Humanized healthcare

มีตำราเรื่อง..ความรัก..มาฝากชาว Gotoknow ทุกท่าน (มาแนวหวาน อิอิ) แต่เป็นความรักในการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ค่ะ

วันนี้จึงขอนำตำรา...ที่เป็นกรณีศึกษาที่พอลล่ามักจะใช้เล่าให้กับรพ.ในโครงการการพัฒนาโรงพยาบาลด้วยความรักฟัง ให้เห็นตัวอย่างในการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจอย่างไร... เป็นเรื่องเล่าของอ.นพ.สกล สิงหะ อาจารย์ท่านหนึ่งที่ทำให้พอลล่ามองเห็นความสำคัญของเรื่องความรัก และการใช้ความรักเป็นพื้นฐานในการทำงานทุกเรื่องค่ะ ... ขอขอบพระคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้ ค่ะ

หญิงไทยอายุ 24 ปี บ้านอยู่ควนขนุน จ.พัทลุง ตอนอายุ 15 เคยได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งโพรงจมูก ตอนอายุ 15 ปี พวกเราคงไม่มีใครคิดถึงเรื่องการตาย  แต่สำหรับเธอ... พออายุ 15 ก็ได้วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง  เธอก็กลัวมาก กลัวที่จะให้เคมีบำบัดรีรออยู่ 3 เดือน เพราะไม่เข้าใจไม่รู้ว่าเคมีบำบัดเป็นอย่างไร สุดท้ายเธอก็ยอมรับการรักษาทั้งเคมีบำบัดและฉายแสง  ปรากฏว่าผลการรักษาดีมาก  อยู่มาได้ 7 ปี จากวัยรุ่นอายุ 15 ถึงอายุ 22 ปี  เธอรู้สึกชีวิตนี้มันดีขึ้นมาใหม่ ..เธอหายแล้ว ได้สมัครเข้าทำงานเป็นสาวเสริฟอยู่ในคลับแห่งหนึ่ง  เธอชอบร้องเพลงมาก  จนได้พบรักกับหนุ่มซ่อมรถจักรยานยนต์ที่เป็นคนดีมาก จึงได้ตกลงแต่งงานกัน คุณพ่อคุณแม่ดีใจมากได้ยกบ้านให้ลูกเขยกับลูกสาวหลังหนึ่ง  ทั้งคู่วางแผนครอบครัวว่าอยากจะมีลูก จนกระทั่งเธอได้ตั้งครรภ์ ทั้งสองคนดีใจมาก ได้ไปฝากครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์ 2 เดือน  อยู่มาจนกระทั่งอายุครรภ์ได้ 6 เดือน ก็ปรากฏว่ามีก้อนโผล่ขึ้นมาที่คอผลชิ้นเนื้อ  Biopsy  พบว่าเป็น  malignant fibroushistiocytoma(มะเร็งชนิดหนึ่ง) ชีวิตพลิกผันจากคนที่จะเริ่มตั้งต้นชีวิตใหม่..และมีชีวิตใหม่เกิดขึ้นในร่างกายของตัวเอง  กลับต้องมาเจอมะเร็งอีกครั้งหนึ่ง  คราวนี้....เธอปวดมาก  แพทย์บอกว่าอาจจะต้องรักษาทั้งอาการปวดทั้งผ่าตัดก้อนต่างๆ เธอได้ถามว่าการรักษาดังกล่าวจะมีผลต่อลูกในท้องหรือไม่  เราชี้แจงว่าความเสี่ยงมีอยู่แล้วทุกชนิด  เธอได้บอกว่าขอเลื่อนการรักษาจนกว่าลูกจะคลอด  เราฟังก็อึ้ง....!! การรักษาล่าช้า สำหรับการรักษาโรคมะเร็งไม่ใช่เรื่องที่เราอยากจะเผชิญหน้า อาจจะเปลี่ยนระยะของมะเร็งทำให้ลุกลามได้ แต่เธอก็ยังยืนยัน  สามีก็น่ารัก รักภรรยามาก เมื่อภรรยาตัดสินใจอย่างนี้...ตัดสินใจที่จะเก็บลูกไว้..ด้วยความรักภรรยาก็ตกลงยอมทำตามที่ภรรยาร้องขอ 

เมื่อเธอนอนโรงพยาบาล ทีมมีการประเมิน  pain score มีระดับ คะแนน 0 คือไม่ปวดเลยจนถึง 10 คือปวดที่สุด เธอคนๆ นี้ บางครั้งก็ปวดไปถึง 9-10 เธอบอกว่าปวดที่สุดในชีวิต  แต่เธอก็ยังปฏิเสธยา มอร์ฟีน  เพราะไม่อยากให้มีผลต่อลูกในท้อง  เราก็ตรวจสมรรถภาพปอดของเด็กบ่อยมาก พอตอนหลังเด็กก็ตัวเล็ก เธอเริ่มมีอาการปวดหลังตรวจดูก็พบว่า....มีมะเร็งกระจายไปที่กระดูกสันหลัง เราก็อยากจะยุติการตั้งครรภ์ แต่เธอก็บอกไม่เอายังไงๆ ก็ต้องรอให้ลูกออกมา สุดท้าย....อายุครรภ์ได้ 32 สัปดาห์ เราก็คิดว่าคงจำเป็นต้องเอาลูกออกมาคุยไปคุยมาเธอก็ยอมทำผ่าตัดหน้าท้อง  เอาเด็กออกมา...เด็กก็ปกติดี เป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักน้อยนิดหน่อย เธอดีใจมาก ทีมแพทย์และญาติก็ดีใจด้วย ต่อมาเธอได้ผ่าตัดกระดูกสันหลัง ทำ emergency larminectomy และตัดก้อนมะเร็ง ปรากฏว่าหลังผ่าตัดก็ปวดแผลมาก  แต่เธอก็ยังจะขอป้อนนมให้ลูก...แต่ปรากฏว่าถ้าจะป้อนนม ยาพวกมอร์ฟีนต่างๆ ก็กลัวจะผ่านเข้าไปให้ลูก  พอเราชี้แจงอย่างนั้นเธอก็ไม่เอา  คุณแม่ยอมป้อนนมให้ลูกโดยไม่รับยาแก้ปวดใดๆ ..... 

กรณีศึกษา..นี้เราได้เห็นความรักของแม่ที่มีต่อลูก  เราได้เห็นความรักของสามีต่อภรรยาทั้งๆ ที่ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด...แต่ว่า เขาก็เคารพในความเป็นคนของภรรยา  หมอก็ได้เรียนรู้ว่าบางทีวิชาการ  Evidence  based  ต่างๆ คือ level  ต่ำสุดอาจจะเชื่อถือไม่ได้ แต่ในสายตาของคนไข้ก็อาจจะยอมใช้ได้  ได้เรียนรู้ทั้งหมอทั้งคนไข้ และครอบครัว ในเรื่อง.....ชีวิต