กายใจไม่ใช่ตัวตน บังคับไม่ได้ ประสบการณ์การดูกายดูจิตเพื่อฝึกสติ 5 แล้วมันก็จะผ่านไป คาถาที่หลวงพ่อสอนคนเคยรวย


 

11-10-51

ดิฉันมีโอกาสไปสวนสันติธรรมที่ศรีราชาเป็นครั้งที่4โดยเดินทางถึงวัดในช่วงบ่ายสามโมง   ดิฉันนอนกุฏิหลัง5ที่เคยมานอนพักครั้งแรก   คุณชัยณรงค์รีบติดต่อพระป๋องเพื่อไปแก้ไขน้ำที่ล้นออกจากอ่างเก็บน้ำของวัด   ดิฉันเข้าไปพักหลังจากนั้นเราออกมาเดินจงกรมกันที่ลานจอดรถและหน้ารูปปั้นหลวงปู่ดูลย์   ดิฉันเจอคุณสุเมธ  วิศวกรจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและอาจารย์อาร์ม (ลืมถามชื่อจริง)จากคณะวิทยาการจัดการ ม.ขอนแก่น   อีกท่านเป็นอาจารย์หญิงซึ่งดิฉันไม่ได้ถามที่ทำงานของท่าน

ปกติดิฉันจะกลัวผีเวลามานอนที่เปลี่ยวเช่นวัด โรงแรม ทำให้เดินจงกรมนานและเข้าห้องนอนประมาณทุ่มกว่า   ดิฉันนั่งสมาธิและเดินจงกรมในห้องนอนบ้างและนอนประมาณ4ทุ่มใดยเปิดไฟนอน   แต่สามารถนอนได้ถึงตี4โดยไม่ตื่น

ในวันรุ่งขึ้นหลวงพ่อให้รายงานผลการปฏิบัติ  ดิฉันและคุณชัยณรงค์ไม่ได้รายงานในวันแรก   เรารายงานในวันที่สองของการอยู่วัด 

ผลการปฏิบัติที่ผ่านมาโดยดิฉันเรียนท่านว่าดิฉันมีสติดีขึ้น   มีความสุขมากขึ้น   ทำสมาธิไม่ค่อยเป็นและทำได้เดี๋ยวเดียว(ประมาณ8-10นาที)    ดูกายใจในชีวิตประจำวัน   สวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิประมาณ5นาที        เห็นกิเลศบ่อยขึ้น   กลัวผีเหมือนเดิมทำให้นอนไม่ค่อยหลับในคืนที่สอง  

คุณชัยณรงค์รายงานหลวงพ่อว่า   

สามอาทิตย์ที่ผ่านมามีปัจจัยภายนอกมากระทบทำให้ใจหวั่นไหว     เมื่อมาอยู่วัดก็ดีขึ้น

หลวงพ่อคงเข้าใจว่าปัจจัยภายนอกที่สำคัญคือการเมืองและหุ้นตก

ท่านเล่าว่าลูกศิษย์ท่านมาเล่าว่าเงินหายไป100ล้านภายในคืนเดียว   ถ้าไม่เคยปฏิบัติธรรมก็คงฆ่าตัวตายไปแล้ว 

ในระหว่างที่ลูกศิษย์ส่งการบ้าน     บางคนก็เรียนถามเรื่องการดูกระดานหุ้นแล้วจิตหวั่นไหว  

ท่านบอกว่าการซื้อหุ้นถ้าเป็นการลงทุนก็ไม่บาป      แต่ถ้าซื้อๆขายๆเหมือนการพนันจะบาปเพราะผิดศีล  

ท่านว่าถ้าเลี่ยงไม่ได้เพราะต้องหาเลี้ยงครอบครัวก็ให้รีบสวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิเดินจงกรมก่อนออกจากบ้าน       

ท่านบอกว่าบางครั้งอาจจะรู้ว่าตัวใหนจะขึ้น     คนหัวเราะเพราะขำหลวงพ่อ

มีลูกศิษย์บางคนรายงานและร้องให้ตลอดด้วยความทุกข์

ท่านว่าขณะนี้คนเครียดจากเศรษฐกิจไม่ดี   การเมืองมีปัญหา   หุ้นตก  

หลวงพ่อว่าเวลาคนทุกข์จะดูจิตดีเพราะเห็นชัดเจน   แต่เวลาสุขคนมักจะเพลินกับความสุขเลยลืมดูจิตดูกาย

หลวงพ่อปลอบลูกศิษย์ให้ท่องไปเรื่อยๆว่า 

เดี๋ยวมันก็ผ่านไปๆๆๆๆๆๆๆ จะทำให้คนมีสติและมีกำลังใจ

 ท่านบอกว่าถึงแม้เงินจะหายไป   แต่เรายังมีประสบการณ์ 

ก่อนหน้านั้นเราก็ไม่มีอะไรติดตัวมา      การมีประสบการณ์ทำให้เราตั้งต้นใหม่ได้

(ดิฉันเจอแบบนี้คงสติแตกเหมือนกัน)

ในช่วงกลางคืนดิฉันมาเดินจงกรมที่หน้ารูปหลวงปู่ดูลย์ 

 พระป๋องมาถามแม่ว่าครอบครัวเรามีปัญหาหรือเปล่า

ดิฉันเล่าว่าเราไม่มีปัญหาเพราะมีเงินบำนาญที่หลวงจ่ายให้      น้องปานก็มีรายได้เป็นเด็กดี     ไม่เคยสร้างปัญหาให้ครอบครัว  

ท่านคงสบายใจขึ้น

โยมพ่อไปซื้อหุ้นให้เพื่อนซึ่งช่วงนี้คงไม่สบายใจนัก     แต่เราก็จัดการได้

 

มาครั้งนี้ดิฉันไม่เครียดกับการขับรถของสามีค่ะ

 ดิฉันแก้ปัญหาโดยเป็นคนขับเองทั้งไปและกลับ

ดิฉันไม่ได้บอกว่าทำไมถึงขับเองเพราะพูดไปก็ไม่เกิดประโยชน์เพราะอาจจะเผลอไปตำหนิคุณพ่อของลูกว่าฉันไม่ชอบการขับรถของเธอเลยนะ

ดิฉันอ่านหนังสือที่หลวงพ่อชาที่คุณเอื้ออารีให้มา 

ท่านว่าคนชอบให้เป็ดเป็นไก่

คงเหมือนดิฉันอยากให้คนอื่นขับรถเหมือนเรา

 อีกนานที่ดิฉันจะดูจิตได้บ่อยขึ้น     ซึ่งท่านว่าเราจะปล่อยวางมากขึ้นเพราะทั้งกายทั้งจิตเราบังคับไม่ได้       ไม่มีเรามีแต่รูปนามซึ่งดิฉันคงค่อยๆเข้าใจ   

ได้แต่หวังว่าคงเข้าใจในชาตินี้หรือชาติต่อๆไปค่ะ

 

กุฏิสำหรับดูกายดูใจ

 

ถ่ายรูปกับหลวงปู่ดูลย์ก่อนกลับบ้าน

 

หน้าศาลาที่หลวงพ่อเทศน์     ขออนุญาตถ่ายคุณสุเมธ  วิศวกรจากการไฟฟ้า  ( เคยจัดรายการร่วมกับอาจารย์เจิมศักดิ์  )และอาจารย์อาร์มจากขอนแก่นเพื่อนร่วมรุ่นครั้งนี้

 

ดอกไม้หน้าที่พักหลังจากฝนตกและมีน้ำจากอ่างเก็บน้ำทำให้ต้นไม้ในวัดมากขึ้น 

 

กุฏิโยมที่อยู่ด้านหลัง

 

ดอกไม้กุฏิโยม

 

ดอกไม้หน้าบ้านอาจารย์หญิง

 

หมายเลขบันทึก: 216048เขียนเมื่อ 12 ตุลาคม 2008 16:33 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 19:42 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่าน


ความเห็น (12)

สวัสดีค่ะ เป็นเพื่อน ที่ ตอ.กับวิศวะจุฬาฯ ของพระป๋องค่ะ

ดีใจที่ได้มาเจอเว็บของคุณแม่นะคะ

อนุโมทนาในการปฏิบัติธรรมด้วยค่ะ

คุณแม่เล่าเรื่องได้กระชับดีนะคะ

เนื้อหาเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้ก็ดีมากเลยค่ะจะให้เพื่อนๆ เข้ามาอ่านดู

ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณที่มาเยี่ยมชมค่ะ

ในวันนั้นแม่เจอเพื่อนพระป๋องที่มาจากญี่ปุ่นและกำลังจะกลับมาเป็นอาจารย์ที่ม.เกษตรและเพื่อนๆที่ชื่อจักษ์(ไม่ทราบคนใหน)และมีอีกสองคนที่แม่จำชื่อไม่ได้ค่ะ

หลวงพ่อบอกว่าลูกศิษย์ท่านมีอาชีพหมอกับวิศวะค่อนข้างมากค่ะ

มาอ่านและลงชื่อไว้ครับ :)

  • ตามมาสาธุๆด้วยคนครับคุณหมอ
  • ที่ได้ไปปฎิบัติธรรม
  • วัดร่มรื่นดี
  • กำลังฝึกจิตเหมือนกันครับ
  • ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆๆครับ

มาอนุโมทนาค่ะ ช่วง 6-15 ตุลา ไปอยุ่วัดมาเหมือนกัน รูปแบบการปฏิบัติแตกต่างจากที่บ้าน ตัวเองก็มีปัญหาเรื่องสมาธิเหมือนกันค่ะ เลยลองมาพิจารณาดูความคิดตามที่พระอ.ปราโมทสอน ก็ยังได้บ้างไม่ได้บ้างค่ะ

คิดถึงปิ่งเสมอค่ะ

นึกถึงกิจกรรมที่ปิ่งแนะนำให้หมอทำในช่วงที่เป็นผอ.

หลายอย่างที่ทำ เกิดกุศลมากมายทำให้หมอสุขใจเมื่อได้นึกถึงค่ะ

ลอง search ชื่อตัวเองเล่นๆดู มาเจอเว็บนี้ซะได้

ชื่อ จริง ก็ชื่อ อาร์ม ครับ

ไม่ได้เป็น อาจารย์ ที่ คณะเทคโน

แต่เป็นที่ คณะวิทยาการจัดการ ครับ

สวัสดีครับ

ได้แก้ไขให้อาจารย์แล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ

ขอโทษที่เข้ามาด้อมๆมองๆในนี้ครับ เราไม่รู้จักกันมาก่อน ผมหลงเข้ามาอาจเป็นเพราะศรัทธาในคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์เหมือนกัน ผมเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อที่ไม่เคยไปทั้งศาลาลุงชิน และสวนสันติธรรม แต่คำสอนของท่าน ทำให้จิตผมตื่น มุ่งสู่เป้าหมายโสดาปติผล ไม่ทันชาตินี้ชาติหน้าก็ต้องเอาให้ได้ครับ

ชอบมากครับข้อเขียนของคุณหมอทั้งหมด อ่านเพลินจังเลย ที่สำคัญผมได้เห็นภาพของสวนสันติธรรม เห็นภาพของคนวงใน ไม่คาดคิดว่าลูกศิษย์ของหลวงพ่อจะมีแต่ระดับปัญญาชน คนระดับมันสมองของสังคม มากมายเพียงนี้ ทั้งหมอ ทั้งวิศว ทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มากมายไปหมดเลย คนไกลวัด คนการศึกษาน้อย ไม่ค่อยจะมีฐานะในทางสังคมเท่าไหร่ อายจัง คงไม่กล้าไปวัดไปหาหลวงพ่อแล้วล่ะครับ(จริงๆก้อไม่เคยคิดจะไปหรอกครับ กิเลสยังเยอะ อายใจครับ)

อาศัยประโยชน์แห่งโลกไซเบอร์ มีโอกาศได้เข้าถึงแก่นแท้แห่งธรรมชั้นเลิศ ผมก้อพอใจแล้ว

คุณหมอเขียนเยอะๆนะครับ ชื่อของคุณหมอไปเจอในกูเกิ้ลแล้วนะครับ สะท้อนให้คนนับแสน ได้เห็นภาพของหลวงพ่อจากมุมมองของลูกศิษย์บ้าง ดีจังเลยครับ ใสใส และจริงใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่มีเสแสร้งหรืออวดเก่งในสำนวนการเขียนเลยครับ

ทำให้ภาพของหวงพ่อปราโมทย์ ใสกระจ่าง ควรค่ากับศรัทธามหาชนครับ

(ผู้มากับกูเกิ้ลและจากไป เกรงใจเลยฝากข้อความไว้ครับ)

ขอบคุณ คุณธนภัทรที่มาเยี่ยมค่ะ

หมอปฏิบัติได้เล็กน้อย แต่อายุมากแล้ว อยากให้เด็กๆที่อายุยังน้อยลองทำดูตามที่ท่านบอก รู้สึกง่ายดีค่ะและน่าจะได้ประโยชน์มากๆต่อการดำรงชีวิตค่ะ

หมอไม่กล้าเล่ามากเพราะกลัวผิด แต่เล่าไปเท่าที่ตัวเองรู้สึกค่ะ

หมอรู้จักหลวงพ่อ คุณดังตฤน พร้อมลูกชายตั้งแต่ท่านยังไม่บวชและไม่มีชื่อเสียง ( ท่านไม่รู้จักหมอนะคะ ) ส่วนเพื่อนๆของหมอเราเจอกันที่สวนสันติธรรมโดยต่างคนต่างไปค่ะ

ขอให้เจริญในธรรมนะคะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท