ร่างกายหรือที่เราใช้คำว่าสังขารนั้น  เป็นกับเป้าหมายที่รับรู้หรือรับเอาผัสสะจากสิ่งที่สัมผัสหรือทวาร 6 ได้แก่ ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  และใจ)  ได้นำเข้าสู่ศูนย์รวมแห่งความรู้สึกนึกคิดคือ ใจ  และก่อเกิดเวทนาได้แก่ ความชอบ  ไม่ชอบ   พอใจ  ไม่พอใจ  ที่เป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ รัก  โลภ  โกรธ  หลง  ทำให้เกิดความทุกข์  แสดงให้เราได้รับรู้ว่ามีที่มา  มีจุดเริ่มต้น มาจาก ตา  หู จมูก  ลิ้น  กาย  ซึ่งเป็นส่วนที่รับสัมผัสทั้งหมด  แล้วส่งไปให้ใจ ประมวลผลออกมาเป็นอารมณ์

                   เมื่อเรารู้เท่าทันทวารทั้ง 6  ด้วยการ มองดู  ติดตามไม่ปล่อยอารมณ์ให้เป็นไปทวารทั้ง 6

  ผัสสะทั้งหลายก็จะสลายไปโดยธรรมชาติ  เป็นยุทธวิธีทางปัญญา ที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมอบให้ในการรู้เท่าทันกิเลสของตัวเอง (กิเลสของคนอื่นนั้นไม่ควรยุ่งหรือล้ำเส้นเขาอย่างเด็ดขาดแต่มนุษย์ชอบยุ่งและคิดไปว่าเป็นการช่วยเหลือเมตตาที่ต้องพิจารณาและจะกล่าวถึงต่อไป)

                    ซึ่งถ้าเราปฏิบัติตนดังกล่าวอยู่เสมอซึ่งอาจจะทำไม่ได้  ที่จริงการเริ่มต้นควรสร้างจิตให้สงบหรือที่จะเรียกว่าสมาธิ ก่อนก็ได้จึงจะได้ปัญญาการตัดกรรม  ตัดอารมณ์นี้ได้ จะเพิ่มเติมให้เล็กน้อยการทำจิตสงบคือการนั่งสงบหรือเดินจงกรม หรือปฏิบัติงานใดก็ได้แต่ให้รู้ตัวว่าเรามีลมหายใจเข้าออก(รู้ว่าลมเข้าพุงป่อง  หายใจลมออกพุงแฟบ  อย่างที่ครูเคยสอนพวกนักเรียนอยู่เสมอ) ให้จิตอยู่กับลมหายใจเป็นอุบายให้จิตอยู่ที่ที่เดียว(อาจจะทำตามการปฏิบัติแบบใดก็ได้เป้าหมายเดียวกันทั้งสิ้นค่ะ)   เมื่อเราได้ความสงบ่รู้ตัว รู้ตนแล้ว  เราก็จะรู้จักการเผ้าดูอารมณ์หรือทวาร 6 ได้แน่นอน   แต่ต้องเรียกความสงบหรือสมาธิตลอดนะคะ  อาจจะเผลอบ้างไม่เป็นไรค่ะ  ทำเรื่อย ๆ  ครูเองก็ปล่อยอารมณ์สลับไป เมื่อรู้ตัวก็เรียกสติกลับมา  ครูเลยใช้คำศัพท์ของ สติแปลว่ารู้ตัว   และใช้คำว่า  ปัญญาแปลว่าตัวรู้  

                   เป้าหมายของครูอยากสอนหรือบอกกล่าวนักเรียนที่มีอายุยังน้อย  รักษาอารมณ์ยังไม่เป็นไปตามอารมณ์(กิเลส)อันอ่อนไหวหรือปฏิบัติตามค่านิยม   ประเพณีสังคม  ที่ผู้ใหญ่ในครอบครัวปฎิบัติกันสืบมา  เช่น  รักก็ยิ้มแย้มแจ่มใส     โกรธ    ไม่ถูกใจก็ด่ากราดแสดงความหยาบคายว่ามีอำนาจเหนือกว่าลูก เมีย  ลูกน้อง    เป็นต้น (จริงหรือเปล่า )  ครูคิดอยากให้นักเรียนเป็นบุคคลมีคุณภาพเพื่อตนเอง  เพื่อครอบครัว  เพื่อสังคมรอบข้างและเพื่อประเทศชาติ  อาจไกลไป อาณาจักรโลก  แม้รู้ว่าโลกมีอายุใกล้สลายตัวแล้วก็ตาม   ถ้าเรามาจากธรรมชาติ  เราก็คงต้องกลับสู่ธรรมชาติอย่างภาคภูมิใจและไม่ติดกรรม(กิเลส)  ทั้งปวง  ไม่ต้องติดอยู่ในโลกแห่งการเวียนว่ายตายเกิด   หรือตกในหลุมดำที่ไม่มีทางผุด หลุดออกไปสู่ภายนอกจักรวาลได้เลย   ซึ่งสิ่งที่เราจะรู้ได้ก็ต้องอาศัยการทำ  การสร้างจิตสงบเสียก่อน    อย่าเพิ่งเชื่อ   คนที่เชื่อสนิทมักเป็นคนมีกรรม  มีความทุกข์มาก     พบแต่สิ่งที่ไม่สมหวังและทำสิ่งใดที่คิดว่าดีแต่มันกลับสร้างทุกข์   เกิดทุกข์  ดั่งที่ว่า  ทำดีได้ดีมีที่ไหน  ทำชั่วได้ดีมีถมไป  ทำให้คนไม่เชื่อเรื่องกรรมดีใช่ไหมคะ  นั่นเป็นเพราะเขาเหล่านั้น  สร้างความดีไว้หลายภพหลายชาติ  กรรมดี  กรรมขาวส่งผลมาก่อนกรรมชั่ว  กรรมดำ ไงคะ  แต่.....มันยังไม่หมดหรอกค่ะ  ไม่มีกรรมใดหมดได้เลยถ้าเราไม่ค้นหาด้วยตัวเราเอง 

                   นักเรียนและผู้ที่สนใจโปรดทราบความจริงใจของครู   ครูไม่แบกโลก  ไม่รับปัญหาแน่นอนเพราะครูสร้างจิตของครูได้เรื่อย ๆ   เพิ่มความสงบ  สร้างจิตบริสุทธิ์   สร้างจิตให้สะอาด  มองทุกคนเป็นคนดี    ทุกคนทำไม่ผิด   เป็นการมองต่างมุม   มองอย่างเข้าใจ    ลองดูนะคะ  ทำการเฝ้ามองจิต  มองอารมณ์ตนเอง  ขณะดีใจ    ขณะโกรธ    บางครั้งอาจจะโกรธและพูดจาไม่ดีแต่รู้ตัว  คราวหน้าก็จะระงับคำไม่ดีได้    ทำเรื่อย       และเราจะพบตนเอง  จะพบกับสิ่งมหัศจรรย์  ......และครูจะมาบอกกล่าวต่อไปนะคะ   .เราจะไม่ฝันร้าย    อย่าลืมสวดมนต์      ระลึกถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นครูของเราในพุทธศาสนา        ถ้านักเรียนสวดมนต์ไม่เป็นก็ขอให้เปิดวิทยุธรรมะวัดใดก็ได้  สำหรับครู    ครูเปิด  FM. 89.25  ของวัดสังฆทาน  อำเภอบางไผ่   หลวงพ่อสนอง .......ค่ะ มีทำวัตรช่วงเวลา 04 00 นาฬิกา    ทำสมาธิเวลา 05.00 นาฬิกา      อีกช่วงหนึ่งคือ  20.00  นาฬิกา ทำสมาธิเวลา 23.00 นาฬิกา    ทุกวัน  เปิดตลอด 24 ชั่วโมง   ลองเปิดฟังนะคะ  ท่านจะได้สวดมนต์ตามหรือฟังทุกวันจะติดหู        นักเรียนไม่จำเป็นต้องนั่งสวดมนต์ตลอดหรอกค่ะถ้านักเรียนมีงานต้องทำช่วยเหลืองานบ้านหรือการบ้าน  เพียงเปิดวิทยุ  นักเรียนก็ได้ทำกุศลให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บ้านนักเรียนแล้วค่ะ     อย่าเอ็ดไป  แล้วครูจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไปค่ะ

                       ขอความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงและมีกินมีใช้ตลอดไปนะคะ  สวัสดีค่ะ