27/news_27500182.php?news_id=27500182