ผมสังเกตตนเองว่า หากมีทีมและผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายให้เป็นแม่งาน หรือให้ทำงานต่างๆ เมื่อพบปะกันเพื่อติดตามความคืบหน้า หรือหารือกันเพื่อคิดและแก้ปัญหา จะมีวิธีทบทวนความเป็นมาและเปิดประเด็นการทำงานลำดับต่อไปสองวิธี ซึ่งก็จะทำให้การมอบหมายและการทำงานต่อไปมีกระบวนการที่แตกต่างกันไปด้วย
วิธีหนึ่ง ซึ่งมักพบทั่วไปด้วยก็คือ ทีมของเรามักรอให้เราเปิดประเด็นเพื่อนำการปรึกษาหารือ กระทั่งถึงขั้นการมองไปข้างหน้า ก็พยายามตั้งใจรอรับคำสั่งหรือรอการมอบหมาย ไม่มีแนวคิดและการทดลองนำเสนอหนทางการเดินต่อไปจากเงื่อนไขของผู้ปฏิบัติ
อีกวิธีหนึ่ง ทีมและคนทำงานที่มีสไตล์การทำงานแนวราบ ตระหนักถึงภาวะผู้นำร่วมกันเป็นกลุ่ม จะเริ่มต้นด้วยการช่วยกันทบทวนปะติดปะต่อ เมื่อถึงขั้นการมองไปข้างหน้าหรือการแก้ปัญหาในลำดับต่อไป แทนที่จะถามว่าจะให้ทำอะไรต่อไป ก็กลับจะร่วมกันนำเสนอไปด้วยเลยว่า เขาคิด มีข้อเสนอ และขอทดลองนำร่องคิดบางอย่างว่า ควรจะดำเนินไปอย่างไร
แบบแรก มักทำให้การหารือมีประเด็นการพิจารณาที่แคบ เมื่อจะตัดสินใจทำงานต่อไป ก็มักจะสะท้อนกลับมาที่ผู้บริหารและผู้รับผิดชอบ ที่ต้องคิดและชี้แจง หากมีคนรับไปก็ทำต่อไปเป็นทีมหลายคนได้ หากไม่มีก็มักจะกลายเป็นการระดมพลังที่ว่างเปล่า
ทว่า แบบที่สอง กลับทำให้ผมเดินบวกกับทีมได้มากขึ้น สามารถทำในส่วนที่จะส่งเสริมกันและดำเนินไปด้วยกันอย่างคู่ขนาน เกิดพลังการทำงานได้มากกว่าปรกติ วิธีการอย่างนี้ จึงเป็นวิธีบริหารผู้นำที่ผมได้เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงาน ซึ่งน่าสนใจมาก.
สวัสดีครับ อาจารย์
ด้วยประสบการณ์ที่ผมได้ทำงาน ทีม เล็ก ทีมใหญ่ สิ่งที่เรารับรู้ด้วยกันคือ การสร้างบรรยากาศของการคิดร่วม ภายใต้ฐานคิดที่ว่า "เราต่างมีศักยภาพ" และแน่นอนว่าเรามีศักยภาพที่หลากหลาย ความสุขของการทำงานจึงอยู่ที่การได้ทำงานที่ชอบ ที่รัก และ "ความอิสระ"
ผมเลยมองว่า ความเท่าเทียม + ความรัก + ความอิสระ ทำให้ผลลัพธ์ของงานออกมาดี
ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า งานที่เราช่วยกันคิดในแนวราบ นอกจากจะได้ผลของงานที่สร้างสรรค์แล้ว บรรยากาศการทำงานก็สมานฉันท์ด้วย
ไม่กี่วันก่อนเคยได้ร่วมทำงานกับทีมงานอาจารย์หลายท่าน อาทิ คุณโหม่ง ... ทุกคนมีศักยภาพและมีรูปแบบการทำงานที่ทำให้งานที่ทำมีความสุขครับ
เห็นทุกท่านไปเล่าให้ฟังด้วยเหมือนกัน พูดถึงคนทำงานที่เขาประทับใจด้วย สงสัยเป็นคุณจตุพรนี่เองกระมัง