เช้าวันที่ ๒๕ ก.ย. ๕๑ ผมนั่งฟังและร่วมถกเถียงในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิสยามกัมมาจลด้วยความสุข เพราะได้เรียนรู้วิธีคิด และได้คิดออกว่าหน่วยงานที่เป็น "แหล่งทุน" (Granting Agency) มักถูกอำนาจเงินต้อนเข้าสู่มุมอับ ทำให้คิดแคบ มีพฤติกรรมที่หลงมายาอำนาจเงิน จึงไม่สามารถ "ก้าวข้าม" ไปสู่การทำประโยชน์ยิ่งใหญ่ได้

เราถกเถียงกันเรื่อง "โครงการ" ที่คุณเปา (ปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร) ผู้จัดการมูลนิธิไปพูดคุยกับผู้เสนอโครงการ จนมีความชัดเจน จึงเอามาขออนุมัติจากคณะกรรมการ การซักถาม และให้หลักการ จากคณะกรรมการ ที่เป็นคนที่เติบโต ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ในชีวิตด้านธุรกิจ แล้วใช้ทักษะวิธีคิดของตนซักโครงการด้านสังคม เป็นที่ประทับใจผมมาก และเป็นช่วง "เปิดกระโหลก" สำหรับผม

ผมบอกตัวเองว่า การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิสยามกัมมาจล คือ KM Session สำหรับผม ผมจะต้อง capitalize เอามาทำ Knowledge Leverage ต่อ และบันทึกนี้คือส่วนหนึ่งของ CSR KM ของผม

ผมเกิดความเข้าใจลุกสว่างโพลง หรือปิ๊งแว้บ ว่าหน่วยงาน "แหล่งทุน" มักเผลอมอง "โครงการ" ที่มาขอเงินเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ตามที่ระบุในเอกสารโครงการ นั่นคือความผิดที่ฉกรรจ์มาก และทำให้โครงการพัฒนา หรือโครงการ CSR ไม่มีพลังสร้างสรรค์ ?่อสังคมอย่างแท้จริง

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ โครงการ CSR ไม่มีพลังสร้างสรรค์ ? สังคมอย่างแท้จริง ก็คือ เพราะหลงมอง และดำเนินการ เหมือนกับว่าโครงการนั้นลอยอยู่ในอวกาศ ไม่สัมพันธ์เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่นๆ เลย ทำให้โครงการนั้นขาดพลังจากความเชื่อมโยงเครือข่าย และทำให้ไม่ยั่งยืน

ผมปิ๊งแว้บ ต่อว่าคณะกรรมการที่ดูแล CSR ต้องมีวิธีคิดเรื่องโครงการ CSR และวิธีคิดแบบเลี้ยงลูกน่าจะเหมาะสมที่สุด

คือ ไม่ใช่มองโครงการแค่ ๒ ปี ๓ ปี แต่มองกิจกรรมในโครงการว่าจะมีการเติบโตขยายเครือข่ายออกไปอย่างกว้างขวาง จึงต้องมีการทำความเข้าใจกับผู้ดำเนินการโครงการ ว่าจะต้องใส่ปัจจัยสร้างความต่อเนื่องยั่งยืน มองกิจกรรมในโครงการให้เห็นความเป็น "ส่วนหนึ่งของภาพทั้งหมด" (part of the whole) และหาทางสร้างสะพานเชื่อม ระหว่าง "ส่วนย่อย" คือโครงการ กับกิจกรรมภาพใหญ่ของสังคม

วิจารณ์ พานิช

๒๘ ก.ย. ๕๑