| หน่วยที่ 6 การจัดตั้งและใช้เครื่องมือ | Feb 25, '08 8:34 AM for everyone |
เทปบันทึกเสียง
ส่วนประกอบสำคัญที่ควรเอาใจใส่มากที่สุดของเครื่องเทปบันทึกเสียง (Tape Recorders) ก็คือ หัวเทปบันทึกและหัวเทปเล่น ซึ่งเป็นส่วนที่จะทำให้เสียงมีคุณภาพดีหรือไม่ดี ในขณะที่เส้นเทปวิ่งผ่านหัวเทปไปนั้น ผงแม่เหล็กจะหลุดออกมาระหว่างเส้นเทปกับหัวเทปเสมอ ดังนั้น จึงต้องทำความสะอาดหัวเทปอยู่เป็นประจำ บริษัทจำหน่ายเครื่องเทปมักแนะนำให้ทำความสะอาดหลังจากการใช้แล้วประมาณ 5-10 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปใช้ในที่ที่มีฝุ่นละอองมาก
เครื่องเล่นแผ่นเสียง
เครื่องเล่นแผ่นเสียง (Record Players) โดยทั่วไปมักจะมีปัญหาในการใช้ที่เข็ม (Stylus หรือ Needle) ของเครื่อง ดังนั้นเวลาใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงต้องใช้ให้ถูกต้องและระมัดระวัง เครื่องเล่นแผ่นเสียงแบ่งตามความเร็วของจานหมุน (Turntable)
ซึ่งวัดความเร็วเป็นรอบต่อนาที (RPM : Revolution per Minute) ได้ 3 ประเภท คือ
1. 78 RPM เป็นแบบเริ่มแรก ใช้เข็มแบบ Standard แผ่นเสียงมีร่องเสียง (Groove) กว้างที่สุด ปัจจุบัน ไม่มีการผลิตแผ่นเสียงที่มีความเร็วประเภทนี้แล้ว
2. 45 RPM ร่องแผ่นเสียงจะมีความกว้างประมาณครึ่งหนึ่งของแบบ 78 RPM
3. 33 1/3 RPM มีร่องเสียงแบบ Microgroove ซึ่งเล็กที่สุด
สิ่งที่ควรระวังในการใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียง
1. อย่างวางเข็มแรงๆ ลงบนแผ่นเสียงหรือบนจานหมุนเปล่าๆ ที่ไม่มีแผ่นเสียง
2. อย่าเคลื่อนย้ายเครื่องเล่นแผ่นเสียงโดยไม่ได้ล็อคแขนเครื่องเล่น
3. อย่าเล่นแผ่นเสียงที่มีรอยแตก เข็มอาจชำรุดได้
4. อย่าใช้เข็มกับแผ่นเสียงที่มีร่องเสียงไม่ได้ขนาดสัมพันธ์กัน
5. รักษาหัวเข็มให้สะอาดอยู่เสมอ
6. ถ้าเครื่องเล่นไม่มีแปรงทำความสะอาดติดอยู่ที่แขน ควรใช้แปรงขนอ่อนๆ ทำ ความสะอาดเข็มจากข้างหลังไปข้างหน้า โดยไม่นำเอาเข็มออกจาก Cartridge
7. อย่าใช้มือทำความสะอาดเข็ม เพราะน้ำมันจากมือจะทำให้เข็มดูดฝุ่นติดได้ง่าย
8. เมื่อเข็มสึกกร่อน ต้องเปลี่ยนใช้เข็มใหม่
การติดตั้งเครื่องเสียง
1. ระบบเสียงภายในตัวเครื่อง
เครื่องมือสื่อการสอนหรือโสตทัศนูปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษา มักจะมีลำโพงอยู่ภายในตัวเครื่อง ซึ่งเป็นลำโพงขนาดเล็ก ที่ให้ความถี่เสียงไม่เพียงพอต่อการใช้ในห้องเรียนขนาดใหญ่หรือห้องประชุมที่จุคนจำนวนมาก ทำให้จำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้ลำโพงนอกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง อย่างน้อย 6-8 นิ้ว ต่อพ่วงจากตัวเครื่องที่ช่องเสียบหูฟัง ก็จะทำให้ได้เสียงที่มีคุณภาพดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ขนาดของลำโพงไม่ใช่สิ่งประกันว่าคุณภาพเสียงจะดีเสมอไป เราต้องการเครื่องเสียงที่เป็น Hi-Fi (High Fidelity) และต้องการลำโพงชนิด 2 ทาง หรือชนิด 3 ทาง
2 ระบบลำโพงแยกอิสระ
ลำโพงแยกอิสระ ส่วนใหญ่มักจะมีขนาดใหญ่และมีคุณภาพเสียงดีพอสำหรับห้องเรียนหรือห้องประชุมขนาดใหญ่กว่าห้องเรียนปกติ การจัดตั้งก็ทำได้ง่ายกว่า เพราะแยกออกจากเครื่องเสียงหรือเครื่องฉายต่างๆ เพื่อให้ผู้ชมมีความรู้สึกว่า เสียงออกมาจากแหล่งเสียงอย่างแท้จริง
3. เสียงสะท้อนกลับ
เสียงสะท้อนกลับ (Feedback) อาจเกิดขึ้นได้จากสัญญาณเสียงที่ออกจากลำโพงแล้วย้อนกลับเข้าไปยังไมโครโฟนอีก การแก้ไขทำได้โดยการจัดตั้งลำโพงให้อยู่ด้านหน้าของไมโครโฟน หรือโดยการปรับระดับเสียง และความดังของเสียง ตลอดจนเคลื่อนย้ายไมโครโฟนให้เสียงสะท้อนหายไป ไมโครโฟนชนิดที่รับเสียงทุกทิศทาง จะทำให้การสะท้อนกลับของสัญญาณได้มากกว่าไมโครโฟนชนิดรับเสียงทางเดียว
เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ
เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ (Overhead Projectors) ข้อควรระวังในการใช้ คือ
1. รักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากแท่นวางแผ่นใสอยู่ในแนวราบ จะมีฝุ่นเกาะอยู่เสมอ ควรเช็ดให้สะอาดด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ หรือใช้น้ำยาเช็ดกระจก อย่าให้เลนส์ฉายมีรอยเปื้อน ส่วนเลนส์รวมแสง ที่อยู่ภายในตัวเครื่อง ควรทำความสะอาด
2. เมื่อใช้เครื่องเสร็จแล้ว ก่อนเคลื่อนย้ายควรปล่อยให้เครื่องเย็นหรือพัดลมหยุดทำงานเสียก่อน การเคลื่อนย้ายควรใช้รถล้อเลื่อน ไม่ควรหิ้วแขนโยงหัวเลนส์ฉายเพราะอาจหลุดได้
เครื่องฉายสไลด์
ในการใช้เครื่องฉายสไลด์ (Slide Projectors) ควรระมัดระวังในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บางประการ เช่น ระมัดระวังในการจับต้องเลนส์ฉายเพื่อไม่ให้เกิดรอยนิ้วมือปรากฏที่หน้าเลนส์ ไม่ควรให้เครื่องฉายอยู่ใกล้แหล่งความร้อน
การเคลื่อนย้ายเครื่องฉายสไลด์ที่ถูกวิธี ควรเก็บเครื่องฉายเข้ากระเป๋าหุ้มของเครื่องรุ่นนั้น แล้วหิ้วหูหิ้วกระเป๋าเครื่องฉายหรือวางเครื่องฉายบนชั้นวางที่มีล้อเลื่อนแล้วเคลื่อนชั้นวางอย่างระมัด ระวัง สาเหตุสำคัญที่ทำให้เครื่องฉายชำรุดเสียหายนั้น ได้แก่การกระทบกระเทือนอันเกิดจากเครื่องฉายหล่นลงพื้นหรือล้มฟาดพื้นโดยแรง ซึ่งจะทำให้เครื่องฉายแตกหักหรือชำรุดได้โดยง่าย สิ่งที่มักจะพบเห็นบ่อยๆ ก็คือการยกระดับเครื่องฉายโดยยืดขารองรับเครื่องสูงเกินไป หรือการใช้วัสดุอื่นๆ เสริมระดับความสูงของเครื่องฉายเมื่อมีสิ่งใดกระทบกระทั่งก็ทำให้เครื่องฉายล้มลงโดยง่าย และได้รับความกระทบกระเทือนในที่สุด การกระทำดังกล่าว ยังก่อให้เกิดภาพบนจอที่บิดเบี้ยวหรือที่เรียกว่า Keystone Effect อีกด้วย วิธีในการเสริมระดับความสูงของเครื่องฉายโดยใช้ชั้นวางเครื่องฉายที่ปรับเลื่อนระดับความสูงได้จะเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด
เครื่องฉายฟิล์มสตริป
การใช้เครื่องฉายฟิล์มสตริป (Filmstrip Projector) นั้น ก็ต้องระมัดระวังเช่นเดียวกับเครื่องฉายสไลด์สิ่งสำคัญก็คือ ควรหมั่นตรวจดูช่องประตูฟิล์ม ให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อป้องกันมิให้เกิดรอยขีดข่วนบนฟิล์ม การรักษาช่องประตูฟิล์มให้สะอาดต้องใช้พู่กันพิเศษเช่นเดียวกับที่ใช้ทำความสะอาดช่องประตูฟิล์มของเครื่องฉายภาพยนตร์ สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือต้องตรวจดูว่าพัดลมที่อยู่ภายตัวเครื่องทำงานเป็นปกติดีหรือไม่ เพื่อไม่ให้เครื่องร้อนจนฟิล์มไหม้และทำให้เครื่องเสียหายในที่สุด
เครื่องฉายภาพทึบแสง
การใช้เครื่องฉายภาพทึบแสง (Opaque Projector) มักมีปัญหาอยู่บ้าง เนื่องจากการจัดตั้งเครื่องฉาย ต้องอยู่ห่างจากจอฉายไม่เกิน 12 ฟุตซึ่งจะทำให้เครื่องฉายต้องตั้งอยู่บริเวณส่วนหน้าของห้องเรียนเป็นที่เกะกะสายตาของผู้เรียน นอกจากนั้นพัดลมของเครื่องฉายมักจะส่งเสียงดังเป็นที่รบกวนอีกด้วย ปัญหาอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเครื่องฉายรุ่นเก่าก็คือ ความร้อนที่เกิดขึ้นมีอุณหภูมิสูงมากจนทำให้วัสดุที่นำมาฉายเช่นกระดาษไหม้ได้ จึงควรระมัดระวังในเรื่องดังกล่าวให้มาก
การจัดสภาพแวดล้อมเพื่อการฉาย
การจัดสภาพแวดล้อมในการฉายนั้นประกอบด้วยการดำเนินการหลายอย่าง เช่น การจัดที่นั่งผู้ชม การติดตั้งจอฉายและการจัดวางเครื่องฉาย ตลอดจนการเลือกใช้อุปกรณ์บางชนิดให้ถูกต้องตามความเหมาะสมของการใช้
1. การจัดที่นั่งผู้ชม โดยทั่วไปห้องเรียนจะมีขนาด 22 X 30 ฟุต ซึ่งจะบรรจุผู้เรียนได้ประมาณ 30 ถึง 40 คน การจัดที่นั่งจะเป็นลักษณะยาวแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า จอฉายจะติดตั้งอยู่ตรงกลางด้านหน้า ของห้อง แต่ถ้าห้องมีลักษณะใกล้เคียงกับสี่เหลี่ยมจัตุรัสเราอาจติดตั้งจอฉายไว้ตรงมุมห้องด้านหน้า และหันที่นั่งของผู้ชมไปยังจอฉาย
2. ขนาดของจอฉาย จอฉายจะมีหลายขนาด แต่จอฉายที่เหมาะสมกับห้องเรียนขนาด 22 X 30 ฟุตควรเป็นจอขนาด 60 X 60 นิ้ว หรือ 5 X 5 ฟุต การจัดที่นั่งของผู้ชมในห้องเรียนขนาดดังกล่าวจะใช้กฎง่ายๆ คือ กฎ 2 - 6 ซึ่งหมายถึงผู้ชมที่นั่งใกล้จอที่สุดควรอยู่หากจากจอประมาณ 2 เท่าของความกว้างจอฉายและผู้ที่อยู่ไกลสุดควรอยู่ประมาณ 6 เท่าของจอฉาย
3. พื้นผิวของจอฉาย จอฉายมีพื้นผิวที่มีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงต่างๆ กันไป และยังให้มุมมองที่ต่างกันด้วย จอฉายที่ใช้กันทั่วไปอาจแบ่งตามชนิดของพื้นผิวที่ต่างกันได้ ดังนี้
1. จอผิวด้าน (Matte White Surface) เป็นจอที่มีผิวขาวด้านและเรียบมีแสงสะท้อน น้อยมาก จะทำให้มีมุมมองกว้างมากคือ ประมาณ 45 องศา วัดจากแกนกลางจอภาพเป็นจอที่มีราคาถูกมากกว่าจอชนิดอื่น สามารถม้วนเก็บเพื่อการเคลื่อนย้ายได้โดยง่ายและทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน จอประเภทนี้เป็นที่นิยมกันในห้องเรียนทั่วๆ ไป
2. จอแก้ว (Beaded Surface) เป็นจอที่มีพื้นผิวเป็นแก้วเม็ดละเอียด ซึ่งสะท้อนแสงได้ดีประมาณ 2 ถึง 4 เท่าของจอด้าน แต่จะมีมุมมองภาพที่แคบ คือ ประมาณ 20 องศา วัดจากแกนกลาง
3. จอเลนติคูลาร์ (Lenticutar Surface) เป็นจอพลาสติกมีคุณสมบัติอยู่ระหว่างจอด้านและจอแก้ว โดยจะให้มุมมองภาพที่สว่างชัดอยู่ในมุมประมาณ 25 องศาวัดจากแกนกลาง และสว่างน้อยลงในพื้นที่ส่วนที่เหลือของมุม 45 องศา
4. จออลูมินัมฟอยล์ (Aluminum Foil Surface) เป็นจอที่บริษัทโกดักผลิตขึ้นโดยใช้ชื่อว่า จอเอคตาไลท์ (Ektalite) มีพื้นผิวที่สะท้อนแสงได้มากที่สุดคือประมาณ 20 เท่าของจอด้าน มีมุมมองที่สะท้อนแสงแคบมาก คือประมาณ 20 องศาจากแกนกลาง ขนาดของจอจะเล็กกว่าจอแบบอื่น คือ มีขนาดประมาณ 40 X 40 นิ้ว เหมาะสำหรับใช้ในห้องที่มีแสงสว่าง ไม่สามารถม้วนเก็บได้ จึงเหมาะสำหรับใช้กับกลุ่มผู้ชมกลุ่มเล็ก
การตั้งเครื่องฉาย
สิ่งที่ต้องกระทำอันดับแรกก็คือ การวางเลนส์ของเครื่องฉายให้ตั้งฉากกับจอฉายและเลนส์อยู่สูงตรงระดับกลางของจอฉาย ถ้าเครื่องฉายอยู่สูงหรือต่ำกว่าหรือเบี่ยงไปทางซ้ายหรือขวาของจอฉายแล้ว จะทำให้ภาพที่เพี้ยนไปดังที่เรียกว่า Keystone Effect วิธีแก้ไขก็ต้องจัดตั้งเครื่องฉายให้อยู่ตรงกึ่งกลางของจอฉายและตั้งฉากกับจอฉายด้วย การตั้งเครื่องฉายควรจัดทำให้เรียบร้อยก่อนที่จะถึงเวลานำเสนอต่อผู้เรียน มิใช่นำมาจัดตั้งและลองผิดลองถูกเมื่อเริ่มการนำเสนอ และมีผู้เรียนอยู่เต็มห้องแล้ว เครื่องฉายทุกประเภทยกเว้นเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ และเครื่องฉายภาพทึบแสงควรวางไว้หลังห้องเรียน
การจัดทำให้เสียงสัมพันธ์กับการฉาย
การจัดทำเสียงให้สัมพันธ์กับการฉาย (Sound Synchronization) โดยเฉพาะการฉายสไลด์ จะใช้เครื่องเทปบันทึกเสียงชนิดสองร่องเสียง (Two Tracks) หรือแบบสเตอริโอ ร่องเสียงหนึ่งใช้บันทึกคำบรรยายและอีกร่องเสียงหนึ่งบันทึกสัญญาณควบคุมเครื่องฉายและเทปบันทึกเสียง เครื่องฉายสไลด์ชนิดสมบูรณ์แบบ Front Projection ที่มีเครื่องบันทึกเสียงและจอในตัว จะใช้สัญญาณความถี่ 1,000 Hertz บางชนิดจะมีทั้งอุปกรณ์ควบคุมการเลื่อนภาพแบบ Dissolve รวมอยู่ด้วย
การตั้งโปรแกรมแบบอัตโนมัติเพื่อการควบคุมความสัมพันธ์ของเสียงกับภาพ ซึ่งใช้กันมากขึ้นในปัจจุบัน จำเป็นต้องมีเครื่องตั้งโปรแกรมที่สามารถทำให้เครื่องฉายเดินหน้าถอยหลังหรือเลื่อนภาพแบบ Dissolve ได้ตามอัตราเร็วต่างๆ ที่ต้องการ
เครื่องฉายภาพยนตร์
เครื่องฉายภาพยนตร์ (Film Projector) และฟิล์มภาพยนตร์ขนาด 16 มม . ที่ใช้กันในวงการศึกษานั้นยังมีราคาแพงอยู่มาก โดยทั่วไปแล้วฟิล์มภาพยนตร์เพื่อการศึกษาขนาด 16 มม . ที่มีความยาว 30 นาทีจะมีราคาประมาณ 450 เหรียญสหรัฐ ด้วยเหตุนี้การใช้สื่อการสอนประเภทนี้จึงควรระมัดระวังและบำรุงรักษาให้ดีเพื่อให้อายุการใช้งานยาวนาน อายุการใช้งานของฟิล์มภาพยนตร์โดยเฉลี่ยจะฉายได้ประมาณ 100 ครั้ง ส่วนฟิล์มที่ใช้วัสดุไมลาร์ (Milar-base) ชนิดใหม่จะใช้ได้ถึง 1,000 ครั้ง อย่างไรก็ตาม
การบำรุงรักษา เช่น การใส่ฟิล์มเข้าเครื่องฉายอย่างระมัดระวัง การใช้น้ำยาหล่อลื่นฟิล์มเป็นครั้งคราว และการเก็บฟิล์มไว้ในที่เหมาะสม อุณหภูมิพอเหมาะ ความชื้นสัมพัทธ์ประมาณ 40 % จะทำให้ฟิล์มมีอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น การบำรุงรักษาเครื่องฉายภาพยนตร์ให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอนั้น เป็นเรื่องสำคัญควรทำความสะอาดช่องเดินของฟิล์ม ประตูฟิล์มและล้อเสียง (Sound Drum) อย่างสม่ำเสมอด้วยแปรงขนอ่อน และป้องกันเลนส์ฝุ่นละอองจับ ตลอดจนทำความสะอาดปุ่มเสียงด้วย Aerosol Tuner Cleaner เพื่อขจัดผงคาร์บอนที่เกิดจากการทำงานของเครื่องฉาย
เครื่องบันทึกเทปโทรทัศน์
เครื่องบันทึกเทปโทรทัศน์ (Videotape Recorders) นั้น ค่อนข้างจะเป็นอุปกรณ์ด้านอิเล็ก ทรอนิกส์ที่ซับซ้อนการบำรุงรักษาและซ่อมแซม ควรเป็นเรื่องของช่างเทคนิคผู้ชำนาญ ระบบของเครื่องบันทึกเทปโทรทัศน์แต่ละชนิดก็มักมีข้อแตกต่างกันออกไป จึงควรศึกษาคู่มือประจำเครื่อง
การจัดสภาพแวดล้อมในการชมโทรทัศน์เพื่อการเรียนการสอน
การจัดที่นั่ง และวางเครื่องรับโทรทัศน์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับห้องเรียนอาจทำให้สมบูรณ์แบบได้ยาก แต่ก็มีกฎง่ายๆ อยู่ว่า เครื่องรับโทรทัศน์มีขนาดจอ 23 นิ้วจะเหมาะสำหรับผู้ชมได้ไม่เกิน 30 คน แต่ถ้ามีผู้ชมมากกว่านี้ก็อาจนั่งได้เบียดชิดกันมากกว่าปกติ
กฎง่ายๆ ที่เรียกว่า Rules of Thumb สำหรับการจัดที่นั่งผู้ชม มีดังนี้
1. จัดที่นั่งผู้ที่นั่งใกล้สุดให้ห่างจากโทรทัศน์อย่างน้อย 7 ฟุต
2. จัดที่นั่งของผู้ชมไกลสุดเป็นระยะฟุตเท่ากับขนาดเครื่องรับโทรทัศน์เครื่องนั้น ตัว อย่างเช่น เครื่องรับขนาด 20 นิ้ว ผู้นั่งที่อยู่ไกลสุดไม่ควรเกิน 20 ฟุต เป็นต้น
3. จัดที่นั่งให้ผู้ชมที่อยู่บริเวณมุมจากแกนกลางจอโทรทัศน์ ไปซ้ายและขวาไม่ควร เกิน 45 องศา
4. ตั้งเครื่องรับโทรทัศน์ไม่ให้อยู่สูงเกินกว่า 30 องศา จากระดับสายตาของผู้ชม
การจัดที่นั่งอาจคำนวณง่ายๆ ดังนี้
1. ถ้าเป็นภาพที่มีรายละเอียดมาก ผู้ดูควรอยู่ห่างจากเครื่องรับโทรทัศน์ไม่เกิน 6 เท่าของขนาดจอภาพ เช่น อยู่ห่างไม่เกิน 12 ฟุต สำหรับโทรทัศน์ขนาด 23 นิ้ว
2. ถ้าเป็นภาพที่มีรายละเอียดปานกลาง ผู้ดูควรอยู่ห่างจากเครื่องรับไม่เกิน 10 เท่าของขนาดจอภาพ เช่น อยู่ห่างไม่เกิน 19 ฟุต สำหรับโทรทัศน์ขนาด 23 นิ้ว
3. ถ้าเป็นภาพที่ไม่ต้องการให้ดูรายละเอียดมากนัก ผู้ดูอาจอยู่ห่างจากเครื่องรับออกไปได้ไกลถึง 12 เท่าของขนาดจอภาพ เช่น 23 ฟุต สำหรับโทรทัศน์ขนาด 23 นิ้ว
ข้อแนะนำอื่น ๆ ในการตั้งเครื่องรับโทรทัศน์
1. การจัดวางเครื่องรับโทรทัศน์ควรอยู่สูงกว่าพื้นไม่ต่ำกว่า 54 นิ้ว สำหรับโทรทัศน์ขนาด 23 นิ้ว
2. การจัดแสงสว่าง การดูโทรทัศน์ควรมีแสงปกติหรือแสงสลัว แต่ไม่ควรดูในที่มืด เพราะจะเป็นอันตรายต่อสายตา ถ้ามีกิจกรรมประกอบหรือมีการจดบันทึกก็ควรให้มีแสงสว่างตามปกติ และควรระวังอย่าให้มีแสงจากภายนอกที่ส่องมายังจอภาพสะท้อนเข้าตาผู้ชม
3. การควบคุมเสียง ควรให้ได้ยินกันอย่างทั่วถึง แต่อย่าให้ดังจนเกินไป การต่อลำโพงแยกออกจากเครื่องรับโทรทัศน์และจัดวางไว้กลางห้องจะทำให้ได้เสียงที่ดีกว่า
4. ควรจัดวางเครื่องรับโทรทัศน์ตามจุดต่างๆ ของห้อง เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นชัดโดยทั่วกัน ในกรณีที่ห้องมีขนาดใหญ่และมีผู้ดูจำนวนมาก ก็อาจจัดวางเครื่องรับโทรทัศน์หลายตัว
ครับ