วันหนึ่งได้เข้าไปค้นหาสิ่งของในห้องนอน ได้พบหนังสือ เอกสาร ตำราเรียน จากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ จำนวนมาก และหนังสือว่าด้วยการฝึกสมาธิ มีจำนวนหลายเล่มมาก

         

                 ร้านอาหารที่โปรดปรานและเป็นที่นิยมของคนในภาคอิสาน  และคนภาคอื่น ๆ รวมทั้งตัวเราด้วยคืออาหารที่มีรสเด็ด เผ็ดเปรี้ยว อย่างเช่นร้านที่มีส้มตำ ไก่ย่างเป็นต้น  นับว่าเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เราต้องไปเป็นขาประจำของร้านอาหารแห่งนั้นสมมุติชื่อ "ร้านส้มตำรสแซบ"

             วันนั้นเป็นวันทำงานของราชการ  ทุกครั้งเราได้สังเกตว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 13 - 15 ปี  ทำหน้าที่เสิร์ฟอาหาร เก็บโต๊ะ ล้างจาน และถ้าช้าหรือไม่ถูกใจเจ้าของร้าน  เด็กหญิงสมมุติชื่อเขียด  จะถูกเจ้าของร้านด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคายและใช้ความรุนแรง  ทำให้นึกเห็นใจ

            คราวต่อมา..และต่อมา..ก็เจอเหตุการณ์เช่นนี้อีก  จึงได้ถามเด็กเขียดว่า  ทำไมไม่ไปโรงเรียน  เด็กเขียดได้เล่าให้ฟังว่า "เรียนจบแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไม่มีทะเบียนบ้านครูบอกว่าไปเรียนต่อไม่ได้ อีกอย่างไม่มีเงินเรียน อาศัยอยู่กับตาและยายยากจน จึงมารับจ้างที่ร้านได้ค่าแรงวันละ 30 บาท"    ... และ...ต่อมาได้ไปที่ร้านนั้นอีกครั้งเพราะติดใจเด็กเขียดมากกว่า  แต่ก็ผิดหวังเพราะวันนี้เด็กเขียดไม่มาทำงาน  ยายข้างร้านบอกว่าเด็กเขียดต้องดูแลตาและยายที่แก่มากแล้วและยากจนด้วย

          เมื่อสืบทราบและพอจะเดาสถานที่เด็กเขียดอาศัยอยู่  เราตัดสินใจเดินเข้าไปถามและโชคดีที่ได้เจอเด็กเขียดอาศัยอยู่กับตายายที่กระท่อมเก่า ๆ ผุพัง แต่ก็ดูสะอาดเพราะเด็กเขียดมีนิสัยสะอาด  สังเกตจากเสื้อผ้าที่สวมใส่แม้จะเก่าแต่ก็สะอาด  ตายายที่เด็กเขียดอาศัยอยู่ด้วยไม่ใช่ตายายโดยสายเลือด  เพียงแค่เป็นเพื่อนบ้านเมื่อครั้งยาย(ตัวจริง)ของเด็กเขียดยังมีชีวิตอยู่  ภายหลังเมื่อยายได้เสียชีวิตลง  ทำให้ตาและยายเพื่อนบ้านคู่นี้รับเด็กเขียดมาอาศัยอยู่ด้วย  ให้ไปโรงเรียนตามมีตามเกิด ส่วนพ่อและแม่ของเด็กเขียดนั้นไม่มีใครทราบว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

         ขณะที่คุยกันได้สังเกตเห็นมีหนังสือเรียนเก่า ๆ ขาด ๆ หลายวิชาของชั้นมัธยม  เด็กเขียดบอกว่าขอมาจากลูกเจ้าของร้านส้มตำ  เอามาอ่านยามว่าง  เพราะกลัวจะเป็นคนโง่  เมื่อเราลองชวนเด็กเขียดให้ไปอยู่ด้วยกัน ตายายได้ยินรีบชิงกันพูดเสนอว่าเด็กเขียดควรไปอยู่กับเราซึ่งดูแล้วน่าจะอบอุ่นกว่า  เพราะตายายก็แก่แล้วและอาศัยพื้นที่ของคนอื่นด้วย ไม่นานอาจถูกไล่ที่ รู้สึกเป็นห่วงเด็กเขียด"  เราให้เวลาเด็กเขียดตัดสินใจ 5 วัน  หลังจากนั้นเพียง 2 วันเราก็ได้รับโทรศัพท์จากเด็กเขียดว่ามีความยินดีและพร้อมที่จะไปอยู่ด้วย

          เราได้นำเด็กเขียดไปทุกแห่งที่สามารถทำให้เด็กเขียดมีทะเบียนบ้าน และได้รับความร่วมมือจากคณะครูโรงเรียนที่เด็กเขียดเคยเรียน  ซึ่งมีร่องรอยของหลักฐานปรากฏอยู่  แต่มันก็ไม่ง่ายนัก  ทำให้เด็กเขียดได้มีโอกาสเป็นนักเรียนอีกครั้งในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ซึ่งช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันไป 1 ปี) ผลการเรียนของเด็กเขียดอยู่ในเกณฑ์ดีและดีมากทุกวิชา  ความรับผิดชอบในบ้านไม่ต้องเสียเวลาบอก เด็กเขียดทำได้ทุกอย่าง บางครั้งต้องออกปากให้หยุดทำบ้าง กลัวว่าคนที่พบเห็นจะเข้าใจผิดว่าใช้แรงงานเด็กมากเกินไป

          เราไม่ใช่คนร่ำรวย หรือมีเงินเหลือกินเหลือใช้  แต่ถ้าเราอยากจะให้โอกาสกับใครสักคนหนึ่ง  มันก็คงไม่เกินความตั้งใจที่ต้องการจะให้ได้  เด็กเขียดอยู่กับเราเหมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่ง  ระหว่างนั้น ๆ จะไปเยี่ยมตายายสองสามเดือนครั้งหนึ่งจนกระทั่งตายายได้เสียชีวิตลง  ชีวิตของเด็กเขียดก็ดูจะไม่เหลือใคร  พ่อหรือแม่นั้นก็ยังไม่เคยเห็นหน้าเพียงแต่ปรากฏชื่อแม่  ไม่ปรากฏชื่อพ่อในหลักฐาน

        การเรียนและความประพฤติของเด็กเขียดไม่ได้เป็นปัญหากับเรา  เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เด็กเขียดได้เข้าเรียนระดับอุดมศึกษาของรัฐ  โดยไม่เคยได้เรียนกวดวิชาแม้แต่น้อย  มีผลการเรียนอยู่ในระดับดีตลอดมา  ปัจจุบันเด็กเขียดอายุ 29 ปี  รับราชการชั้นสัญญาบัตรมีรายได้เลี้ยงดูตัวเองได้

         ความต่าง....เด็กเขียดนั่นก็คือเด็กดิน  เป็นเด็กผู้หญิงลูกสาวคนเดียวของพ่อแม่  เราพบเด็กดินเมื่อเราได้ย้ายโรงเรียน ที่นั่นมีแต่เด็กบ้านนอกห่างไกลความเจริญ  เด็กดินอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ยิ้มตลอดเวลาคล้าย ๆ เด็กขี้อาย  อ่านไม่ได้ เขียนก็ไม่เก่ง แต่แต่งกายสะอาด  เพราะแม่ดูแลดี ครูทุกคนจะพูดเป็นทำนองเดียวกันว่า "ท่าดีทีเหลว"  เมื่อขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 -3 ยังไม่เห็นทีท่าว่าจะอ่านได้เขียนได้  ตั้งแต่แรกพบเด็กดินจะมาคลอเคลียที่โต๊ะครูอยู่เสมอ  และวิ่งเร็วมากเมื่อถูกใช้ไหว้วาน  เมื่อมีการบ้านเด็กดินทำมาครบทุกข้อ แต่...ผิดทุกข้อ   เมื่อขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หรือ 5 - 6 เด็กดินเพียงแค่อ่านหนังสือได้บ้างและทำตามตัวอย่างได้ดี  ไม่สามารถทำเลขได้เอง หรือตอบคำถามที่เป็นโจทย์ยาว ๆ ได้ แต่..เด็กดินสนใจหนังสือ สนใจการเรียนแต่ก็ยังมองไม่ออกว่ามีระดับสติปัญญาอยู่ในระดับใด  คุณลักษณะแบบเดิม ๆ คือยิ้มอย่างเดียว พูดน้อย หรือไม่ช่างพูดนั่นเอง

        ด้านครอบครัว เด็กดินจัดได้ว่าเป็นครอบครัวที่ยากจน บ้านโตกว่ากระท่อมแต่สะอาด  เราเคยไปบ้านเด็กดิน ไม่ทราบว่าจะขึ้นบันไดบ้านได้อย่างไร เพราะเป็นไม้ไผ่กลมๆ ไม่กล้าเหยียบ  พื้นบ้านประมาณ 10 ตารางเมตร ไม่มีห้องนอน เป็นห้องอเนกประสงค์  แม่เป็นผู้มีน้ำใจงามมากจะหาของฝากและตกแต่งให้อย่างดี พ่อชอบไปนั่งห้างดักสัตว์ป่าตอนกลางคืน  และกลับมานนอนกลางวัน  วันหนึ่งเด็กดินไม่ทานข้าวกลางวัน บอกว่าไม่ได้เอาข้าวมาเพราะที่บ้านไม่มีข้าว พ่อไปหาของป่ายังไม่กลับ  ถ้าได้ของป่าแม่จะนำไปขายและซื้อข้าวกลับบ้าน

         เพราะเด็กดินติดเรามาก  กลางคืนจะมานอนค้างด้วยที่บ้านพักครูเสมอ จนกระทั่งเราได้ย้ายโรงเรียนเมื่อเด็กดินสนใจที่จะมาอยู่ด้วย และพ่อแม่มีความยินดี  จึงให้เด็กดินเรียนที่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนขยายโอกาส เดินทางจากในเมืองไปเรียนที่โรงเรียนบ้านนอก  เราต้องตอบคำถามทุกคนว่า ..เด็กดินไม่สามารถเรียนกับเด็กปกติในเมืองได้เพราะอ่านหนังสือไม่ ออกเนื่องจากกลัวคำครหาว่าไม่ให้โอกาสแก่เด็ก  ....ต่อ ๆ มาเด็กดินเริมอ่านออก  เขียนได้ เพราะความสนใจการเรียน มีความขยันอ่าน ขยันเขียน ขยันทำการบ้าน หากไม่รู้หรือไม่ได้เด็กดินจะหาอ่าน ค้นคว้าเมื่อจนปัญญาจึงได้ถาม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการเรียนดีขึ้นแทบไม่น่าเชื่อ  ได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งขันทักษะทางวิชาการ  และระดับการเรียนสูง  จึงทำให้เกิดปัญหาที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง 

          วันหนึ่งได้เข้าไปค้นหาสิ่งของในห้องนอน  ได้พบหนังสือ เอกสาร ตำราเรียน  จากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ จำนวนมาก และหนังสือว่าด้วยการฝึกสมาธิ มีจำนวนหลายเล่มมาก  เพราะเด็กดินมีนิสัยนอนแต่หัวค่ำประมาณ 2 ทุ่มและตื่นตี 3 -ตี 4 ทุกวัน มีสุขภาพดีเพราะชอบออกกำลังกาย  เคยได้รับรางวัลชนะเลิศการวิ่งมาราธอน  20 กิโลเมตร เมื่ออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภายหลังได้เห็นว่าควรมอบโอกาสให้เด็กดินได้แล้ว  จึงได้ย้ายจากโรงเรียนบ้านนอกไปเรียนที่โรงเรียนในเมือง  ไม่ทำให้มีปัญหาเรื่องการเรียน  จนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายผลการเรียนเริ่มเด่นชัดขึ้น คราวนี้เด็กดินเริ่มขยันมากขึ้น  จัดเวลาไปเรียนกวดวิชาด้วยตนเอง รู้จักแหล่งค้นคว้าและหาตำราเรียนด้วยตนเอง

         ปัจจุบันเด็กดินเรียนอยู่มหาวิทยาลัยของรัฐที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง  ด้านความประพฤติไม่มีปัญหาที่ต้องแก้ไข เด็กดินมีทักษะของ "การฉลาดเลือก"  ส่วนเด็กเขียดมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเรื่องการเรียนของเด็กดิน