เมื่อก่อนนี้เคยได้ยินบ่อย ๆ ว่าคนไทยอ่านหนังสือกันโดยเฉลี่ยต่อคนแค่ปีละ 7 บรรทัด จะว่าไปก็น้อยนะ...!
แต่สิ่งที่ทำให้น่าคิดมากกว่าคือ เคยมีใครสำรวจหรือไม่ว่าคนไทยอ่านชีวิตกันโดยเฉลี่ยต่อคนปีละ “กี่นาที...”

การมีชีวิตแล้วไม่รู้จักชีวิต ชีวิตย่อมกัดกินเจ้าของหรือตนเอง
การมีชีวิต ใช้ชีวิต แล้วไม่อ่านชีวิต หรืออ่านน้อยแล้วรู้จักชีวิตของตนไม่เพียงพอนั้น ชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ก็จะเป็นชีวิตที่ “ทำลายจิตใจของตนเอง...”
การอยู่ในสังคมถ้าเราอ่านชีวิตกันบ่อย ๆ อ่านกันเรื่อย ๆ อ่านตนเองเป็นประจำ อ่านอยู่ทุกลมหายใจ ชีวิตจะไม่ “หลงชีวิต” อยู่อย่างนี้
หลงอยู่กับกิเลสตัณหาที่หลอกล่อให้เราต้องทุ่มเทเวลา อีกทั้งคุณค่าของความเป็นคน เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน เงินตรา ซึ่งเราเทิดทูนอย่างสูงค่ากว่าสิ่งใด
เมื่อโกรธ เราก็โกรธ โกรธ โกรธ เขาว่าเราหนึ่งคำ เราก็เก็บไว้แค้น เก็บไว้ทิ่มแทงจนตนเองหลายวัน หลายเดือน หลายปี ทิ่มไปจนตนเองตาย หรือไม่ตายแล้วก็ยังไม่หายโกรธ
ชีวิตที่เราได้อัตภาพเกิดมาเป็นมนุษย์นี้ประเสริฐแท้ เพราะเรามีเรื่องมือที่จะใช้อ่านชีวิต
มีร่างกาย มีอาการสามสิบสอง หรือบางท่านไม่ครบสามสิบสองก็มีโอกาสที่จะอ่านและรู้จักชีวิตมากขึ้นกว่าคนปกติเสียอีก
การมีสังคมที่หมักหมม เน่าเหม็นและฟอนเฟะ เป็นโอกาสที่จะใช้อ่าน ใช้มอง ใช้ดู
อีกทั้งเทคโนโลยีสื่อสารที่ทันสมัย ได้ส่งภาพ เสียง กลิ่น รส อีกทั้งสัมผัสมาให้เรารู้ “ให้เราได้อ่าน” ให้มอง และ เพื่อ “ให้ปล่อย ให้วาง...”
แต่หากเราดูแล้ว “หลง” หลงรัก หลงชัง สิ่งนั้นก็จะเปรียบเสมือนหลุมพรางที่กิเลสและตัณหาขุดไว้เพื่อกักเก็บจิตใจให้เวียน ว่าย ตาย และ เกิด
การอ่านชีวิตในทุกลมหายใจเป็นสิ่งที่ประเสริฐแท้
อ่านแล้วปล่อย อ่านแล้ววาง วางสังคม วางชีวิต วางสังขาร วางทรัพย์ศฤงคาร ที่ผูกมัดรัดตรึงจิตใจ
หนังสือถึงแม้จะอ่านน้อย แต่ก็พึงให้คนไทยอ่านชีวิตกันมากกว่า
การอ่านชีวิตนี้มีคุณค่า การอ่านชีวิตนี้หนาพาสุขจริง...

+ สวัสดีค่ะ...
+ ขอบคุณมากค่ะ..สำหรับสิ่งดี ๆ ที่นำเสนอค่ะ...
+ ปกติก้อ่านชีวิตอยู่เรื่อย ๆ ค่ะ...อ่านแล้วตกผลึกบ้าง...ไม่ตกผลึกบ้างค่ะ...
+ จะอ่านต่อไปค่ะ...อ่านเพื่อให้รู้จักชีวิตตน..เพื่อปรับปรุงพัฒนาไปในทิศทางที่ดีค่ะ..
เห็นด้วย
ขอบพระคุณ