ประตูวัด

วันนี้เดินผ่านวัดดอนรัก เห็นซุ้มประตูวัดปิดและล็อคกุญแจไว้ ก็รู้สึกแปลกใจ แต่เมื่อเดินเลยไปอีกนิดก็เจอช่องทางเข้าวัดที่ติดกับซุ้มประตู โดยการทุบกำแพงแล้วทำเป็นประตูใหม่เพื่อให้รถยนต์เข้าออกได้... ผู้เขียนก็ระลึกขึ้นได้ว่าจะเขียนเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่ได้เขียน . . .

วิถีสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ประตูวัดเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน... ซุ้มประตูวัดทั่วไปในสมัยก่อนนั้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามบ้านนอก) มักจะสร้างเป็นรูปศาลาครอบประตูไว้ ซึ่งใครผ่านไปผ่านมาก็อาจนั่งพักคลายร้อนหรือหลบแดดหลบฝนได้... และหลายวัดที่ซุ้มประตูแบบศาลานี้ จะมีแม่ค้านำขนมหรือสิ่งของอื่นๆ มาวางขายภายในและข้างๆ ศาลา กลายเป็นสถานที่ชุมนุมหรือแหล่งข่าวประจำหมู่บ้านในเวลากลางวัน...

ครั้นในเวลากลางคืน อาจเป็นที่ค้างแรมของใครบางคนที่ไม่อาจกลับบ้าน หรือต้องการจะนอนพักสักงีบก่อนที่จะเดินทางต่อไป... เช่น บางคนเป็นนักดื่มที่ชอบเอะอะโวยวาย ทะเลาะกับภรรยาจึงถูกไล่ลงจากเรือน ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงต่างเอือมระอาไม่มีใครยินดีต้อนรับ ก็อาจอาศัยซุ้มประตูหรือศาลาหน้าวัดนอนสักคืนหนึ่ง พอตอนเช้าสร่างเมาก็ค่อยว่ากันต่อไป... พวกนักเที่ยวชอบดูการละเล่นกลางคืนก็เช่นเดียวกัน บางครั้งก็ต้องเดินผ่านหลายหมู่บ้าน เดินมารู้สึกว่าทั้งง่วงทั้งเหนื่อย ก็อาจนอนพักเอาแรงสักงีบหนึ่งที่ศาลาหน้าวัด ใกล้สว่างหรือรุ่งสางแล้วค่อยเดินทางต่อ...

นั้นนับว่าเป็นเหตุการณ์ปกติ ส่วนเหตุการณ์ไม่ปกติก็มี เช่น นักดื่มบางคนนอนจนสายตะวันโด่งแล้วก็ไม่ลุก มีปากเสียงกับแม่ค้าที่จะมาใช้ศาลาขายขนมเด็กๆ ตอนเช้า... ฝ่ายนักเที่ยวบางกลุ่มก็อาจถูกแม่ค้าปลุกตอนเช้าว่า ลุกขึ้นกลับบ้านเพราะสว่างแล้ว...เฉพาะนักเที่ยวที่ถูกแม่ค้าปลุกให้ลุกขึ้นกลับบ้านตอนเช้าทำนองนี้ ผู้เขียนก็เคยมีประสบการณ์ตรง ซึ่งพวกเรานักเที่ยววัยจิ๋วจะรู้กันว่า เมื่อแม่ค้ามาตอนใกล้สว่างเพื่อก่อไฟจะทำขนมนั้น ต้องรีบกลับบ้านได้แล้ว เพราะถ้าตื่นสายกว่านั้น ข่าวรู้ไปถึงญาติผู้ใหญ่ก็อาจถูกตำหนิ อีกทั้งเรื่องนี้ก็เป็นที่น่าขันสำหรับคนทั่วไป...

ต่อมาศาลาครอบประตูวัด หรือซุ้มประตูวัดทำนองนี้ ค่อยๆ หายไป... ประการแรกก็คือชำรุดทรุดโทรมไปตามสภาพ และเมื่อจะสร้างใหม่ในรูปแบบเดิมหลายคนก็ไม่เห็นด้วย เพราะศาลาทำนองนี้มีข้อเสียเหมือนกัน ซึ่งที่พูดกันมากก็คือ ตอนเย็นๆ ใกล้ๆ ค่ำ จะมีบรรดาหนุ่มนักแซวประจำหมู่บ้านมายึดพื้นที่ ทำให้สาวน้อยสาวใหญ่ที่จะต้องผ่านเข้าออกภายในวัดด้วยกิจบางอย่างก็อาจไม่สะดวกเท่าที่ควร เช่น จะเข้าไปอาบน้ำที่สระภายในวัดก็ไม่ได้ ต้องรอให้พวกนักแซวสลายตัวก่อน หรือบางคนอาบน้ำเสร็จแล้วก็ไม่อาจกลับบ้านได้ทันทีเพราะพวกนักแซวขวางประตูอยู่...

ประการสำคัญก็คือค่านิยมที่เปลี่ยนไป... หลายคนมองไปถึงซุ้มประตูคอนกรีตที่สวยงามตระการตาแบบอารามหลวงอย่างวัดพระแก้ว เมื่อวัดหนึ่งทำได้ อีกวัดหนึ่งก็ต้องทำได้และต้องสวยกว่า... ประมาณนั้นซึ่งความยึดถือนี้ บางครั้งก็เริ่มจากท่านเจ้าอาวาส บางครั้งก็มาจากทายกทายิกาประจำวัด แต่โดยมากมักเห็นชอบเห็นสมกันระหว่างชาวบ้านชาววัด ซุ้มประตูแบบพระปรางค์ราคาหลายแสน (ปัจจุบันอาจเป็นล้าน) จึงค่อยๆ เกิดขึ้นแทนซุ้มประตูแบบเก่า... ซึ่งผู้เขียนคิดว่า ซุ้มประตูแบบใหม่นี้ มีไว้ดูสวยงามเท่านั้น ส่วนประโยชน์อื่นๆ นั้น ไม่ค่อยจะมีนัก...

ปัจจุบันนี้ รถยนต์ค่อยๆ มีมากขึ้นๆ จนกระทั้งครอบครัวทั่วไปมักจะมีรถยนต์ใช้ แต่ซุ้มประตูแบบเก่านั้น บางแบบนั้นมีธรณีประตูสูง รถยนต์ไม่อาจข้ามได้... บางแบบก็แคบเกินไป รถยนต์ผ่านไม่ได้ หรือเข้าออกไม่สะดวก... ดังนั้น ซุ้มประตูรุ่นใหม่จึงต้องสร้างให้ใหญ่ และต้องไม่มีธรณีประตูที่ยกสูงขึ้นมา เพื่อให้รถยนต์เข้าออกได้อย่างสะดวก...

ปัญหาก็คือซุ้มประตูรุ่นเก่า สร้างมาไม่นานนัก ยังแข็งแรงและสวยงาม จะทุบทิ้งสร้างใหม่ก็เป็นการไม่สมควร ดังนั้น บางวัดจึงแก้ปัญหาโดยการทุบกำแพงข้างซุ้มประตูเพื่อให้รถเข้าออกโดยสะดวก... ส่วนซุ้มประตูเดิม บางวัดก็คงไว้อย่างนั้น บางวัดก็ปิดประตูล็อคกุญแจตลอด หรือบางวัดก็ใช้อิฐก่อปิดแล้วฉาบปูน ทาสี หรือประดับหินขัด หินอ่อน แล้วก็เขียนชื่อวัด... นั้นคือ ปรับปรุงซุ้มประตูเป็นป้ายชื่อวัด...

การทุบกำแพงข้างซุ้มประตูเพื่อเป็นทางเข้าออกของรถทำนองนี้ ผู้เขียนเพิ่งเห็นไม่นานนัก และรู้สึกว่าจะได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ด้วยความเห็นสมทั้งชาวบ้านชาววัด...

จากประตูวัดธรรมดาซึ่งใช้เป็นทางเข้าทางออกเท่านั้น ก็สร้างศาลาครอบประตูวัดไว้เป็นซุ้มเพื่อเน้นประโยชน์ใช้สอย... ต่อมาประโยชน์ใช้สอยถูกมองข้ามไป ต้องการแต่เพียงความสวยงามเป็นสำคัญ... เมื่อความสวยงามเท่านั้นไปขัดต่อประโยชน์ใช้สอย (คือรถเข้าออกไม่ได้) จึงต้องมีการทุบกำแพงเพื่อประโยชน์ใช้สอย ส่วนความสวยงาม (คือซุ้มประตูเดิม) ก็ยังคงไว้...

  • และนี้คือ เรื่องราวของประตูวัดในบันทึกนี้...