การประชุมนี้จัดที่สำนักงานอธิการบดี ม. แม่ฟ้าหลวง ที่เชียงราย วันที่ ๒๗ – ๒๘ ก.ย. ๕๑ ผมเป็นประธานการประชุม ที่ได้เรียนรู้วิธีการเป็นประธานการประชุมแบบใหม่ คือไม่ต้องทำหน้าที่ดำเนินการประชุมเอง มอบให้รองประธาน คือ นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ซึ่งรู้เรื่องสาระของการประชุมดีกว่าผมมาก แถมยังมีลูกเล่นในการดำเนินการประชุมดีกว่าผมหลายเท่า เป็นผู้ดำเนินการประชุม
ผมได้เรียนรู้ว่า ประธานการประชุม กับผู้ดำเนินการประชุม ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกัน ถ้าจัดทีม ๒ คนได้ ก็จะทำให้การประชุมมีพลังมากขึ้น
ผมได้มีโอกาสมองภาพใหญ่ ภาพเชิงระบบ แถมยังได้มีเวลางีบหลับพักผ่อน ระหว่างการประชุม ให้เซลล์และใยประสาทสมองได้จัดตัว ทำให้ทำหน้าที่ประธานที่มองภาพใหญ่ คอยระมัดระวังไม่ให้การประชุมเข้าไปซุกตัวอยู่ในที่แคบ ที่ทำให้กิจการนั้นไม่เกิดการเรียนรู้ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ไม่ต้องระมัดระวังมาก เพราะผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ ๒๕ คนนั้น เป็นคนที่คิดใหญ่ คิดเชื่อมโยงอยู่แล้ว
ผมนั่งฟังและบอกตัวเองว่า ความเสี่ยงของเรื่อง ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ที่จะเข้าสู่ที่แคบ หรือมีพลังน้อยในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพของชาติ ได้แก่
· ความสับสนระหว่าง “ระบบสุขภาพ” กับ “ระบบบริการสุขภาพ” เราสับสนได้ง่าย ทั้งๆ ที่เราพูดอยู่ตลอดเวลาว่าเรามองกว้างนะ เราเน้น “ระบบสุขภาพ” นะ แต่พอทำไปๆ เราก็เผลอหยิบเอาวิธีคิดที่วนอยู่แค่ระบบบริการสุขภาพมาใช้โดยไม่รู้ตัว
· ความสับสนระหว่างการจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ” เพื่อเป็นหลักยึดตายตัว กับ เพื่อใช้ในการจัดกระบวนการเพื่อสร้างวิวัฒนาการของระบบสุขภาพของชาติ ผมเองชอบเป้าหมายหลังมากกว่า ผมไม่มองว่าจะมี “ธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ” ที่สมบูรณ์
· กระบวนการของการประชุมทำให้ผมคิดออก ว่า KMWorkshop เพื่อธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ ที่ สช. ขอให้ สคส. (คุณอ้อม) จัด ควรมีเป้าหมายอย่างไร และควรจัดกระบวนการอย่างไร หลักการสำคัญคือ เป้าหมายหลักไม่ใช่เพื่อรวบรวมความรู้ลงกระดาษ แต่เป็นการจัดหมวดหมู่ความรู้เพื่อการประเมินตนเอง ทำเป็น “ตารางแห่งอิสรภาพ”(self-assessment table) ของระบบสุขภาพ เพื่อให้ผู้ใช้ในระดับต่างๆ นำไปปรับใช้ตามบริบทของตนเอง แล้วประเมินตนเอง ได้ความเข้าใจภาพรวมของ (จังหวัดของ) ตนเอง และเข้าใจว่าระบบสุขภาพของ (จังหวัดของ) ตนเอง อยู่ตรงไหน ของภาพรวมของประเทศ และรู้ว่าในด้านที่ (จังหวัดของ) ตนอ่อนแอ จะไปขอเรียนรู้จากที่ (จังหวัด) ไหน หลักการสำคัญคือ KM เพื่อธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ เป็นการสร้างเครื่องมือเพื่อการ ลปรร. ระหว่างสังคมส่วนย่อยของประเทศ หรือเป็นการสร้างเครื่องมือให้เอาไปใช้เปลี่ยนแปลงตนเอง ไม่ใช่เป็นการสร้างเครื่องมือ (เอกสาร) เพื่อยึดมั่น ผมขอถือโอกาสนี้สื่อถึงคุณอ้อม สคส. และถึงคุณติ๊ก สช. ด้วย
· ตอนพักระหว่างการประชุม คุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ มาคุยเรื่องเครื่องมือธารปัญญา ของ KM และบ่นว่าร่างหมวด ๙ และ ๑๐ เกี่ยวกับความรู้และข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ เน้น explicit knowledge หรือความรู้จากการวิจัยมากไป ยังแตะ tacit knowledge หรือความรู้จาก KM น้อยไป ตอนประชุม ผมจึงได้โอกาสอธิบายให้เห็นดุลยภาพระหว่างความรู้จาก ๒ มุม คือมุม experimental (การทดลอง, วิชาการ) กับมุม experiential (การปฏิบัติ) และชี้ว่า “ความรู้ด้านสุขภาพ” รวม “ความรู้ด้านระบบสุขภาพ” และตัวธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติเองนั่นแหละคือ “ความรู้ด้านระบบสุขภาพ” ในหมวด ๑๐ “การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ” นั้น น่าจะต้องตีความใหม่ เป็น health communication มากกว่าเป็น dissemination เน้น Communication 2.0 ไม่ใช่ Communication 1.0 คือรวมเอาการสื่อสารความรู้ในการปฏิบัติตัวให้มีสุขภาพดีระหว่างชาวบ้านด้วยกัน เข้าไว้ด้วย
· อนาคตของร่างธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ นี้ ไม่แน่นอน จะต้องผ่านการเกลา การปรับ เปลี่ยน หรือแก้ไข ในอีกหลายด่าน ด่านสุดท้ายคือ ครม. อาจไม่ผ่านเลยก็ได้ แต่จากมุม KM ร่างธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ จะได้รับการนำไปสร้าง “ตารางแห่งอิสรภาพ” เพื่อการประเมินตนเองในระดับต่างๆ จึงเท่ากับว่า มองในมุมระบบอำนาจ ร่างธรรมนูญอาจไม่ออกมาเป็นมติคณะรัฐมนตรี หรือออกมาแบบบิดเบี้ยว แต่มองในมุมเรียนรู้ (KM) ร่างธรรมนูญ จะเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้เชิงระบบในหลากหลายระดับ หลากหลายบริบท ในสังคมไทย
วิจารณ์ พานิช
๒๘ ก.ย. ๕๑
1 บรรยากาศในห้องประชุม
2 อีกมุมหนึ่งในห้องประชุม
3 ความงามที่เห็นจากหน้าต่างห้องประชุม
4 สวนสวยหน้าสำนักงานอธิการบดี