ชาวนาผลิตเชื้อราขาวป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวแทนการใช้สารเคมีได้ผล
สวัสดีครับ วันนี้ ผมจะขอนำเอาประสบการณ์ของพี่น้องเกษตรกรที่ประกอบอาชีพทำนา บ้านถนนใหญ่ หมู่ 2 ตำบลถาวรวัฒนา อำเภอทรายทองวัฒนา จังหวัดกำแพงเพชร มาเล่าให้ฟังนะครับพี่น้องเกษตรกรบ้านถนนใหญ่ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการทำนามาโดยตลอด บางปีข้าวในนาเกิดแมลงศัตรูพืชระบาด ก็จะนำสารเคมีมาฉีดพ่นเพื่อป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชดังกล่าว

แต่ต่อมาได้รับการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนรู้ร่วมกับคุณปรารภ คันธวัน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร 6 ว. สำนักงานเกษตรอำเภอทรายทองวัฒนา พร้อมได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวปลอดภัย ทางผู้แทนกลุ่ม(คุณวรรณา ใจดี ) ได้เล่าให้ฟังว่า ทางกลุ่มได้ทดลองการทำเชื้อราขาว ( เชื้อราบิวเวอร์เรี่ย และเชื้อราเขียว ( เชื้อราไตรโครเดอร์ม่า ) โดยมีวิธีการทำที่คล้ายกันดังนี้

ขั้นที่ 1. นำเมล็ดข้าวโพดมาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน แล้วล้างให้สะอาด จากนั้นนำไปตากแดดให้หมาดๆจากนั้นนำมาบรรจุถุงพลาสติก ปิดปากด้วยจุกสำลี

ขั้นที่ 2. นำไปนึ่ง นาน 4 ชั่วโมง เพื่อให้เชื้อโรคตายหมด แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นนำเข้าตู้เขี่ยเชื้อ สำหรับการเขี่ยเชื้อระหว่างชื้อราเขียวกับเชื้อราขาวจะต้องแยกสถานที่กันเพราะว่า เชื้อราเขียวมีความดุกว่า จะกินเชื้อราทุกอย่างรวมทั้งเชื้อราขาว หลังจากเขี่ยเชื้อแล้วนำไปเก็บไว้นานประมาณ 15 วัน เชื้อจะเดินเต็มถุงก็สามารถนำไปใช้ได้
ขั้นที่ 3. วิธีการนำก้อนเชื้อไปใช้ โดยการนำก้อนเชื้อที่เชื้อเดินเต็มถุงแล้ว ไปแช่น้ำ นาน 5 นาที แล้วขยี้ให้เชื้อราที่ติดกับเมล็ดข้าวโพดหลุดไปอยู่ในน้ำ จากนั้นนำน้ำที่มีเชื้อราผสมกับสารจับใบ แล้วนำไปผสมน้ำ 200 ลิตรฉีดพ่นตามต้นข้าว เชื้อราขาวจะทำให้แมลงศัตรูพืชโดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสี้น้ำตาล จะป่วยและตายหลังจากรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายภายใน 4- 7 วันและยังสามารถแพร่กระจาย ไปสู่แมลงตัวอื่นได้ด้วย สำหรับเชื้อราเขียวใช้ป้องกันและรักษาโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราทุกชนิดที่เป็นสาเหตุ วิธการใช้เหมือนกับเชื้อราขาว

ปัจจุบันนี้ ในชุมชนบ้านถนนใหญ่ หมู่ 2 ตำบลถาวรวัฒนา อำเภอทรายทองวัฒนา จังหวัดกำแพงเพชร ยังได้จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้การผลิตราขาว-ราเขียว เพื่อให้ความรู้และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แก่เกษตรกรที่ออยู่ในชุมชนอีกด้วยครับ

แหล่งข้อมูล : คุณปรารภ คันธวัน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร 6ว. สำนักงานเกษตรอำเภอทรายทองวัฒนา ( โทร. 055-732020 , 089-5666594 )
ใช้กระบวนการทางธรรมชาติ มาทดแทนสารเคมี ดีเยี่ยม ขอชื่นชม
น่าสนใจมากคะ เพราะกำลังเรียนรู้เรื่องทำนาแบบไม่ใช้สารเคมีมา 2 ปีแล้วคะ แต่ยังไม่เคยมีปัญหาเรื่องแมลงศัตรูข้าว หากเกิดปัญหาเมื่อไหร่ขอคำปรึกษได้ใช่มั้ยคะ
สวัสดีครับ ท่านโกสิน
พลิกทุ่ง สร้างทุน คืนไท ช่วยให้ชาวนาอยู่รอด
ขอชื่นชมการทำงานของชาวส่งเสริมฯ เมืองกำแพงครับ
ผมอยู่ นครปฐม ตำบลบางหลวง ลาดหลวง อยากทราบว่าแล้วการแยกเชื้อราขาวกับราเขียวทำอย่างไรครับต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงหรือเปล่าถ้าต้องใช้ผมคงอดใช้แน่เลย
วันนี้ผมดูรายการ คนเกษตรนครปฐม ผมเห็นเขาทำปุ๋ยน้ำจากน้ำฟางข้าวหมัก ลุงชื่ออะไรไม่แน่ใจเห็นในทีวี ดูไม่ทันเขาบอกว่าสามารถ ทำนา31ไร่ ได้ข้าว 39 เกวียน ผมจึงอยากทำบ้างแต่จำสูตรไม่ทัน จึงอยากขอความช่วยเหลือจากผู้มีความรู้ช่วยบอกที จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
สวัสดีคะ..หนูได้อ่านแล้วมีประโยชน์มากคะ
- แต่หนูอยากรู้ว่าเชื้อราขาวคืออะไร
- นอกเหนือจากทางการกระเษตรแล้วเราเอาไปประยุกค์กับด้านอื่นได้มัยคะ
+หนูอยากรู้มากคะรบกวนตอบหน่อยนะคะ(หนูกำลังหาข้อมูลเพิ่มเติมนะค่ะ)
.....ขอขอบพระคุณล่วงหน้า...........
เชื้อราบิวเวอร์เรีย (Beauveria bassiasna) เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคกับแมลง ซึ่งสามารถทำลายแมลงได้หลายชนิด ซึ่งได้แก่แมลงจำพวกเพลี้ยต่างๆ หนอนผีเสื้อ ด้วง และแมลงวัน หรือยุง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสามารถกำจัดปลวก และมดคันไฟได้ ทำให้มดและปลวกตายยกรังได้
กลไกการเข้าทำลายแมลงของเชื้อราบิวเวอร์เรีย คือ เมื่อสปอร์ของเชื้อราสัมผัสกับผิวของแมลง ในสภาพความชื้นที่เหมาะสม (ความชื้นสัมพัทธ์ 50 % ขึ้นไป) จะงอกเส้นใยแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในลำตัวแมลง แล้วขยายจำนวนเจริญอยู่ภายในโดยใช้เนื้อเยื่อของแมลงเป็นอาหาร แมลงจะตายในที่สุด ภายในระยะเวลาต่างๆ ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด และวัยของแมลง โดยทั่วไปประมาณ 3 - 14 วัน เชื้อราบิวเวอร์เรียสามารถนำมาใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชที่สำคัญในพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น แมลงศัตรูพืชเป้าหมายในข้าว ได้แก่ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ บั่ว หนอนห่อใบ ในมะม่วงได้แก่ เพลี้ยจักจั่นที่ทำลายช่อมะม่วง แมลงค่อมทอง ในพืชตระกูลส้มได้แก่ เพลี้ยอ่อนส้ม เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดง ในพืชผักได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรขาว แมลงหวี่ขาว หนอนผีเสื้อต่างๆ ในอ้อยได้แก่ แมลงค่อมทอง เป็นต้น
การใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียควบคุมศัตรูพืช
1. เนื่องจากเชื้อค่อนข้างอ่อนแอต่อแสงแดด และอุณหภูมิสูง จึงควรใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียในช่วงเวลาเย็นถึงค่ำ
2. ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีขายตามท้องตลาด ให้ใช้วิธีและอัตราการใช้ที่ระบุไว้ในฉลาก
3. เชื้อราบิวเวอร์เรียชนิดสด ที่รับจากศูนย์บริหารศัตรูพืช หรือที่เกษตรกรผลิตขยายได้เอง ใช้ในอัตราก้อนเชื้อ 1 กิโลกรัม ( 2 ถุง) ต่อน้ำ 25 – 50 ลิตร โดยนำก้อนเชื้อใส่ลงในตาข่ายเขียว แล้วนำไปยี หรือขยี้ในน้ำให้สปอร์เชื้อราหลุดจากเมล็ดข้าวโพดลงไปในน้ำ นำเมล็ดข้าวโพดออกทิ้งไป แล้วนำน้ำที่ได้ไปฉีดพ่น
4. ระหว่างที่ฉีด ให้กวนน้ำเป็นระยะ และควรปรับหัวฉีดให้พ่นฝอยละเอียด จะฉีดได้ผลดีและได้พื้นที่เพิ่มขึ้น
5. เชื้อราบิวเวอร์เรียสามารถทำลายแมลงได้หลายชนิด รวมถึงแมลงศัตรูธรรมชาติบางชนิดด้วย ดังนั้นถ้าหากพบว่ามีศัตรูธรรมชาติอยู่มาก ก็ควรงด หรือชะลอการฉีดออกไป
6. เชื้อราจะเข้าทำลายแมลงได้ในสภาพที่มีความชื้นสูง ดังนั้น การใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียในช่วงฤดูแล้ง หรืออากาศแห้งแล้ง อาจจำเป็นต้องเพิ่มความชื้นโดยการให้น้ำ หรือพ่นละอองน้ำ ก่อนและหลังการใช้
การผลิตเชื้อราบิวเวอร์เรีย
เกษตรกรสามรถผลิตเชื้อราบิวเวอร์เรียใช้ได้เอง โดยขอรับหัวเชื้อจากศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดสุราษฎร์ธานี นำมาต่อเชื้อลงในเมล็ดข้าวโพด ซึ่งมีขั้นตอนลัวิธีการดังนี้
1. เตรียมวัสดุเลี้ยงเชื้อ เชื้อราบิวเวอร์เรียสามารถเจริญเติบโตได้ดีบนเมล็ดธัญพืชทุกชนิด แต่เมล็ดธัญพืชที่ เหมาะสมที่สุดคือ เมล็ดข้าวโพด เพราะมีขนาดใหญ่ ทำให้มีช่องว่างมาก เมล็ดข้าวโพดที่จะนำมาใช้ต้องไม่เป็นเมล็ดที่คลุกสารเคมี หรือสารกำจัดเชื้อรา การเตรียมเมล็ดข้าวโพดสำหรับเลี้ยงเชื้อราบิวเวอร์เรียทำได้โดย นำเมล็ดข้าวโพดมาล้างให้สะอาด แล้ว
• ทำให้เมล็ดอุ้มน้ำด้วยการแช่เมล็ดไว้ 1 คืน (หรือใช้วิธีต้มประมาณ 30 นาที)
• นำมาพึ่งให้หมาดน้ำ
• นำมากรอกใส่ถุง (ถุงเพาะเห็ด : ถุงทนความร้อนชนิดขยายข้าง ขนาด 6 * 12 นิ้ว) ถุงละประมาณ 5 ขีด (หรือสูงประมาณ 4 นิ้ว ) สวมปากถุงด้วยคอขวด ลึกประมาณ 3 นิ้ว แล้วพับปากถุงลง อุดด้วยสำลี หรือขี้ฝ้าย แล้วหุ้มปากถุงด้วยกระดาษ รัดด้วยยางวง
2. นึ่งฆ่าเชื้อ เมื่อเตรียมถุงเมล็ดข้าวโพดเสร็จแล้วให้นำไปนึ่ง เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในถุง
• กรณีใช้หม้อนึ่งลูกทุ่ง (ทำจากถัง๒๐๐ ลิตร) ใช้เวลานึ่งอย่างน้อย 3 ชั่วโมง นับ จากน้ำเดือด หลังจากนึ่งเสร็จแล้วนำมาวางทิ้งไว้รอให้เย็น แล้วแกะกระดาษที่หุ้มปากถุงออก
3. การเขี่ยเชื้อ อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการเขี่ย เชื้อราบิวเวอร์เรีย ประกอยด้วย ตู้เขี่ยเชื้อ ตะเกียง แอลกอฮอล์ (และแอลกอฮอล์ 95 % สำหรับเติมตะเกียง)
เข็มเขี่ยเชื้อ และแอลกอฮอล์ 70 % สำหรับฆ่าเชื้อ
- เตรียมอุปกรณ์ ด้วยการทำความสะอาดตู้ แล้วเช็ดฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ 70 % (นำแอลกอฮอล์ใส่ฟ๊อกกี้ ฉีดภายในตู้ให้ทั่วแล้วเช็ดด้วยสำลี)
- นำอุปกรณ์ใส่เข้าไปในตู้ ได้แก่ ตะเกียงแอลกอฮอล์ แก้วน้ำที่แช่เข็มเขี่ยเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ 70 % หัวเชื้อ โดยเช็ดผิวด้วยแอลกอฮอล์ 70 % ก่อนนำเข้าตู้
- นำถุงเมล็ดข้าวโพดที่นึ่งแล้วใส่เข้าไปในตู้ ด้านซ้ายมือ แล้วปิดตู้
- เริ่มทำการเขี่ยเชื้อโดยสอดมือเข้าไปภายในตู้ (ก่อนสอดมือเข้าไปต้องเช็ดมือและแขนด้วยแอลกอฮอล์ 70 % ทุกครั้ง) จุดตะเกียง ใช้มือขวาจับเข็มเขี่ยด้วยสามนิ้ว (โป้ง ชี้ กลาง) นำมาลนไฟที่ปลายให้แดง แล้วลนมาทางด้ามจับ 2 – 3 ครั้ง
A- ใช้มือซ้ายจับขวดหัวเชื้อ แล้วเปิดจุกสำลีโดยใช้นิ้วก้อยของมือขวา ลนไฟที่ปากขวด 2 – 3 ครั้ง
B– สอดเข็มเขี่ยเชื้อเข้าไปตัดวุ้นในขวด ชิ้นละประมาณ ? ตารางเซนติเมตร แล้วจิ้มออกมาจากขวด
C– ลนปากขวดอีก 2 – 3 ครั้งก่อนปิดสำลีเข้าที่เดิม
D– มือซ้ายวางขวดหัวเชื้อแล้วหยิบถุงเมล็ดข้าวโพกมาเปิดจุกสำลีด้วยนิ้วก้อยของมือขวา ลนปากถุงเล็กน้อย แล้วใส่หัวเชื้อที่ติดปลายเข็มเข้าไปในถุง
E– ลนปากถุงเล็กน้อยก่อนปิดปากถุง แล้วเขย่าถุงเบาๆ นำถุงที่ใส่เชื้อแล้วมาวางด้านขวามือ
- ถุงต่อไป ลนเข็มเขี่ย 2 – 3 ครั้ง แล้วทำตามขั้นตอน A – E จนกระทั่งใส่หัวเชื้อหมดทุกถุงในตู้ แล้วนำเข็มแช่ในแก้วแอลกอฮอล์ ดับตะเกียง แล้วนำถุงเมล็ดข้าวโพดที่ใส่หัวเชื้อแล้วออกจากตู้
4. การบ่มเชื้อ นำถุงเมล็ดข้าวโพดที่ใส่เชื้อแล้ว ไปวางไว้ในสภาพอากาศปกติ อากาศถ่ายเทได้ มีแสงสว่างปกติ แต่ไม่ให้ถูกแสงแดดโดยตรง เชื้อจะเจริญเติบโตจนเต็มเมล็ดข้าวโพด ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ เมื่อเชื้อเดินเต็มแล้วก็นำไปใช้ได้ การเก็บรักษาเมื่อเชื้อเดินเต็มแล้ว ควรเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น จะทำให้เก็บไว้ได้นานขึ้น
สนใจข้อมูลสอบถามได้ที่
ส่วนบริหารศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตร
เบอร์โทรศัพท์ 025790280 025795178 Email [email protected],[email protected]