หลายวันมาแล้วครับ ไม่ได้แวะมาเขียนบันทึกเลย ทั้งๆ ที่มีเรื่องให้เล่าสู่กันฟังเยอะแยะมากเลยครับ มันวุ่นจริงๆ กับช่วงนี้ (หรือทุกช่วงก็ไม่ทราบ) เฉพาะวันนี้มีประชุมสี่ครั้งครับ ก็เลยอยากให้ประชุมแต่ละรายการสั้นๆ กระทัดรัดหน่อย ที่ต้องเอาเกือบทุกรายการมาลงในวันนี้ก็เพราะว่า 27-30 ต้องเดินทางไปร่วมประชุมที่ มหิดล ศาลายา คงกลับมาทำงานได้ใหม่ก็วันที่ 31 ซึ่งก็เป็นการกลับมาในฐานะใหม่แล้ว ดังนั้นอะไรๆ ก็ต้องเคลียร์ให้เสร็จครับ
(ข้อความข้างต้นพิมพ์ไว้ตอนเช้า ในช่วงระหว่างรอการประชุม ส่วนข้อความต่อไปนี้ มาเขียนตอนสี่โมงเย็นครับ)
ตอนนี้ปัญหาใหญ่คือการขนหนังสือและเอกสารต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงานบริหาร ไปยังโต๊ะทำงานใหม่ครับ ยังไม่มีเวลาจัดเอกสารเลย งานที่รีบๆ ก็คือ การเขียนรายงานผลการวิจัย ซึ่งเลยกำหนดส่งมาหลายวันแล้วครับ
เมื่อวานที่บ้านผมคึกคักไปด้วยแขกที่มาร่วมรับประทานอาหารครับ ผมทำอากีเกาะห์ (เชือดพลีทานเนื่องจากได้สมาชิกคนใหม่ในบ้าน) สำหรับฟัจญรีนครับ อันนี้เป็นหน้าที่ของพ่อที่จะทำให้กับลูกทุกๆ คนครับ แต่ฟัจญรีนแปลกกว่าพี่ๆ หน่อยหนึ่งคือ ไม่ได้เชือดแพะ แต่เป็นการเชือดแกะแทน ออ. ต้องขอบอกว่าสัตว์ที่จะใช้ในการเชือดพลีทานได้ก็ต้องที่ระบุไว้เท่านั้นนะครับ
ตามหลักการถ้าเป็นลูกชาย แล้วเลือกที่จะเชือดแพะหรือแกะ ก็จะต้องสองตัวครับ ส่วนลูกหญิงก็เพียงตัวเดียว แต่กลัวว่าน้อยไป เลยเพิ่มให้อีกตัวหนึ่งครับ แขกทุกคนจะได้ลิ้มลองรสชาติกันอย่างถ้วนหน้า แล้วรายการอาหารอีกอย่างหนึ่งก็เป็นแกงเนื้อวัวครับ
(ออ. ขอเล่าย้อนหลังไปอีกนิดหนึ่งนะครับ) ผมใจหายแว็ปไปเมื่อวันพุธ เนื่องจากลืมไปว่าวันพฤหัสเป็นวันหยุดราชการ แล้ววันศุกร์ก็เป็นวันหยุดทำการของมหาวิทยาลัย แล้ววันอังคารผมก็มีประชุมเต็มทั้งวัน สุดท้ายก็เลือกใช้วิธีการฝากบอกผ่านโปรแกรม skype ไปยังหน่วยงานต่างๆ และสำหรับบางหน่วยงาน บางตึกก็ใช้เวลาระหว่างการประชุมไปฝากข่าวไว้ ว่า วันเสาร์มารับประทานอาหารเที่ยงที่บ้านผมนะครับ เนื่องในการทำอากีเกาะห์ลูกสาว แฮะแฮะ แต่ก็เน้นย้ำนะครับว่า เป็นอากีเกาะครับ ไม่ใช่นิเกาะห์ ฮาฮาฮา
แต่สำหรับเมื่อวาน ทุกอย่างก็ราบรื่นดีครับ (อัลฮัมดุลิลลาห์) ด้วยกำลังความช่วยเหลือจากพี่ๆ น้องๆ ทั้งฝั่งผมและฝั่งภรรยาครับ ถือว่าเป็นวันที่พร้อมหน้าพร้อมตากันวันหนึ่งครับ อาหารที่เตรียมไว้ก็พอดีกับแขกที่เชิญไปครับ รอบนี้ผมแยกแขกออกเป็นสองช่วงครับ บุคลากรมหาวิทยาลัยเชิญตอนเที่ยง ส่วนพี่น้องชาวโสร่งก็เชิญตอนบ่ายสองเป็นต้นไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็มากันตอนบ่ายสามกว่าๆ (หลังละหมาดอัสรี) ทำให้มีที่นั่งพอกับแขกครับ โล่งอก เสร็จไปหนึ่งภาระกิจ
ที่น่ายินดีคือ อาการมีขี้ตาเป็นก้อนๆ ของฟัจญรีน์ก็หายดีแล้วครับ หลังจากลองมาหลายวิธี เริ่มจากข้อแนะนำของหมอเจ๊ ผู้น่ารักและใจดี ได้ผลในระดับหนึ่ง คือการนวดที่บ่อน้ำตา (เรียกถูกหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจครับ) จากนั้นก็พาไปหาหมอเด็ก ซึ่งท่านก็สันนิฐานว่า น่าจะมาจากการสำลักน้ำคร่ำ หรืออะไรทำนองนี้แหละ ซึ่งผมว่าน่าจะใช่ เนื่องจากอาการอื่นๆ หลังคลอดบอกไปในทิศทางเดียวกัน (ที่ผิดจากความคิดเห็นนี้ก็พยาบาลที่พยายามบอกว่า การคลอดราบรื่นดีทุกอย่าง) หมอให้ยามาหยอดและกินครับ แต่ผ่านไปสัปดาห์กว่าก็ยังมีอาการคงเดิม ผมก็คิดว่าอาการที่ดีขึ้นนิดหน่อยน่าจะมาจากการนวดมากกว่า
สุดท้ายยาดีมาจากแม่ยายครับ ท่านเสนอว่า ลองใช้สูตรโบราณดูหน่อยมัย คือ เอาน้ำนมแม่ หยดลงไปในตาทุกครั้งที่จะให้นมลูก ซึ่งพอภรรยาผมลองทำก็เห็นผลอย่างรวดเร็วครับ ล่าสุดวันสองวันมานี้ไม่เห็นขี้ตาก้อนใหญ่ๆ อีกเลย (อัลฮัมดุลิลลาห์)
อีกเรื่องหนึ่งของวันนี้ ที่ต้องกล่าวว่า อัลฮัมดุลิลาห์ คือ วันนี้ก็น่าจะเป็นวันสุดท้ายของการทำงานในตำแหน่งรองคณบดีครับ (เพราะพรุ่งนี้ก็ทำงานนอกสถานที่แล้ว) แล้วก็ได้รับข้อมูลที่ค่อนข้างจะชัดเจนแล้วว่า ใครจะมาเป็นรองคณบดีแทนผม ก่อนหน้านี้แซวอาจารย์โสรัตไว้หลายรอบครับ ปรากฏผลว่า ไม่ใช่เป็นท่าน แต่เป็นอาจารย์ท่านอื่น แฮะแฮะ แซวเก๋อเลยครับ (และก็ต้องขอมาอัฟอาจารย์ด้วยที่แซวผิดคน) ทั้งนี้ทราบว่า ทางผู้บริหารไม่อยากเปลี่ยนตัวหัวหน้าสาขาวิชาภาษาอังกฤษ เนื่องจากเป็นสาขาวิชาสำคัญที่ต้องมีมืออาชีพทำงานเพื่อสร้างความเข้มแข็ง อันนี้เห็นด้วยครับ และคนที่มาแทนที่ก็อยู่ในความคิดของผมเหมือนกัน เพียงแต่เป็นห่วงสุขภาพท่านเท่านั้นเอง
ตอนนี้งานด่วนๆ ก็มีเรื่องการเขียนบทที่สี่ของงานวิจัยกลันตัน เพื่อส่งร่วมการประชุมวันที่ 8-9 พ.ย. ครับ เดิมทีจะเขียนให้เสร็จวันนี้ แต่ดูท่าทีแล้วไม่เสร็จแน่ ตั้งใจว่าจะไม่หิ้วโน้ตบุ๊คขึ้น กทม.แล้ว แต่สุดท้ายคงต้องเอางานนี้ไปทำที่งานประชุมที่มหิดลด้วยแน่ๆ เลย หลายคนรวมทั้งหัวหน้าโครงการโทรมาถามอาการ ฮิฮิ เป็นงัย เสร็จแล้วยัง ตอบไปอย่างมั่นใจครับ ไม่ต้องห่วง เสร็จไม่ทันกำหนดแน่ แต่เชื่อว่าน่าจะเสร็จก่อนวันที่เจ็ด ฮิฮิ น้องๆ เจ้าหน้าที่ สกว. อ่านแล้วรบกวนแสดงความเห็นใจผมได้นะครับ
ตั้งใจจะเล่าต่อเรื่องการไปเก็บข้อมูลที่กลันตัน และอีกหลายๆ เรื่องครับ คงต้องยกยอดไปในโอกาสที่อำนวยครับ
อัลฮัมดุลิลละฮฺ เมื่อก่อนอาจคิดว่ามหาวิทยาลัยทำอะไรกันอยู่เรื่องการเปลี่ยนตัวรองคณบดีฯ แต่ตอนนี้ ผมเข้าใจอาจารย์แล้วครับ ตอนแรกผมก็คุยกับเพื่อนอาจารย์คณะวิทย์ คิดว่าคนที่น่าจะเหมาะสม น่าจะเป็น หัวหน้าสาขาภาษาอังกฤษ เหมือนกันเท่าที่ผมสัมผัสความเป็นอาจารย์ แต่ในเมื่อไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร ก็ต้องดูๆกันไป แต่ผมน่าจะคิดถูกว่าเป็นใครต่อ ก็เป็นห่วงสุขภาพอาจารย์เขาเหมือนกัน เออ...ว่าแต่ว่า ต่อจากนี้ภาษาไทยจะเอาไงครับ ผมไม่อยากให้ปัญหาปล่อยมาเรื่อยๆอีกครับ เพราะไม่มีความสุขเลย เหมือนอยู่ไปวันๆ ไม่มีใคร อะไรแน่นอน และจริงจังเลย และอีกอย่างตอนี้ผมจะเริ่มทำวิทยานิพนธ์ และมีงานของ สทศ. เรื่องวิจัยเกี่ยวกับ โอเน็ต ของเด็กสามจังหวัดทำไมลดลง มาด้วย และอีกงานกำลังจะเป็นที่ปรึกษาวิจัยชุมชนร่วมกับพี่เอกจตุพร เพื่อทำงานวิจัยชุมชน ร่วมกับนักศึกษา ม.อ. โครงการทุนวิจัยที่กำลังขอไปทางสถาบันที่พี่เขาสังกัด เพราะฉะนั้น ผมคงไม่ขอสอนเกินมากนัก ตอนนี้เท่าที่ดูตารางคร่าวๆก็เกินมาบ้างแล้ว คิดว่าสงสารเถอะครับ ยอมมาเยอะแล้ว...ขออัลลอฮฺคุ้มครองและตอบแทน
จะมีผู้ใหญ่สักกี่คนที่รับรู้เรื่องราว...ถึงได้ช่าย.........ยยยเอาช่าย...เอา
คิดว่าสงสารเสียงเล็กๆที่หลายคนมองผ่าน และแกล้งไม่ได้ยินบ้างครับ........บบบบ
ขอบคุณครับอาจารย์ เสียงเล็กๆ
ไม่ได้แกล้งไม่ได้ยิน เพราะตอนฟังก็ตั้งใจฟัง แต่สภาพปัจจุบัน ผมว่าอาจารย์เข้าใจดี
ความจริงไม่ได้หมายถึงอาจารย์ครับ ผู้ใหญ่ที่ว่าไม่ใช่อาจารย์ แต่ผมมองว่าผู้ใหญ่ที่เขาน่าจะรับรู้เรื่องราวความคลาดแคลน ในสาขา หรือว่าเขารับรู้แล้วแต่ผมเองไม่รับรู้ เลยไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนครับ (ขอช่วยอาจารย์ลบความคิดเห็นด้านบนด้วยครับ เพราะพอดีมัน รีซ้ำเลยซ้ำกันครับ)...
ถ้าไม่พลิกโผรอบล้าสุด ผมว่า คนใหม่จะรู้ปัญหาที่เกิดกับอาจารย์ดีที่สุดครับ เพราะเขาเคยดูแลงานนี้มาอย่างแท้จริง