อริยสัจคืออะไร? 

ขอนำใจความ  -  ความหมายของอริยสัจมาเรียงไว้ย่อ ๆ   อีกดังนี้


ก. โดยคำแปล  อริยสัจคือ

1.ของจริงอย่างประเสริฐ
2.ของจริงที่ทำคนให้เป็นพระอริยเจ้า
3.ของจริงแห่งพระอริยเจ้า


ข. โดยจำแนก  อริยสัจ  คือ

1.  ทุกข์-ความไม่สบาย
2.  สมุทัย  หรือเรียกทุกขสมุทัย   เหตุให้ทุกข์เกิด
3.  นิโรธ   หรือเรียกทุกขนิโรธ ความดับทุกข์
4.  มรรค   หรือเรียกนิโรธคามินีปฏิปทา   ทางหรือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์


ค.  โดยเหตุผล  อริยสัจ  คือ

1.  เหตุผล  เรื่องทุกข์               ประกอบกัน
2.  เหตุผล เรื่องความดับทุกข์      


อริยสัจไม่ใช่มองในแง่ร้าย

บางท่านอาจเข้าใจว่า  ธรรมเรื่องอริยสัจเป็นเรื่องการมองโลกในแง่ร้าย (Pessimistic)  คือไม่ว่านามหรือรูปส่วนไหน  ล้วนถูกชี้ให้เห็นว่าเป็นทุกข์ไปสิ้น   แต่พึงสังเกตว่า  อริยสัจได้ชี้แง่ดีไว้ในที่สุด  ไม่ได้สอนให้สิ้นหวังแต่ประการใด   ทั้งข้อปฏิบัติที่ให้ไว้เพื่อบรรลุความสุข  อย่างแท้จริงนั้น   ก็ประกอบด้วยเหตุผลและปฏิบัติตามได้


ถ้ากล่าวอีกอย่างหนึ่ง  อริยสัจสอนคนให้ประสบบรมสุข   ด้วยให้ขุดรากความทุกข์ทั้งปวงทิ้งเสียนั้นเอง  เหมือนการทำให้คนไข้เป็นปกติสุข   ก็ต้องค้นหาสมุฏฐานของโรคแล้วกำจัดเสียฉะนั้น

ขยายความอริยสัจ


ทุกข์


คำว่าทุกข์   แม้จะเป็นภาษาบาลี  แต่เราก็ใช้เป็นภาษาไทยเสียจนชิน   พอพูดก็เข้าใจความทันที   กล่าวโดยความหมาย   ทุกข์ก็คือความไม่สบายกายไม่สบายใจหรือความบีบคั้นให้ลำบาก   ในธรรมจักรกัปปวัตนสูตร พระพุทธเจ้าได้ทรงจำแนกทุกข์ไว้  11  อย่าง  คือ


1.ความเกิด

2.ความแก่

3.ความตาย



ทั้ง 3  ประเภทนี้  ท่านเรียกว่า  สภาวทุกข์   ทุกข์โดยสภาพหรือทุกข์ประจำ


4.ความเศร้าใจ

5.ความระทมใจ

6.ความไม่สบายกาย

7.ความไม่สบายใจ

8.ความคับแค้นใจ

9.พบเห็นสิ่งที่ไม่น่ารัก-น่าพอใจ

10.พลัดพรากจากของรัก-ของชอบใจ

11.ปรารถนา   แล้วผิดหวัง


ทั้ง  8  ข้อนี้  ท่านเรียก  ทุกข์จร



กล่าวถึงความทุกข์  โดยสรุปแล้ว  “การเข้าไปยึดถือ  ขันธ์  5   เป็นทุกข์” เพราะทุกข์ทั้ง 11
อย่างข้างต้นนั้นไม่เกิดนอกเหนือไปจากขันธ์  5

ทุกข์ทั้ง  11 ข้อนั้น  เมื่อ  พิจารณาดูแล้ว   ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ   และเป็นที่รู้ดีกันอยู่แล้ว   ที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะข้อที่เห็นว่าน่าคิดเท่านั้น   เช่น  ข้อที่ว่าความเกิดนั้นเป็นทุกข์อย่างไร?

ความเกิด   ในข้อแรก   หมายถึงความปรากฏเกิดขึ้นของสัตว์ที่อยู่ในขอบเขตแห่ง  กำเนิดทั้ง 4  คือ  พวกเกิดในครรภ์มารดา,  พวกเกิดในฟองไข่,  พวกเกิดในที่โสโครก  เช่น หนอน  และเกิดขึ้นทันทีทันใด  เช่น  เทวดา,  พรหม,  และสัตว์นรก  “อุปปาติก”

สัตว์ที่ยังเวียนว่ายตายเกิด  ย่อมอยู่ในเกณฑ์ที่จะถือกำเนิดเหล่านี้ทั้งสิ้น    เพราะฉะนั้นเทวดาก็ดี   พรหมก็ดี   ไม่ใช่จุดประสงค์ที่พระพุทธศาสนามุ่งหมาย   เพราะยังไม่พ้นไปจากทุกข์ได้

ความเกิดจัดว่าเป็นทุกข์  เพราะเป็นความวนเวียนไม่รู้จักจบสิ้น   ด้วยเหตุที่ว่า  เราไม่สามารถจะเกิดขึ้น   โดยไม่พ่วงเอาทุกข์อื่น ๆ    ติดมาด้วยได้  ความแก่,  ความตาย,   ความโศก, และ ความทุกข์กายทุกข์ใจ   อีกเป็นอันมาก   จะมีได้ก็เพราะมีความเกิดมาก่อน   ดังนั้นความเกิดจึงเป็นประตู   ความทุกข์ทั้ง  10  ข้อ ต่อ ๆ  ไป   คนฉลาดกลัวความเกิด  ไม่ใช่กลัวความตาย     เพราะความเกิดนั้นเองเป็นเหตุให้ต้องตาย   ถ้าไม่เกิดเสียอย่างเดียวก็ไม่ต้องตาย  ซ้ำยังไม่ต้องลำบากในการเป็นทาส  ต่อสู่กับมรสุมชีวิตเพื่อหาเลี้ยงดูร่างกายและบุตรภริยาจนกว่าตัวเองจะเปื่อยเน่าแตกสลายไปอีกด้วย

ในกรณีที่ว่า “ การเข้าไปยึดถือขันธ์  5”  ที่บาลีใช้ว่า  “อุปาทานักขันธ์”  นั้น   เป็นข้อที่น่าคิดอยู่มาก   เพราะอุปาทานก็ไม่ใช่ทุกข์,  ขันธ์เฉย ๆ  ก็ไม่ใช่ทุกข์  ที่ประสงค์ในอริยสัจ  โดยพระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า   “อุปาทานขันธ์ 5  เป็นทุกข์”   ไม่ได้ตรัสแยกเลยว่า   ขันธ์เฉย ๆ  หรือ  อุปาทานเฉย ๆ เป็นทุกข์ในอริยสัจ

คำว่า  “อุปาทานขันธ์”   หมายถึงขันธ์ที่บุคคลยึดถือ หรือพูดง่าย ๆ   ว่าขันธ์ของปุถุชนคือคนยังไม่สิ้นกิเลส  ขันธ์เช่นนี้เป็นทุกข์แท้  ส่วนขันธ์ของพระอรหันต์ซึ่งอุปาทานขันธ์   คือขันธ์ที่มิได้ยึดถือนั้น  แม้จะเชื่อว่าเป็นทุกข์ด้วยเหตุทนอยู่ไม่ได้   ต้องแก่,  เจ็บ,  ตาย   แปรปรวนไป  แต่พระอรหันต์ท่านหาได้ทุกข์ไปตามขันธ์นั้นไม่   ในเมื่อขันธ์อันเป็นวิบาก  คือผลของตัณหาที่แล้ว ๆ  มายังมีอยู่   ขันธ์นั้นก็ตกอยู่ในสภาวทุกข์ตามสภาพของมัน  แต่เมื่อท่านไม่มีความยึดถือ ไม่พลอยทุกข์ไปด้วย  เพราะดับเหตุแห่งทุกข์ได้แล้ว  ก็ไม่จำต้องกล่าวถึง  อุปาทานขันธ์หรือขันธ์ของพระอรหันต์  รวมเข้าในทางอริยสัจ

ส่วนขันธ์ของปุถุชน เป็นขันธ์ที่รวมทุกข์ทั้งโดยสภาพและทุกข์โดยยึดถือด้วยตัณหาอุปาทาน  นอกจากนั้นยังเป็นขันธ์ที่ทำให้เกิดกิเลส   กรรม  และวิบาก   คือ  วงกลม    3  เปลาะ อันเต็มไปด้วยความเกิด  แก่  เจ็บ  และตาย