"ฐานะการคลังของรัฐบาลทุกวันนี้ ขาดทุนมากกว่าที่คิดกันไว้เยอะ
เพราะขณะนี้เริ่มมีการโยกย้าย
เงินงบประมาณบางอย่างไปอยู่ในงบประจำ
ซึ่งเป็นรายจ่ายที่จะขาดมือไม่ได้
หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการยืมงบลงทุนที่ตั้งไว้แต่ยังไม่ได้ใช้
มาใช้จ่ายเพื่อบริหารงานในแต่ละวันไปล่วงหน้าก่อน
ทำให้งบลงทุนแทบจะไม่เหลือแล้ว"
ข้าราชการระดับสูงสังกัดกระทรวงการคลัง
เริ่มหวาดหวั่นที่จะกล่าวถึงฐานะการคลังของรัฐบาลที่กำลังส่อเค้า
"วิกฤติ" ที่อาจจะเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
จากการใช้นโยบายประชานิยมที่เน้นหนัก "แจกเงิน" ต่อเนื่อง
เพื่อเป็นประกันให้กับการอยู่รอดของรัฐบาล
และใช้เป็นหลักปกครองประเทศในช่วง 5 ปีเศษที่ผ่านมา
ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2549 ไว้ที่ 1.3
ล้านล้านบาท ก็มีความเป็นไปได้ว่า
ในช่วงทบทวนงบกลางปีนี้จะต้องปรับลดวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงมา
โดยเฉพาะการตัดงบลงทุนในส่วน ซึ่งรัฐบาลยังไม่ได้ใช้ดำเนินการใด
ๆ
เพื่อให้ได้ตามภาพที่รัฐบาลชุดรักษาการต้องการที่จะคงให้เป็นงบประมาณสมดุลต่อไป
ในขณะที่ฐานะการคลังดังกล่าวส่อเค้าเข้าขั้นวิกฤติเมื่อฐานะเงินสดสำรองในมือเหลืออยู่เพียง
14 วัน หลังจากมีข่าวแพร่ออกมาว่า รัฐบาลมีดุลเงินสดที่ลดลงเรื่อย ๆ
โดยขาดดุล (รายได้ไม่พอกับรายจ่าย) ถึงวันละ 800-900 ล้านบาท
ทำให้ข้าราชการเกิดความรู้สึกว่า
การขาดกระแสเงินสดดังกล่าวอาจจะมีผลต่อการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ
ดร.ทนง พิทยะ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า
ทางกรมบัญชีกลางนั้นใจดีให้มีการเบิกจ่ายเงินงบมากเกินไป
ทำให้การบริหารสภาพคล่องติดขัด
จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ไปพิจารณาจัดสรรการใช้จ่ายเงินให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เบื้องต้นให้มีการเบิกจ่ายได้ภายใน 3-7 วัน แทนที่จะเป็น 1-3 วัน
โดยใช้ความละเอียดพิจารณาการเบิกจ่าย
และให้กู้เงินเพื่อนำมาเสริมสภาพคล่อง
8 หมื่นล้านบาท
แล้วนำไปบริหารเงินเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น
ทำให้สภาพคล่องในการบริหารจัดการเงินสดของรัฐบาลปรับตัวดีขึ้นเดือนเมษายน
โดยขออนุมัติคณะรัฐมนตรียืดอายุชำระหนี้ตั๋วสัญญา
ใช้เงินที่กู้มาจากธนาคารออมสินจำนวน 5 พันล้านบาท อีก 1-2 เดือน
อย่างไรก็ตาม
ระดับเงินคงคลังที่มีใช้จ่าย
ได้ใน 14 วัน ถือว่าเพียงพอกับระบบเศรษฐกิจ ซึ่ง ดร.ทนง
ก็ไม่ได้บอกว่า
กิจกรรมเศรษฐกิจได้ลดลงไป
อยู่ในระดับใดแล้ว
แต่การทำงานของ ครม.รักษาการ
ยังคงเดินสวนทางกับฐานะการคลังที่เกิดขึ้นจริงขณะนี้
เพราะเพิ่งไฟเขียวอนุมัติงบ 2.3 พันล้านบาท เพื่อซื้อปืนใหญ่ 6 กระบอก
สร้างความได้เปรียบในพื้นที่ตามหลักการรบสมัยใหม่
ตอบรับสัญญาจัดหาเฮลิคอปเตอร์เก่าโจมตีอีก 6 ลำ จากสหรัฐ
ทั้งที่รัฐบาลตกอยู่ในภาวะ "กระเป๋าฉีก" อย่างรุนแรง
นอกจากนี้รัฐบาลชุดรักษาการยังไม่ใส่ใจที่จะจัดลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายงบประมาณ
กลับบริหารประเทศแบบไร้ทิศทาง
โดยไม่ยอมแจกแจงผลลัพธ์ของการใช้จ่ายเงินงบประมาณให้ประชาชนไทยผู้เสียภาษีได้รับรู้อย่างโปร่งใส
และไม่สามารถตรวจสอบได้ภายใต้การปกครองประเทศที่มีผู้นำเดี่ยว
ซึ่งยังคงใช้วิธีการปกปิดซ่อนเร้น
ไม่ยอมแจกแจงรายจ่ายงบประมาณให้ชัดเจน โดยเฉพาะตลอดช่วง 2
ปีที่ผ่านมา จนมาถึงวันนี้
ฐานะการคลังของรัฐบาลกำลังตกอยู่ในภาวะย่ำแย่จน "กระเป๋าฉีก"
ก็ได้แสดงผลด้านลบออกมาให้สาธารณชนได้มองเห็นและรับรู้กัน
เนื่องจากรัฐบาลจะต้องก่อหนี้ในประเทศเพิ่มขึ้น
เพื่อชดเชยการขาดดุลเงินสดในปีนี้
จะเป็นสัญญาณยิ่งเร่งอัตราดอกเบี้ยให้พุ่งทะยานสูงขึ้นแน่นอน
แม้ว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกมายืนยันล่าสุดว่า
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะไม่ขึ้นไปถึงระดับ 10%
แต่หากว่า ภายหลังการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายนนี้
ผ่านไปโดยมีแนวโน้มว่า พ.ต.ท.ทักษิณ
จะได้เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง จึงไม่แน่นักว่า
รัฐบาลใหม่จะต้องดำเนินนโยบายแบบเก่าทำการแจกเงินต่อไปเพื่อพยุงฐานะทางการเมืองของรัฐบาลให้อยู่รอดเหมือนเช่นประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับประเทศละตินอเมริกา
ซึ่งเกิด "วิกฤติการคลัง" จนนำไปสู่ "วิกฤติประเทศ"
ผลกระทบร้ายแรงจะเกิดขึ้น โดยที่อัตราเงินเฟ้อขึ้นไปถึงระดับ
20-30%
คงเลี่ยงไม่พ้นที่จะตามติดด้วยอัตราดอกเบี้ย
ที่พุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว เป็นเลข 2 หลัก พร้อม ๆ
กับค่าเงินบาทที่จะอ่อนตัวลงอย่างรุนแรง
กรุงเทพธุรกิจ (คอลัมน์บทบรรณาธิการ) 29 มีนาคม 2549