ทำได้พร้อมๆกัน/โดยเร็ว/ในทันที/ในถนนทุกสาย

ช่องทางจักรยานแบบแบ่งใช้ผิวจราจรร่วมกับรถอื่น

(เลนจักรยานแบบสมานฉันท์ Less compulsory bike lane)

                                                         

( พรศักดิ์  นิ้มวัฒนากุล  29 ก.ย.2551)

                ในสถานการณ์ที่น้ำมันราคาแพงถึงแพงมาก  และแพงขึ้นเรื่อยๆ  เช่นในขณะนี้ ทำให้ผู้คนพูดกันถึงการใช้จักรยานเพื่อการเดินทางในเมืองกันอย่างหนาหูขึ้นมาก  สำหรับผมเองได้ใช้จักรยานในการเดินทางมาทำงาน,  รับ-ส่งลูกไปเรียนหนังสือทุกวัน  และใช้ในภารกิจอื่นๆ มาตลอด เป็นเวลา  10  ปีมาแล้ว และจะยังคงใช้ต่อไป   จึงคิดว่าน่าจะเผยแพร่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางด้านนี้  และขอเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องช่องทางจักรยาน (Bike lane) เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนบ้าง ไม่มากก็น้อย

         สำหรับความจำเป็นและประโยชน์ของช่องทางจักรยานนั้น  เชื่อว่าส่วนใหญ่คงพอจะทราบกันดีอยู่แล้ว  ดังนั้นจึงขอสรุปสั้นๆ คือ

             คนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เคยขี่จักรยานในถนนหลวง หรือที่เพิ่งเริ่มสนใจจะขี่จักรยานไปทำงาน  คงจะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยจากการถูกรถอื่นเฉี่ยวชน  ดังนั้นจึงยังไม่พร้อมจะใช้จักรยานจนกว่าจะมีช่องทางจักรยานไว้ให้อุ่นใจ และจะต้องเป็นเส้นทางที่ต่อเนื่องตลอดตั้งแต่บ้านไปจนถึงที่ทำงานด้วย  แสดงว่าการมีช่องทางจักรยานที่เพียงพอน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่จะช่วยให้ประชาชนหันมาใช้จักรยานกันมากขึ้นได้

       แต่การจัดให้มีช่องทางจักรยาน ต้องพบกับปัญหาหนักหน่วงหลายประการดังต่อไปนี้ :-

1)จากสภาพเมืองที่ไม่เคยมีช่องทางจักรยานมาก่อน หรือมีก็น้อยมากในทุกๆ เมืองใหญ่ของประเทศไทย  การที่จะสร้างถนนขึ้นใหม่หรือดัดแปลงถนนเดิม สำหรับเป็นช่องทางจักรยานให้ทั่วถึงส่วนต่างๆ ของเมือง  จำเป็นต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก ปัญหาก็จะเกิดตามมาทันทีว่า การลงทุนนี้จะคุ้มค่าหรือไม่  และบางกรณีนั้นแม้จะมีเงินมากเท่าไรก็ไม่มีที่ให้สร้าง

2)พื้นที่ที่จะแบ่งมาทำเป็นช่องทางจักรยาน มีจำกัดอย่างยิ่ง  เพราะการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ในเมืองนั้นก็ได้ใช้กันเต็มที่อยู่แล้ว  จึงไม่มีที่ว่างเหลือให้ใช้โดยไม่ต้องไปเบียดบังหรือแย่งชิงกับการใช้ในกิจกรรมอื่นๆ  เช่น  จะใช้ผิวจราจรก็ต้องแย่งกับรถอื่นๆ ที่ใช้อยู่ก่อน,  จะใช้ทางเท้า  สวนสาธารณะ  ตรอกซอกซอย  ที่เอกชน  หรือแม้แต่คูคลอง  ตลอดจนฝาท่อระบายน้ำ  ก็จะต้องมีผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือไม่เห็นด้วย  และออกมาคัดค้านไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างแน่นอน

3) ส่วนมากที่ได้จัดสร้างกันขึ้นมาเป็นช่องทางจักรยานแล้ว ก็มักจะอยู่ที่ชานเมือง  ในสวนสาธารณะ  หรือในบริเวณของหน่วยงานขนาดใหญ่ๆ  ซึ่งใช้ได้เพียงเป็นสถานที่พักผ่อนสูดอากาศบริสุทธิ์  หรือมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเท่านั้น  ไม่สามารถใช้สัญจรเพื่อทดแทนการเดินทางในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ได้  เพราะอยู่นอกเส้นทางและไม่มีความต่อเนื่องตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางของคนส่วนใหญ่

ดังนั้นตราบเท่าที่เรายังยึดถือแนวทางของช่องทางจักรยานแบบที่ถวิลหากันอยู่ในปัจจุบันเพียงแบบเดียว  ถึงแม้จะใช้ความพยายามและการลงทุนอย่างมากสักเพียงใด  ก็จะไม่สามารถจัดหาช่องทางจักรยานให้เชื่อมต่อเป็นโครงข่ายที่จะเดินทางไปได้ทั่วถึงทุกพื้นที่ในตัวเมืองได้อย่างรวดเร็ว และการจะหวังให้ประชาชนหันมาใช้จักรยานกันให้มากขึ้นก็ย่อมไม่อาจจะทำให้เป็นจริงได้โดยเร็วเช่นกัน

ทางเลือกที่พอจะมองเห็นความเป็นไปได้

             ผมพยายามมองหาแนวทางแก้ปัญหาเหล่านี้ จากที่ได้พบเห็นมาเอง และที่ทราบจากหนังสือหรือสื่อต่างๆ  พอจะรวบรวมมาได้ดังนี้

1)  ที่กรุงปักกิ่ง (1)  ห้ามเอกชนรายใดใช้จักรยานยนต์โดยเด็ดขาด  มีใช้เฉพาะหน่วยงานราชการบางแห่งเท่านั้น  ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก (2)   ดังนั้น  ประชาชนเกือบทั้งหมดซึ่งไม่ร่ำรวยพอที่จะซื้อรถยนต์ได้ ก็จะใช้จักรยานหรือระบบขนส่งสาธารณะเท่านั้น  พื้นที่ผิวจราจรจึงไม่แออัด  ทั้งๆที่ความแออัดของจำนวนประชากรน่าจะมากกว่ากรุงเทพฯ ของเรา   จักรยานในปักกิ่งปัจจุบันจึงยังคงมีอยู่จำนวนมาก และใช้ถนนร่วมกับรถอื่นๆ ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และไม่ต้องกั้นเป็นช่องทางจักรยานโดยเฉพาะ

 2) มีบางเมืองในบางประเทศที่ประชาชนนิยมใช้จักรยานกันมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว       สัดส่วนจำนวนผู้ใช้รถยนต์ต่อประชากรจึงน้อยกว่าของเรามาก  ในเมืองเหล่านี้      การจราจรจึงไม่แออัด   ดังนั้น จักรยานจึงใช้ถนนร่วมกับรถอื่นๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีช่องทางจักรยาน  หรือถ้ามี ช่องทางจักรยานนั้นก็ไปได้อย่างทั่วถึงโดยไม่มีปัญหาการแย่งชิงผิวจราจรกับรถยนต์และปัญหาอื่นๆดังที่ กล่าวมา

3) บางเมืองอาจกำหนดพื้นที่บางส่วน หรือถนนบางสายให้เป็นเขตหรือเส้นทาง จักรยาน  ซึ่งมีทั้งแบบตลอดเวลาและแบบเฉพาะบางเวลา   แต่วิธีนี้ก็เป็นเพียงการเลี่ยงปัญหาไปได้บางส่วนเท่านั้น  ยังไม่สามารถกำจัดปัญหาไปได้ทั้งหมด

4)  แนวทางใหม่ที่ผมขอเสนอให้ช่วยกันพิจารณา  คือการใช้ผิวจราจรร่วมกับรถอื่น  แต่ต้องประกอบกับมาตรการเพื่อความปลอดภัย  ซึ่งส่วนใหญ่ของมาตรการเหล่านี้มีอยู่แล้วในกฎหมายหรือกฎจราจรที่ใช้อยู่ปัจจุบัน   บางส่วนอาศัยมารยาทของการใช้ถนนร่วมกัน   บางส่วนเกิดจากความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อให้แก่กัน  และมีบางส่วนเท่านั้นที่ต้องดัดแปลงกฎจราจรเพียงเล็กน้อย  ซึ่งจะขอกล่าวถึงในรายละเอียดดังต่อไปนี้

I.  หลักการและวิธีการ

1.     แบ่งพื้นที่ผิวจราจรโดยใช้เลนซ้ายสุดของถนนที่มีมากกว่าหรือเท่ากับ 2 เลนต่อทิศทาง  ส่วนถนนที่มีเพียง 1 เลนต่อทิศทาง  ให้ใช้พื้นที่ครึ่งซ้ายของถนนในแต่ละทิศทางการจราจร(หรืออาจจะใช้ทางเท้าตามความเหมาะสมเฉพาะกรณี)

2.     ทำได้พร้อมๆกัน/โดยเร็ว/ในทันที/ในถนนทุกสาย  ทั้งในตัวเมืองและชานเมือง  ทั้งถนนที่เป็น One-way และ two- way

3.     การอนุญาตให้จอดรถริมถนนสายใดๆ  ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ  และถ้าอนุญาตให้จอดรถได้ต้องไม่ให้จอดทับซ้อนกับช่องทางจักรยาน  หรือมิฉะนั้นก็ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งในถนนบางสาย (3)  และควรเก็บเงินค่าจอดเป็นรายชั่วโมงในทุกๆกรณี (ไม่ปล่อยให้บ้านที่อยู่ริมถนนมาถือโอกาสครอบครอง)

4.     ทำเครื่องหมายช่องทางจักรยานให้แยกแยะง่ายและเห็นชัดเจน ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน (4)

5.     อาจกำหนดให้จักรยานใช้ทางม้าลายได้พร้อมกับคนเดินเท้า หรืออาจทำเครื่องหมายช่องทางจักรยานคู่ขนานไปกับทางม้าลาย  ถ้าจะให้ข้ามถนนบนทางม้าลายต้องจูงเดิน    ห้ามขับขี่ขณะข้ามทางม้าลายและบนทางเท้า

6.     รถอื่นสามารถร่วมใช้ช่องทางจักรยานได้ตลอดเวลา  แต่ต้องให้สิทธิจักรยานก่อนในทุกกรณี (5)  เช่น  ต้องเว้นระยะห่างระหว่างคันตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด,  อุบัติเหตุที่เกิดในช่องทางจักรยานให้รถใหญ่เป็นฝ่ายรับผิดในทุกกรณี  ฯลฯ

 

II.   ข้อดีของช่องทางจักรยานแบบแบ่งใช้ผิวจราจรร่วมกับรถอื่น

1.     รถอื่นยังใช้ผิวจราจรต่อไปได้ตามปกติ  แต่ต้องเคารพกฎจราจรและมีมารยาทดีในการใช้รถใช้ ถนน

2.     ไม่ต้องแย่งใช้ทางเท้าหรือพื้นที่อื่นนอกผิวจราจร  จึงทำได้ทั่วเมืองและเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ที่มีถนนอยู่แล้ว

3.     ไม่ต้องขยายถนนหรือสร้างผิวจราจรใหม่  โดยเฉพาะไม่ต้องซื้อหรือเวนคืนที่ดิน  ช่วยให้ประหยัดเงินลงทุนได้อย่างมาก  จึงมีความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจและไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองใดๆ

4.     สามารถใช้สัญจรทดแทนรถอื่นได้จริงๆ  จึงมีความยั่งยืนในตัวเอง  โดยไม่ต้องมีแรงผลักดันหรือการจูงใจอื่นๆ มาช่วยสนับสนุน  ดังนั้นจึงจะไม่มอดดับเหมือนไฟไหม้ฟางเมื่อหมดแรงผลักดันของการรณรงค์

5.     มีโอกาสขยายตัวเป็นวิธีหลักของการสัญจรในเมือง  ซึ่งนอกจากจะประหยัดน้ำมันแล้ว  ยังจะช่วยลดมลภาวะ  ลดปัญหารถติด  และยังมีผลดีต่อสุขภาพของทุกคนทั้งโดยตรงและโดยอ้อมอีกด้วย

6.     ถ้าผู้ขับขี่จักรยานรู้จักระมัดระวังในขณะที่ผู้ใช้ถนนทุกฝ่ายต่างเคารพกฎจราจร  ( แน่นอนว่าต้องรวมทั้งผู้ขับขี่จักรยานเองด้วย )   และต่างก็มีมารยาทการใช้ถนนที่ดีแล้ว ต่อไปในอนาคตก็ไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นช่องทางจักรยานก็ยังได้   นอกจากนี้อุบัติเหตุการจราจรก็จะลดลงทั้งในกรณีรถอื่นชนจักรยาน  และในกรณีรถอื่นชนกันเองหรือชนคนเดินเท้าด้วย

III.ปัญหา อุปสรรคและทางแก้ไข

1)จากข่าวอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับจักรยานอยู่เนืองๆ ซึ่งบางครั้งก็เป็นอุบัติเหตุร้ายแรงน่าสยดสยอง ย่อมทำให้เกิดความตื่นกลัวแก่ผู้ที่กำลังจะเริ่มขี่จักรยานอย่างแน่นอน

ข้อเสนอแนะ:-  ก.ผู้ขับขี่จักรยานบนถนนหลวงจะต้องมีใบอนุญาตขับขี่จักรยาน ซึ่งมีกฎหมายระบุอยู่แล้ว  แต่ไม่ได้รับการปฏิบัติมานานปี ( ผมเคยสอบถามไปทางขนส่งจังหวัด ได้ทราบว่าค่าธรรมเนียมการสอบใบอนุญาตขับขี่จักรยานกำหนดไว้เพียง 1 บาทเท่านั้น) ( แต่ขณะนั้นขนส่งฯไม่มีใบคำร้องฯ   ผมจึงยังไม่ได้สอบจนถึงทุกวันนี้  และยังไม่มีใบอนุญาตขับขี่จักรยาน)  แต่สิ่งที่สำคัญกว่าใบอนุญาต ฯ ก็คือ  ความรู้จักกฎจราจรอย่างถ่องแท้ซึ่งสำคัญกว่าตัวใบอนุญาต ทั้งนี้เพราะใบอนุญาตฯ มีไว้ป้องกันตำรวจจับเท่านั้น แต่ไม่ลดอุบัติเหตุ  ส่วนความรู้ในกฎจราจรร่วมกับการปฏิบัติตามนั้นจะช่วยลดอุบัติเหตุได้ (6) โดยไม่ต้องมีตำรวจอยู่ใกล้ๆ

ข.    สภาพรถจักรยานต้องมีความปลอดภัย มีกระจกมองหลัง มีห้ามล้อที่ใช้งานได้ดี  มีแผ่นสะท้อนแสงที่เห็นได้ชัดเจน และในเวลากลางคืนต้องมีโคมไฟที่เหมาะสมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  ฯลฯ

ค.    มีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร หรือละเมิดช่องทางจักรยานอย่างเฉียบขาด   โดยเจ้าหน้าที่ต้องเอาใจใส่กวดขันอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และให้ความรู้เรื่องกฎจราจรแก่ผู้กระทำผิดทุกครั้ง  ไม่ว่าความผิดนั้นจะเล็กน้อยเพียงใด

2) จะทำให้กฎจราจรมีความศักดิ์สิทธิได้อย่างไร

ข้อเสนอแนะ:-  ก. หนทางหนึ่งที่น่าจะได้ผลดี เป็นทั้งการลงโทษขั้นต้นที่เฉียบขาดและเป็นการให้ความรู้ไปด้วย  ซึ่งทำได้ไม่ยากก็คือ  การหยุดรถที่กระทำผิดไว้ข้างทางหรือบนทางเท้า  แล้วให้รอจนกว่าการจราจรขณะนั้นจะว่างพอให้เจ้าหน้าที่มีเวลามาอบรมผู้ขับขี่ให้รับทราบถึงฐานความผิดและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำผิดนั้น   แล้วให้ผู้ขับขี่กล่าวปฏิญาณว่าจะไม่กระทำความผิดเช่นนี้ซ้ำอีก   โดยทั้งหมดนี้ให้ถือว่าเป็นการตักเตือนตามกฎหมาย (ถือเป็นส่วนหนึ่งของกำหนดโทษว่ากล่าวตักเตือนโดยเจ้าพนักงาน)

3) ประชาคมกับนักการเมือง(ส่วนท้องถิ่น+ระดับประเทศ)จะเห็นความสำคัญได้อย่างไร?

                  ข้อเสนอแนะ :- ทุกท่านควรช่วยกันคิด+พิจารณา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ่อยๆ ถึงข้อดีของการขี่จักรยานทดแทนหรือใช้ร่วมกับการเดินทางด้วยพาหนะอื่นๆ เช่น นอกจากประหยัดน้ำมันแล้วยังประหยัดเงินที่ซื้อรถทั้งคัน+ค่าบำรุงรักษา(ซึ่งคิดเป็นเงินมากกว่าค่าน้ำมันหลายเท่า) , ได้สภาวะแวดล้อมที่ดีขึ้นทั้งทางเสียง ฝุ่นควัน สารโลหะหนัก +ภาวะโลกร้อน , ลดปัญหารถติดช่วยให้ทุกคนไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น(คนขี่จักรยานถึงเร็วขึ้นทันที ส่วนคนนั่งรถเมล์+ขับรถส่วนตัวจะเร็วขึ้นเมื่อคนส่วนใหญ่หันมาใช้จักรยาน ทำให้ถนนว่างมากขึ้น) ,และยังเป็นการออกกำลังกายทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นอีกด้วย(โดยไม่ต้องลดเวลาทำงาน/เวลาส่วนตัวอื่นๆ=เปลี่ยนท้องถนนเป็นสวนสุขภาพ)   ถ้าเราสามารถก่อให้เกิดเป็นความเห็นร่วมของคนจำนวนมากในสังคมขึ้นมาได้แล้วเมื่อไร บรรดานักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติก็จะต้องหันมาสนใจเองโดยไม่ต้องร้องขอหรือบีบบังคับเลยครับ

ข้อคิดเพิ่มเติม  ยานพาหนะทุกประเภทย่อมมีสิทธิใช้ถนนอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่รุกล้ำสิทธิของผู้อื่น  กฎจราจรเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นเพื่อควบคุมให้การสัญจรมีความรวดเร็วปลอดภัย และคุ้มครองสิทธิของทุกๆ คน   ทุกคนจึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด   ถ้ากฎจราจรไม่ดีต้องหาทางตกลงกันเพื่อแก้ไขกฎนั้นให้ถูกต้อง  ห้ามละเมิดกฎเพราะคิดเอาเองว่ากฎไม่ดี

                        แต่ในสถานการณ์บางกรณีที่ไม่มีกฎจราจรกำหนดไว้หรือไม่แน่ใจว่ากฎจราจรระบุว่าอย่างไร  ก็ควรตัดสินใจโดยคำนึงถึงความปลอดภัยร่วมกัน  ความสะดวกรวดเร็วด้วยกัน  และความมีน้ำใจให้แก่กันที่เรียกว่า  มารยาทที่ดีในการใช้ถนน  ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ทุกคนเดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัย พร้อมทั้งสะดวกรวดเร็วมากที่สุด  ด้วย

                        ดังนั้น จักรยาน จึงมีสิทธิใช้ถนนนอกช่องทางจักรยาน เช่นเดียวกับรถอื่นๆที่มีสิทธิใช้ผิวจราจรในช่องทางจักรยานได้  ถ้าจัดลำดับความสำคัญได้เหมาะสมกับสถานการณ์  และต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น  เช่น  จักรยานก็ต้องระวังไม่ไปกีดขวางการสัญจรของรถอื่น  ต้องหมั่นดูกระจกมองหลังอยู่เสมอ  และต้องประเมินทิศทางและความเร็วของรถคันอื่นรอบๆ ตัวอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย


หมายเหตุ

(1)  ประสบการณ์ตรง ด้วยตนเอง ปี 2545

(2)  ข้อมูลจากปากคำของไกด์จีน  และตลอด 5 วัน ได้พบเห็นจักรยานยนต์เพียงคันเดียวขณะอยู่นอกตัวเมือง

(3)  อาจทำโดยกระบวนการประชาพิจารณ์ หรือให้องค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นผู้พิจารณาตัดสิน

(4)  เช่น  ตีเส้นประให้มีสีที่แตกต่าง  ในช่องทางมีสัญลักษณ์รูปรถจักรยาน   และมีลูกแก้ว/ป้ายสะท้อนแสงให้เห็นได้เวลากลางคืน

(5)  เป็นมาตรการส่วนที่เพิ่มขึ้นมา  ซึ่งจะต้องดัดแปลงหรือกำหนดเพิ่มในกฎจราจรอีกเพียงเล็กน้อย

(6)  เกือบทุกวันผมเห็นมีจักรยานยนต์ หรือรถวิ่งช้า ที่วิ่งในเลนขวาตลอด  ผ่านไปหลายๆ แยกโดยไม่ได้เลี้ยวขวา  หรือรถที่มาถึงทางแยกพร้อมๆ กัน  /รถที่มาถึงวงเวียนต่างก็ไม่รู้ว่าคันใดได้สิทธิไปก่อน  คันใดจะต้องหยุดรอ  ดังนั้นจึงมีบ่อยๆ ที่เกิดอุบติเหตุ  ซึ่งเกิดได้ทั้งจากการแย่งกันไปและจากต่างคนต่างหยุดรอ  ดังนั้น การสอบใบอนุญาตฯ จึงเป็นทางหนึ่งที่จะบังคับให้คนรู้กฎจราจร  นอกจากนั้นก็ควรจะเสริมด้วยการจัดอบรมหรือการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ให้มากขึ้นด้วย