วันเพ็ญเดือน ๑๑ จริงๆก็คือวันปวารณาคือวันที่พระภิกษุแสดงการเปิดใจต่อกันให้บอกกล่าวแนะนำกันในข้อดีข้อเสียที่ได้เห็นในการอยู่ร่วมกันมาสามเดือน

              วันนี้มีคนจำนวนมากมาที่หนองคายเพื่อดูปรากฎการณ์อัศจรรย์ที่มีลูกไฟสีชมพูพุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขงสูงขึ้นประมาณ ๑๐๐-๒๐๐ เมตรแล้วก็ดับเริ่มเกิดตั้งแต่เวลา ๑๘.๓๕ น.เป็นต้นไปถึงราวสี่ทุ่มซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดมานานนับชั่วอายุคน

             เดิมทีลูกไฟนี้ชาวบ้านเรียกว่าบั้งไฟผี พอไม่กี่มีมานี้คนได้เรียกชื่อว่าบั้งไฟพญานาคทำให้คนมาชมกันมากพอสมควรวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่มีประชาชนมาชมปรากฎการณ์อัศจรรย์นี้กันพอสมควร ถึงตอนค่ำจะถึงแสนคนหรือไม่ผู้เขียนยังไม่แน่ใจแต่ตอนค่ำก็คงจะไปดูที่จุดบ้านท่าม่วง อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ออกจากจังหวัดหนองคายไป 71 กม.แล้วเลี้ยวซ้ายไปอีกกิโลกว่าก็หาที่นั่งชมได้อย่างไม่ผิดหวัง

             วันนี้นอกจากเป็นวันเกิดความอัศจรรย์แล้ววันนี้ยังเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนามีคนชาวพุทธเองเข้าใจผิดเรียกวันนี้ว่าวันออกพรรษาจนเสียความหมายไป วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ คนทั่วไปมักเรียกว่าวันออกพรรษา ทั้งที่แท้จริงวันเพ็ญเดือน ๑๑ จริงๆก็คือวันปวารณาคือวันที่พระภิกษุแสดงการเปิดใจต่อกันให้บอกกล่าวแนะนำกันในข้อดีข้อเสียที่ได้เห็นในการอยู่ร่วมกันมาสามเดือน วันนี้ก็น่าจะเป็นวันที่เราที่มีความคิดแตกต่างจะได้คิดถึงการอยู่รอดของคนทั้งประเทศมิใช่เพียงกลุ่มตัวเองจะได้ลดทิฏฐิกันลงบ้าง

             ถัดจากวันปวารณาก็เป็นวันออกพรรษาคือวันแรมค่ำหนึ่งเดือน ๑๑ เป็นวันออกพรรษาเข้าพรรษาเราต่างอธิษฐานลดสิ่งชั่วร้าย งั้นเมื่อวันออกพรรษาเรามาตั้งใจออกจากสิ่งเสพตัดออกจากอบายมุขและมิจแทฎฐิ หันมาคิดถึงคนที่ถูกน้ำท่วม ข้าวในนาเสียหายและบ้านพังไปกับสายน้ำที่มีตั้งหลายแสนคน ระดมดาวกระจายมาช่วยคนตกทุกข์ได้ยากได้ไหม คงจะดีกว่าการระดมทุนแล้วไปสร้างพลังอำนาจกดดันคนที่เราไม่ชอบใจให้ทำดั่งที่ใจเราอยากได้ แต่พอเราถูกทำคืนแค่ไม่ถึงเศษเสี้ยวส่วน ๑๖ ก็โวยวายด้วยการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน ทำไมเราไม่เรียกร้องให้คนที่เดือนร้อนจริงๆ กันบ้าง