ศรีสะเกษ

วัดสระกำแพงใหญ่
นารายณ์บรรทมสินธุ์นอนตะแคงซ้าย และตัวนาคเป็นแบบบาปวน และที่เท้าของ
พระนารายณ์ จะมีศักติ 2 องค์ คือ นางลักษมี และนางภูมิ

วัดสระกำแพงใหญ่
ปราสาทแห่งนี้ได้พบทับหลังประมาณ 9 ชิ้น และชิ้นที่สำคัญสันนิฐานว่าเป็นของปรางค์องค์ทิศเหนือ
เป็นรูปคชลักษมี ซึ่งไม่ค่อยพบในประเทศไทย การสลักเป็นรูปคชลักษมี หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ คชลักษมีมีลักษณะเป็นรูปช้าง 2 ตัว หันหน้าเข้าหากันและงวงประสานกันเป็นรูปวงกลมภาย
ในรูปพระนางลักษมี สำหรับหลังที่ปรางค์องค์ประธานจะสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
และสำหรับทับหลังชิ้นอื่น ๆ เช่น พระกฤษณะประลองกำลังต่าง ๆ นา ๆ

วัดสระกำแพงใหญ่
ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 1 บ้านสระกำแพงใหญ่ ต.สระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ
ก่อสร้างประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 16 ถึงพุทธศตวรรษที่ 16 ตอนปลายเป็นศาสนสถาน
ในศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย และจากการพบเทพนพเคราะห์ชิ้นหนึ่งสันนิษฐานว่าใช้งาน
สะเดาะห์ ใช้วางอดกบัวแต่ละดอก และก็พบพระพุทธรูปนาคปรกองค์หนึ่งเป็นศิลปแบบนายน
จึงอาจสันนิษบานได้ว่าเมื่อพ้นสมัยศาสนาพราหมณ์ไปแล้วคือ สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ที่เข้ามาปกครองแถบนี้ก็เปลี่ยนศาสนาจากศาสนาพราหมณ์

กุ่สมบูรณ์
อยู่บริเวณบ้านหนองคูใหญ่ ตำบลเป๊าะ อำเภอบึงบูรพ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นปราสาทสามหลังบนฐานศิลาแลงเดียวกัน ปราสาทก่อนด้วยศิลาแลงร่วมกับอิฐ ก่อด้วยศิลาแลง
ด้านใน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตัวปราสาททั้งหมดล้อมรอบด้วยคูน้ำรูปเกือกม้าเว้นทางเข้า
ด้านทิศใต้ สันนิษฐานว่าปราสาทแห่งนี้คงจะสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรณที่ 17 ปัจจุบันกรมศิลปากร
ได้ขึ้นทะเบียนและบูรณะซ่อมแซม ตำบลเป๊าะ อำเภอบึงบูรพ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ถ้าอยากทราบรายละเอียดติดต่อได้ที่นี้นะค่ะ