ความล้มเหลว

 

มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกหากคนเราจะไม่ชอบขี้หน้า ความล้มเหลว
เพราะรสชาติของมันแตกต่างอย่างลิบลับกับ
ความสำเร็จ
ยิ่งสังคมที่เรากำลังย่างเหยียบอยู่นี้  ก็ล้วนแล้วแต่ให้ค่าเครดิตต่อความสำเร็จอย่างมหาศาล
จนบางครั้งก็หลงลืมที่จะป่าวประกาศให้แต่ละคน
เปิดพื้นที่ของหัวใจไว้รองรับความล้มเหลวที่อาจมาเยือนโดยไม่เอ่ยปากนัดหมายกับชีวิต


เพราะวิธีคิดเช่นนี้กระมัง
คนแต่ละคนจึงมุ่งมั่นฝ่าฟัน  และทำทุกวิถีทาง
เพื่อส่งให้ตัวเองก้าวไปยืนอยู่ ณ จุดแห่งความสำเร็จ
แต่มันจะดีมาก  หากความสำเร็จนั้น
ได้มาอย่างชอบธรรม  ไม่เบียดเบียนและทำร้ายผู้อื่นอย่างเห็นแก่ตัว


ในมุมตรงกันข้าม เราอาจต้องชวนให้ตัวเองได้ขบคิดอย่างรื่นรมย์บ้างกระมังว่า -
ตราบใดที่ลมหายใจยังไม่แตกดับ

ความล้มเหลว และความสำเร็จ  ย่อมเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนเราเสมอ
และเมื่อใดก็ตามที่เราได้ลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ก็เป็นธรรมดาที่เราจะต้องเตรียมใจต่อการรับรู้อย่างไม่กังขาว่า -
ผลลัพธ์ของการลงมือทำนั้น  ย่อมออกหัวออกก้อยได้ตลอดเวลา
เป็นได้ทั้ง  
ขาว ดำ ...สุข ทุกข์ 
ซึ่งก็หมายถึง 
ความล้มเหลวและความสำเร็จ ดี ๆ นั่นเอง

ในความเป็นจริงของชีวิต  เราอาจคุ้นเคยกับความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จก็เป็นได้

รู้ซึ้งรสชาติอันขื่นขมมากกว่าหอมหวาน
แต่ก็ควรต้องทำความเข้าใจกับตัวเองอย่างจริงจังด้วยว่า -
ตราบที่ลมหายใจยังไม่สิ้นสุดลง 
ความล้มเหลวก็ยังไม่สมควรถูกสถาปนาขึ้นมาตีตราไว้กับชีวิตของเรา

รวมถึงการย้ำเตือนให้เราเชื่อว่าความล้มเหลวนั้น
เป็นกระบวนการของการเรียนรู้  มิใช่กระบวนการกระทำตัวเองให้หดหู่ สิ้นหวัง

ความล้มเหลว  จะเป็นครูที่ดีต่อการเรียนรู้ชีวิต
โดยความล้มเหลว  จะพร่ำสอนให้เรารอบคอบ  ถี่ถ้วน  และละเอียดอ่อนต่อชีวิตกว่าที่ผ่านมา

เพราะในมุมที่เราคาดไม่ถึง 
บ่อยครั้งความสำเร็จอันหอมหวานนั้น 
ก็ทำให้เราเพลิดเพลิน, รื่นรมย์  และพลัดหลงไปสู่ความประมาทอย่างน่าเจ็บใจ


ทางที่ดีที่สุด   เราต้องไม่ขลาดกลัวที่จะ
เรียนรู้ความล้มเหลว  อย่างมีสติ
พร้อมกับจัดแบ่งพื้นที่ในหัวใจอย่างเป็นสัดส่วน
เพื่อให้ความล้มเหลวได้ทำหน้าที่การเป็นครูเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับความสำเร็จของชีวิต