ปัญหาความเข้าใจในเรื่องของ "วิทยฐานะครู" เป็นเรื่องที่น่าหนักใจสำหรับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรของกระทรวงศึกษาธิการและระบบการศึกษาของประเทศชาติเป็นอย่างมาก

ในฐานะที่ไม่มีฐานะอะไรในด้านการศึกษา นอกจากครูสร้างครูคนหนึ่ง เปรียบเหมือน เม็ดทรายในท้องทะเล แต่เป็นเรื่องที่ปวดใจเรื่องหนึ่งที่ "วิทยฐานะ" ทำให้ครูมองเห็นเป็นแค่ "สวัสดิการ" สวัสดิการที่ได้ทั้งยศ ตำแหน่ง และเงินทอง

ผลกระทบจึงกระจายไปทั่ววงการการศึกษา เกิดการหาทางลัดเพื่อขึ้นสู่วิทยฐานะที่ตนเองต้องการ เกิดการคัดลอกผลงานวิชาการอย่างไม่ละอายใจ เกิดการทิ้งศิษย์ให้นั่งอยู่ในห้องโดยไม่มีครูอยู่ หรือ มีครูก็สอนไม่เต็มที่ เพราะใจคิดแต่เรื่องการทำผลงาน มีการใช้ระบบอุปถัมภ์ รู้จักคนใหญ่ คนโต คนมีตำแหน่งมีช่วยให้ตนเองได้สมหวัง สารพัดที่เรียกว่า "ทางลัด"

มีบทความอาศัยข้อมูลหลาย ๆ ด้าน เขียนประกอบกัน ทำให้มองเห็นภาพรวมในปัญหาดังกล่าวได้ชัดเจนขึ้น แถมทุกยุคทุกสมัย นักการเมืองมักหาเหตุใช้ครูเป็นฐานเสียงอยู่เสมอ

 

ลองอ่านไปด้วยกันครับ

 

*************************************************************************

 

จับตานโยบายหาเสียง "ศรีเมือง เจริญศิริ" เยียวยาประเมินวิทยฐานะครู ??"

 

กรณีข้าราชการครูไม่ผ่านการประเมินวิทยฐานะกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ "นายศรีเมือง เจริญศิริ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดูจะให้น้ำหนักและความสำคัญมากกว่านโยบายการศึกษาด้านอื่นของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยนายศรีเมืองได้พูดถึงปัญหาเรื่องนี้ในวันแรกที่เข้ามาทำงานใน ศธ. เนื่องจากระบุว่า มีข้าราชการครูได้ร้องเรียนกันเข้ามามาก

อย่างกรณีที่ .. นายศุภกร ศีหาคลัง ประธานชมรมครู-ผู้บริหาร ค.ศ.3 ร้อยเอ็ด 2551 ได้ออกมาเรียกร้องว่า "ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาที่ได้ยื่นคำของมีและเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนดไม่ผ่านการประเมินผลงานทางวิชาการมากกว่าร้อยละ 50 ทำให้ผู้ที่ขอรับการประเมินเสียขวัญ กำลังใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมา ได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากคณะกรรมการที่ตรวจประเมินผลงานทางวิชาการ ส่วนใหญ่มาจากสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งแม้จะมีความรู้ ความสามารถ แต่อาจจะขาดความเข้าใจที่ดีกับบริบทของผลงานในแต่ละรายวิชาในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ส่งผลให้มาตรฐานการตรวจผลงานมีความแตกต่างกัน จึงขอให้ ศธ. หาทางทบทวนและแก้ไขช่วยเหลือผู้ที่ไม่ผ่านการประเมินโดยผ่อนปรน หรือไม่ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด"

ทั้งนี้ ปัญหาครูไม่ผ่านการประเมินวิทยฐานะแล้วขอให้ ศธ. ช่วยเยียวยาเพื่อให้ผ่านประเมินนั้น มิใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะในอดีตก็มีการเรียกร้องลักษณะเช่นนี้ในอดีต อย่างสมัย นายอดิศัย โพธารามิก อดีตรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ก็มีการเยียวยาผู้ไม่ผ่านประเมินอาจารย์ 3 เชิงประจักษ์ ซึ่งเป็นเกณฑ์เดิมที่ใช้กันอยู่ในขณะนั้นจำนวนหลายหมื่นคนจนมีเสียงวิพาษ์วิจารณ์ว่า เป็นยุคของการปล่อยผี และล่าสุด นายวิจิตร ศรีสอ้าน อดีตรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้เห็นชอบจัดทำหลักสูตรอบรมเพื่อเยียวยาข้าราชการครู ที่ยื่นขอประเมินเป็นอาจารย์ 3 เชิงประจักษ์ เพื่อให้ได้รับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ในส่วนที่ไม่ผ่านการประเมินและอยู่ในขั้นตอนการประเมินรวมประมาณ 20,000 กว่าคน จนปัจจุบันครูกลุ่มนี้ผ่านการประเมินเกือบหมดแล้ว

ดังนั้น การที่นายศรีเมือง จะเข้ามาช่วยเยียวยาครูที่ยังไม่ผ่านการประเมินวิทยฐานะที่ยังค้างการประเมินประมาณแสนรายโดยเฉพาะการประเมินเพื่อขอวิทยฐานะชำนาญการพิเศษเพื่อให้ได้เงินประจำตำแหน่ง 5,600 บาท นั้นจะต้องคิดหลายตลบ เพราะการให้ครูผ่านการประเมินนั้นง่าย แต่ผลกระทบที่จะตามมานั้นมีมาก

 

แม้แต่ "นายประเสริฐ งามพันธุ์" เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ยังได้แสดงความเห็นว่า การเยียวยาครูที่ยังไม่ผ่านการประเมินวิทยฐานะนั้นสามารถทำได้แต่ก็ต้องดูถึงมาตรการการศึกษา และผลที่จะเกิดกับเด็กด้วยว่า จะดีขึ้นหรือไม่เมื่อเยียวยาไปแล้ว เพราะหากครูผ่านการประเมินกันมากแต่ในขณะเดียวกันคุณภาพการศึกษาของเด็กไม่เพิ่มขึ้นก็คงตอบสังคมไม่ได้ และที่สำคัญเรื่องนี้เกี่ยวกับการใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านต่อปี

 

ในขณะที่ "นายสมหวัง พิธิยานุวัฒน์" ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาในฐานะประธานคณะกรรมการปรับปรุงเกณฑ์วิทยฐานะ เกณฑ์ใหม่ เห็นว่า "วิทยฐานะก็เหมือนตำแหน่งวิชาการในมหาวิทยาลัย ที่มีกันมายาวนาน คนที่ไม่ผ่านจะยอมรับผลการตัดสินและจะมายื่นขอใหม่ ซึ่งกระบวนการของวิทยฐานะก็น่าจะเป็นเช่นนี้ และตามหลักการประเมินจะต้องดูเนื้อหา ผลงานของครูมากกว่า หากใครไม่ผ่านก็จะต้องอธิบายให้เข้าใจ เพื่อจะได้ปรับปรุงให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป ไม่ใช่ไม่ผ่านแล้วก็ต้องมาเยียวยาเพื่อให้ผ่าน"

"ครูอาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นครูสอนหนังสือจะทำผลงานวิชาการได้อย่างไร แต่จริง ๆ ทุกอย่างสามารถทำได้และเป็นสิ่งที่ครูทำอยู่แล้ว เช่น การทำแผนปฏิบัติการสอนของครู หรือการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียน เป็นต้น ดังนั้น จึงคิดว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะใหม่มีความจำเป็นมาก เพราะหากช้าต่อไป ปัญหาก็จะมีอยู่เหมือนเดิม และจะไม่เป็นผลดีต่อคุณภาพการศึกษาเลย เพราะปัจจุบันเส้นทางความก้าวหน้าของครูสวนทางกับคุณภาพการศึกษาของเด็กที่เกิดขึ้น มีครูผ่านการประเมินวิทยฐานะกันมาก แต่คุณภาพของเด็กไม่ดีขึ้น ทั้งนี้อยากให้คิดกันใหม่ว่า เรื่องวิทยฐานะไม่ใช่เรื่องสวัสดิการ แต่เป็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นครูของผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง และเป็นตัวชี้วัดมาตรฐานของโรงเรียน"

 

สำหรับปัญหาหลักที่ครูไม่ผ่านการประเมิน เนื่องจากผลงานวิชาการที่เสนอให้คณะกรรมการประเมินยังมีข้อบกพร่อง ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน หรือ บางกรณีมีการลอกผลงานวิชาการ แต่ก็มีเสียงสะท้อนออกมาว่า กรรมการประเมินมีมาตรฐานสูง บางส่วนมาจากมหาวิทยาลัยที่อาจไม่เข้าใจงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีการเสนอให้แก้ไขครูไม่ผ่านประเมินวิทยฐานะในส่วนของกรรมการผู้ประเมินที่จะต้องให้คนในชุมชน นักเรียน ครูด้วยกันเข้ามามีส่วนร่วมประเมินด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีครูไม่ผ่านการประเมินวิทยฐานะตามที่หลายฝ่ายร้องเรียนมา อย่างล่าสุด สพฐ. ออกมาระบุว่า บางพื้นที่แจ้งข้อมูลเข้ามาว่า มีครูผ่านประเมินวิทยฐานะน้อยมาก เพียง 10 % เท่านั้น แต่ถ้ามาดูข้อมูลล่าสุดของสำนักงาน ก.ค.ศ. แล้วจะพบว่า ในปัจจุบันมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีวิทยฐานะแล้วจำนวนมาก ดังนี้

วิทยฐานะชำนาญการ จำนวน 335,095 คน หรือ 89.1 % จากจำนวนทั้งหมด 4 แสนกว่าคน
ในจำนวนนี้เป็นครู 314,941 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน 8,520 คน ผู้อำนวยการโรงเรียน 8,924 คน ศึกษานิเทศก์ 2,710 คน

วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ 39,667 คน หรือ 10.5 %
แยกเป็นครู 16,071 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน 1,169 คน ผู้อำนวยการโรงเรียน 20,959 คน รอง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 405 คน ศึกษานิเทศก์ 1,063 คน

วิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 1,501 คน หรือ 0.36 %
แยกเป็นครู 564 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน 5 คน ผู้อำนวยการโรงเรียน 508 คน รอง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) 146 คน ศึกษานิเทศก์ 274 คน

ส่วนวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ยังไม่มีผู้ผ่านการประเมิน

 

ทั้งนี้ การเข้ามาแก้ปัญหาการประเมินวิทยฐานะให้ตรงจุดนั้น ควรจะต้องดูสาเหตุที่ครูไม่ผ่านการประเมินเพราะอะไร หากจำเป็นต้องปรับเกณฑ์การประเมินให้ดีขึ้นก็น่าจะเป็นการแก้ไขที่ถูกทาง แต่หากรัฐมนตรีว่าการ ศธ. จะเข้ามาเยียวยาครูเพียงเพื่อให้ผ่านการประเมินกันง่ายขึ้นนั้นอาจจะถูกมองได้ว่า เป็นเพียงแค่นโยบายหาเสียงของรัฐบาล โดยที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาอีกมาก

 

***************************************************************************

 

โปรดอ่านบทความแล้วใช้วิจารณญาณดูครับว่า ควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ

เหตุผลที่ใช้แต่ละท่าน เป็นอย่างไร

การเยียวยา คือ เหตุผลเพียงพอหรือไม่ครับ สำหรับผู้ประเมินไม่ผ่านเกณฑ์

 

ท่านทราบไหมว่า นักศึกษาที่ผมสอนอยู่นี้ ส่วนใหญ่ชอบอะไรที่ได้มาอย่างง่าย ๆ คะแนนง่าย ๆ เกรดง่าย ๆ แต่ความรู้ที่ได้รับกลับเป็นเรื่องที่แทบไม่ให้ความสนใจ จบไปแล้วอยากมีงานทำ เงินเดือนสูง ๆ แต่ตอนเรียน กลับไม่สนใจ อยากได้อะไรง่าย ๆ ไม่พอใจก็ถอนวิชาหนี หาคนสอนที่ง่ายกว่านี้ ไม่มาเรียน แต่อยากได้เกรดดี ๆ ก็เยอะครับ

"ไม่มีอะไรที่ได้มาง่าย ๆ หรอกครับ ชีวิตของคนเราน่ะ หากเราไม่มีความพยายาม หรือ ตั้งใจจริง"

ไม่ต่างอะไรกับการได้รับ "วิทยฐานะ" อันมีเกียรติหรอกครับ ... อยากได้วิทยฐานะง่าย ๆ แต่ไม่พยายาม กลับทุจริต คดโกง ใช้วิธีลัดมาสู่วิทยฐานะนั้น ๆ ... พอไม่ได้ ก็กลับโยนความผิดไปให้คนโน้นคนนี้

ไม่อยากคิดครับ ถ้ามีครูแบบนี้เยอะ ๆ แล้วอนาคตของชาติจะเป็นอย่างไรบ้าง ประเทศชาติคงมีอะไรที่ได้มาง่าย ๆ ใช่ไหมครับ

อยากเป็น ส.ส. ก็ต้องเอาเงินมาลงทุนซื้อเสียง ซื้อหัวคะแนนเสียก่อน พอเข้าไปก็ถอนทุนคืน โดยการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจตนเอง พอคนอื่นเขามาขับไล่ ก็ไปจ้างคนที่เป็นพวกตน หลอกเขามา ให้เขาไปฆ่าคนที่ไม่เห็นด้วย เพื่อให้ตัวเองอยู่ต่อไป

ต่างกันตรงไหนหรือครับ ถ้า "วิธีคิด" ยังคงเป็นแบบนี้กันอยู่

สังคมไทยต้องการ "คนดี คนมีคุณธรรม จริยธรรมในตนเอง" จริง ๆ ครับ

 

 

เชื่อเรื่อง "บาปกรรม" หรือไม่ครับ

บุญรักษาทุกท่านครับ

 

 

แหล่งอ้างอิง

กองบรรณาธิการมติชนสุดสัปดาห์.  "จับตานโยบายหาเสียง "ศรีเมือง เจริญศิริ"

            เยียวยาประเมินวิทยฐานะครู ??".  มติชนสุดสัปดาห์, 28, 1470 (17 - 23 ตุลาคม 2551) :

            หน้า 18.