17 กันยายน 2551

         วันสุดท้ายที่จะประชุม สภาพลำไส้ผมเริ่มกลับมาทำงานตามการหมุนของนาฬิกาแล้ว และเช้าวันนี้ก็ยังคงมีความสุขกับการกินอาหารเช้าอย่างหลากหลาย

            ที่ประชุมในวันนี้เป็นเรื่อง debate ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ที่เกี่ยวกับการรักษาภาวะฉี่เล็ด (stress urinary incontinence) เป็นต้นว่า การตรวจด้วยยูโรพลศาสตร์ การอัลตราซาวน์ เป็นต้น ที่ว่าการบรรยายแบบนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ยังคงถกเถียงกันไม่จบ และผู้ที่มานำเสนอก็เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเสียด้วย

            เหลือเวลาชั่วโมงกว่าๆเขาก็จะปิดการประชุมแล้ว ทีมแพทย์ไทยไม่อยากอยู่ร่วมงานปิด เลยออกจากห้องประชุมตั้งแต่ 11 โมง เพื่อไปหาของกินและซื้อของฝาก โดยเราตรงไปยังห้างโซโก้ที่เดิม เราต้องเตรียมกินติ่มซำร้านที่ทำเสี่ยวหลงเปาอร่อยที่สุดนั่นน่ะ ต้องรอคิวราว 30 นาที และระหว่างที่นั่งรอนี่ บีและพี่หน่อยเธอก็ไปเอาขนนโมจิที่สั่งไว้เมื่อวาน

            อย่างที่โปรยเอาไว้เมื่อวันก่อน ว่าเสี่ยวหลงเปาที่นี่อร่อยมาก มันก็คือฮะเก๋านั่นแหละนะ ผมขอให้นิยาม แป้งนุ่มเหนียว ห่อเนื้อภายในที่เป็นหมูสับและมีน้ำอยู่เพื่อความชุ่มปาก ยามที่เราเริ่มเขยับกรามเคี้ยว น้ำในห่อแป้งจะทะลักออกมาก่อน แล้วก็เคี้ยวๆๆๆ งานนี้กินไปหลายเข่ง และนอกจากอาหารอร่อยแล้ว การบริการยังต้องยกนิ้วให้ เพราะเขาดูแลแขกทุกคนได้ดีจริงๆ

 

           ออกจากร้านอาหารพุงกางนี่แล้ว เราก็รีบกลับโรงแรม เพราะต้องคืนห้องก่อนบ่ายสองโมง ต้องเอากระเป๋าลงมาฝากไว้ข้างล่าง ทั้งนี้ก็เพราะว่าเรามีโปรเจกที่จะไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเอเชียนั่นเอง

            ว่ากันว่า พิพิธภัณฑ์แห่งไต้หวันนี้มีชื่อเสียงมาก มีคนบอกผมว่า ที่นี่เป็นอันดับสาม รองลงมาจาก ลูฟ และอีกที่หนึ่งในอเมริกา ใครมีอันดับที่ดีกว่านี่ก็กรุณาต่อเติมให้ด้วยนะครับ

            ทำไมที่นี่จึงมีชื่อเสียงมากนัก

            ตอนที่ทัพของซุนยันเซ็นและเจียงไคเช็กจะมาที่นี่ เขาก็ขนสมบัติจากเมืองจีนมาด้วย และขนมาได้มากมาย มันมากขนาดไหนน่ะหรือครับ ก็ขนาดที่ไม่สามารถตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์ได้ทั้งหมดในทีเดียวครับ ต้องทยอยกันขนมาแสดง แล้วหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไปตลอดทั้งปี ในวงเล็บ นี่เป็นที่เขาเล่าให้ฟังนะครับ ไม่มีแหล่งอ้างอิงอย่างอื่นอีกเลย

            ลักษณะอาคารพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นอาคารจีนที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ค่าเข้าชมก็แสนจะถูกครับ ยิ่งพอดีที่เราเข้าไปซื้อตั๋วนั้น มีกรุ๊ปหนึ่งส่งสัญญาณไปเจรจา บอกเราว่า หากซื้อเป็นกลุ่ม ราคาจะถูกลงไปอีก สนใจไหม คำตอบก็คือ สนใจครับ ว่าแล้วน้องเล็กก็เข้าไปดำเนินการ

            ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ เขายังคงมีบริการให้ยืมหูฟังอีกแล้วครับท่าน และหูฟังแต่ละกรุ๊ปทัวร์นั้น จะจูนคลื่นให้ตรงกับของไกด์ตัวเอง เรียกว่า ใครบรรยายของกลุ่มไหน ก็ฟังกันเอง ไม่ตีกัน แบบนี้น่าประทับใจมากเลยนะครับ

            พิพิธภัณฑ์มีทั้งหมด 3 ชั้น แต่ด้วยความที่เรามีเวลาเหลือน้อยแล้ว (นัดรถมารับไปสนามบินจากโรงแรมเวลา 5 โมงเย็น) จึงต้องรีบไปตั้งต้นกันที่ชั้น 3 เพื่อหาดูหยกที่แกะสลักเป็นรูปผักกาดขาว และหมูสามชั้น ที่ว่ามันน่าดูมากนักคงไม่ใช่เทคนิกการแกะสลัก แต่มันเป็นความบังเอิญของธรรมชาติ ที่ทำให้หยกมีสีที่บังเอิญลงตัวกับสีของการแกะสลักเป็นรูปนั้นๆ อย่างหมูสามชั้นก็จะมีสีลดหลั่นกันมา เหมือนหมูจริงๆ เฉกเช่นเดียวกับผักกาดขาวนั่นแหละครับ ไล่ลงมาตั้งแต่สีเขียวลงมาเป็นขาว เหมือนของจริงเชียวครับ ความฉลาดของการแกะก็คือ ช่างคิดได้อย่างไรกันเนี่ย

            ได้เห็นส่วนที่สำคัญและเรียกแขกได้มากที่สุดแล้ว คราวนี้ก็แยกย้ายกันเดินตามความสะดวกครับ ผมก็เลยเดินคนเดียว ดูภาพเขียนจีน งานโลหะ เครื่องใช้ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และอีกมากมายก่ายกองเลยเชียวครับ ดูไปก็เกิดความตื้นตันไป นี่เขาให้ความสำคัญกับการจัดแสดงมากเพียงนี้ แล้วหันมาดูที่บ้านเราสิครับ จนป่านนี้ก็ยังนึกไม่ออกเลยว่า บ้านเราต้องไปดูที่ไหน การจัดการดีแค่ไหน ทั้งๆที่มีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมมากมาย มีสมบัติมากมาย ไหนจะเรือพระที่นั่ง ไหนจะเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ และอีกเหลือคณานับ แต่เราไม่มีการจัดการแบบนี้เลยใช่ไหมครับ

            ถึงเวลานัดหมายเราก็ได้เวลาเตรียมกลับบ้าน เราทั้งหมดบอกลาพี่น้องกับน้องเล็กด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างมากมาย ที่อุตส่าห์มาเสียเวลาอยู่กับพวกเรา

            แล้วก็มีเรื่องน่าตื่นเต้นตามมาอีกจนได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ตอนที่เดินทางมานั้น เที่ยวบินผมถูกยกเลิก ทำให้มันยกเลิกเที่ยวกลับไปด้วยโดยอัตโนมัติ แล้วจะให้ผมทำอย่างไร โดนกันถ้วนหน้าเลยครับ เพราะตกเครื่องกันมาก่อนทั้งนั้น ผมกระซิบบอกพี่พิชัยว่า สงสัยเราสองคนจะได้นั่งในชั้นธุรกิจอีกนะพี่นะ ฮ่า ฮ่า แต่เป็นโชคดีที่เครื่องหลวม ทุกคนจึงมีที่นั่งเรียบร้อย

            แบบนี้ถ้าเราไม่ได้กลับบ้าน จะเป็นความผิดของใครหนอ เราผิดเพราะดันไม่ไปยืนยันเที่ยวบินเอง หรือว่า บินไทยผิด เพราะไม่ยอมบอกเรา แต่เอ๊ะ...หัวหน้าแจ้งมาแล้วนี่นา ฮ่า ฮ่า ฮ่า (แบบว่าหัวเราะให้กับความโง่ของตัวเอง ที่ไม่มีฟังคำสั่งหัวหน้าของบินไทย ฮ่า ฮ่า ฮ่า)

            แล้วผมก็เดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ กลับไปนอนบ้านน้องสาวที่กรุงเทพ และขึ้นเครื่องต่อลงมาหาดใหญ่ในเช้าของอีกวันหนึ่ง ได้กอดลูกกอดเมียให้หายคิดถึง ไปส่งพี่แป้งที่โรงเรียน แล้วต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง

             ขอจบบันทึก "ไปไต้หวัน" ไว้ ณ ที่นี่ครับ สวัสดีครับ