GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

วิกฤติคลัง! วิกฤติประเทศ!

วิกฤติคลัง! วิกฤติประเทศ!

       "ฐานะการคลังของรัฐบาลทุกวันนี้ ขาดทุนมากกว่าที่คิดกันไว้เยอะ เพราะขณะนี้เริ่มมีการโยกย้าย    เงินงบประมาณบางอย่างไปอยู่ในงบประจำ ซึ่งเป็นรายจ่ายที่จะขาดมือไม่ได้ หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการยืมงบลงทุนที่ตั้งไว้แต่ยังไม่ได้ใช้ มาใช้จ่ายเพื่อบริหารงานในแต่ละวันไปล่วงหน้าก่อน ทำให้งบลงทุนแทบจะไม่เหลือแล้ว" ข้าราชการระดับสูงสังกัดกระทรวงการคลัง เริ่มหวาดหวั่นที่จะกล่าวถึงฐานะการคลังของรัฐบาลที่กำลังส่อเค้า "วิกฤติ" ที่อาจจะเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จากการใช้นโยบายประชานิยมที่เน้นหนัก "แจกเงิน" ต่อเนื่อง เพื่อเป็นประกันให้กับการอยู่รอดของรัฐบาล และใช้เป็นหลักปกครองประเทศในช่วง 5 ปีเศษที่ผ่านมา
ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2549 ไว้ที่ 1.3 ล้านล้านบาท ก็มีความเป็นไปได้ว่า ในช่วงทบทวนงบกลางปีนี้จะต้องปรับลดวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงมา โดยเฉพาะการตัดงบลงทุนในส่วน  ซึ่งรัฐบาลยังไม่ได้ใช้ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ได้ตามภาพที่รัฐบาลชุดรักษาการต้องการที่จะคงให้เป็นงบประมาณสมดุลต่อไป   ในขณะที่ฐานะการคลังดังกล่าวส่อเค้าเข้าขั้นวิกฤติเมื่อฐานะเงินสดสำรองในมือเหลืออยู่เพียง 14 วัน หลังจากมีข่าวแพร่ออกมาว่า รัฐบาลมีดุลเงินสดที่ลดลงเรื่อย ๆ โดยขาดดุล (รายได้ไม่พอกับรายจ่าย) ถึงวันละ 800-900 ล้านบาท ทำให้ข้าราชการเกิดความรู้สึกว่า การขาดกระแสเงินสดดังกล่าวอาจจะมีผลต่อการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ
ดร.ทนง พิทยะ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า ทางกรมบัญชีกลางนั้นใจดีให้มีการเบิกจ่ายเงินงบมากเกินไป ทำให้การบริหารสภาพคล่องติดขัด จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง    ไปพิจารณาจัดสรรการใช้จ่ายเงินให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เบื้องต้นให้มีการเบิกจ่ายได้ภายใน 3-7 วัน แทนที่จะเป็น 1-3 วัน โดยใช้ความละเอียดพิจารณาการเบิกจ่าย และให้กู้เงินเพื่อนำมาเสริมสภาพคล่อง       8 หมื่นล้านบาท แล้วนำไปบริหารเงินเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น ทำให้สภาพคล่องในการบริหารจัดการเงินสดของรัฐบาลปรับตัวดีขึ้นเดือนเมษายน โดยขออนุมัติคณะรัฐมนตรียืดอายุชำระหนี้ตั๋วสัญญา ใช้เงินที่กู้มาจากธนาคารออมสินจำนวน 5 พันล้านบาท อีก 1-2 เดือน     อย่างไรก็ตาม ระดับเงินคงคลังที่มีใช้จ่าย

ได้ใน 14 วัน ถือว่าเพียงพอกับระบบเศรษฐกิจ   ซึ่ง ดร.ทนง ก็ไม่ได้บอกว่า กิจกรรมเศรษฐกิจได้ลดลงไป       อยู่ในระดับใดแล้ว 
แต่การทำงานของ ครม.รักษาการ ยังคงเดินสวนทางกับฐานะการคลังที่เกิดขึ้นจริงขณะนี้ เพราะเพิ่งไฟเขียวอนุมัติงบ 2.3 พันล้านบาท เพื่อซื้อปืนใหญ่ 6 กระบอก สร้างความได้เปรียบในพื้นที่ตามหลักการรบสมัยใหม่  ตอบรับสัญญาจัดหาเฮลิคอปเตอร์เก่าโจมตีอีก 6 ลำ จากสหรัฐ   ทั้งที่รัฐบาลตกอยู่ในภาวะ "กระเป๋าฉีก" อย่างรุนแรง นอกจากนี้รัฐบาลชุดรักษาการยังไม่ใส่ใจที่จะจัดลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายงบประมาณ กลับบริหารประเทศแบบไร้ทิศทาง โดยไม่ยอมแจกแจงผลลัพธ์ของการใช้จ่ายเงินงบประมาณให้ประชาชนไทยผู้เสียภาษีได้รับรู้อย่างโปร่งใส และไม่สามารถตรวจสอบได้ภายใต้การปกครองประเทศที่มีผู้นำเดี่ยว ซึ่งยังคงใช้วิธีการปกปิดซ่อนเร้น ไม่ยอมแจกแจงรายจ่ายงบประมาณให้ชัดเจน โดยเฉพาะตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา     จนมาถึงวันนี้ ฐานะการคลังของรัฐบาลกำลังตกอยู่ในภาวะย่ำแย่จน "กระเป๋าฉีก" ก็ได้แสดงผลด้านลบออกมาให้สาธารณชนได้มองเห็นและรับรู้กัน   เนื่องจากรัฐบาลจะต้องก่อหนี้ในประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยการขาดดุลเงินสดในปีนี้ จะเป็นสัญญาณยิ่งเร่งอัตราดอกเบี้ยให้พุ่งทะยานสูงขึ้นแน่นอน       แม้ว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกมายืนยันล่าสุดว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะไม่ขึ้นไปถึงระดับ 10%    แต่หากว่า ภายหลังการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายนนี้ ผ่านไปโดยมีแนวโน้มว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะได้เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง จึงไม่แน่นักว่า รัฐบาลใหม่จะต้องดำเนินนโยบายแบบเก่าทำการแจกเงินต่อไปเพื่อพยุงฐานะทางการเมืองของรัฐบาลให้อยู่รอดเหมือนเช่นประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับประเทศละตินอเมริกา ซึ่งเกิด "วิกฤติการคลัง" จนนำไปสู่ "วิกฤติประเทศ"  ผลกระทบร้ายแรงจะเกิดขึ้น โดยที่อัตราเงินเฟ้อขึ้นไปถึงระดับ 20-30% คงเลี่ยงไม่พ้นที่จะตามติดด้วยอัตราดอกเบี้ย      ที่พุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว เป็นเลข 2 หลัก พร้อม ๆ กับค่าเงินบาทที่จะอ่อนตัวลงอย่างรุนแรง

กรุงเทพธุรกิจ (คอลัมน์บทบรรณาธิการ)  29  มีนาคม  2549

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 21716
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)