ความเห็น 872404

อริยสัจคืออะไร?

เขียนเมื่อ 

สมุทัย

คำว่า “สมุทัย” ซึ่งแปลว่า เหตุให้ทุกข์เกิด เหตุให้ทุกข์เกิดนั้นท่านว่า ได้แก่ “ตัณหา” คือความอยากได้ ตัณหาทำให้เกิดทุกข์ต่าง ๆ ในชีวิตนี้แล้ว ยังเป็นเหตุให้คนเวียนว่าย ตาย เกิด แก่ เจ็บ ตาย และ เสวยทุกข์อื่น ๆ ต่อไปไม่สิ้นสุด ท่านจึงกล่าวว่า “เป็นตัวก่อภพ-ก่อชาติ ไม่รู้จักจบ” ตัณหานั้นมี 3 คือ

1. กามตัณหา ความอยากในกามคุณ มีรูป เสียง เป็นต้น

2. ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น

3. วิภวตัณหา ความอยากไม่มีหรือไม่เป็น

กามตัณหา

ความอยากเห็นอยากฟัง อยากสูดกลิ่น อยากลิ้มรส อยากสัมผัส สิ่งที่ดีงาม ถูกอกถูกใจ หรือที่ตนเกิดความต้องการที่เจือ ด้วยกามารมณ์ อีกอย่างหนึ่ง ความอยากที่เป็นผู้มีชีวิตอย่างสามัญชนทั่ว ๆ ไป ก็จัดเป็นกามตัณหา

ภวตัณหา

ความอยากเป็นเจ้าของ หรืออยากมีอารมณ์ คือ รูป เสียง เป็นต้น ก็ดี ความอยากมีอยากเป็นอื่น ๆ ก็ดี ซึ่งเป็นความปรารถนาของปุถุชนโดยทั่ว ๆ ไป แม้ เคยดำรงตำแหน่งหน้าที่การงานใดก็อยากอยู่ในสภาพนั้น ๆ ไม่อยากจากไปก็เป็นภวตัณหา เหมือนกัน

วิภวตัณหา

ความอยากไม่ให้สิ่งที่ตนมีอยู่ หรือเป็นอยู่นั้น ๆ เสื่อมสิ้นไปก็ดี ความไม่อยากมี หรือ เป็นดังที่ตนมีอยู่หรือเป็นอยู่ก็ดี แม้การเบื่อหน่ายในภาวะของตน เช่น กรณีของหนุ่มที่เห็นสาวคนรักกินยาฆ่าตัวตาย ก็สังหารตัวเองตายไปด้วย ถือว่า อยู่ในภาวะนั้น ๆ หาความสุขไม่ได้จึงอยากตายเสีย ในบางกรณีเขาเสนอตำแหน่งฐานะให้ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น ก็ดี ล้วนแต่เป็นวิภวตัณหา

เมื่อจำแนกตัณหาออกเป็นส่วน ๆ ให้เห็นได้ชัดดังนี้แล้ว ก็จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่สัตว์มนุษย์ ขึ้นไปจนถึงเทวดาและพรหม ต่างพากันเวียนว่ายอยู่ในสาครคือตัณหาอันเป็น “สมุทัย” เหตุเกิดทุกข์ อย่างน่าสลดสังเวชใจ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้หวังความหลุดพ้นจากทุกข์ จะควรหลงใหลใฝ่ฝันในเรื่องสวรรค์วิมานกันอยู่หรือ? ในเมื่อแม้แต่เทวดาและพรหมทั้งหลายเมื่อจุติจากภพนั้น ๆ แล้ว อาจจะไปเกิดเป็นสัตว์นรก หรือสัตว์ดิรัจฉานก็ได้ ถ้าถึงคราวที่กรรมชั่วที่ตัวทำไว้ในภพก่อนมีโอกาส อำนวยผล ดังพระพุทธวจนะตรัสไว้ ยืนยันว่า

“คนผู้มีตัณหาเป็นเพื่อน ย่อมท่องเที่ยวสู่ความเป็นอย่างนี้ และอย่างอื่นสิ้นกาลนานไม่ล่วงสังสารวัฏไปได้”