๑๓.ความเหมือนหรือความต่าง


วันหนึ่งได้เข้าไปค้นหาสิ่งของในห้องนอน ได้พบหนังสือ เอกสาร ตำราเรียน จากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ จำนวนมาก และหนังสือว่าด้วยการฝึกสมาธิ มีจำนวนหลายเล่มมาก

         

                 ร้านอาหารที่โปรดปรานและเป็นที่นิยมของคนในภาคอิสาน  และคนภาคอื่น ๆ รวมทั้งตัวเราด้วยคืออาหารที่มีรสเด็ด เผ็ดเปรี้ยว อย่างเช่นร้านที่มีส้มตำ ไก่ย่างเป็นต้น  นับว่าเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เราต้องไปเป็นขาประจำของร้านอาหารแห่งนั้นสมมุติชื่อ "ร้านส้มตำรสแซบ"

             วันนั้นเป็นวันทำงานของราชการ  ทุกครั้งเราได้สังเกตว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 13 - 15 ปี  ทำหน้าที่เสิร์ฟอาหาร เก็บโต๊ะ ล้างจาน และถ้าช้าหรือไม่ถูกใจเจ้าของร้าน  เด็กหญิงสมมุติชื่อเขียด  จะถูกเจ้าของร้านด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคายและใช้ความรุนแรง  ทำให้นึกเห็นใจ

            คราวต่อมา..และต่อมา..ก็เจอเหตุการณ์เช่นนี้อีก  จึงได้ถามเด็กเขียดว่า  ทำไมไม่ไปโรงเรียน  เด็กเขียดได้เล่าให้ฟังว่า "เรียนจบแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไม่มีทะเบียนบ้านครูบอกว่าไปเรียนต่อไม่ได้ อีกอย่างไม่มีเงินเรียน อาศัยอยู่กับตาและยายยากจน จึงมารับจ้างที่ร้านได้ค่าแรงวันละ 30 บาท"    ... และ...ต่อมาได้ไปที่ร้านนั้นอีกครั้งเพราะติดใจเด็กเขียดมากกว่า  แต่ก็ผิดหวังเพราะวันนี้เด็กเขียดไม่มาทำงาน  ยายข้างร้านบอกว่าเด็กเขียดต้องดูแลตาและยายที่แก่มากแล้วและยากจนด้วย

          เมื่อสืบทราบและพอจะเดาสถานที่เด็กเขียดอาศัยอยู่  เราตัดสินใจเดินเข้าไปถามและโชคดีที่ได้เจอเด็กเขียดอาศัยอยู่กับตายายที่กระท่อมเก่า ๆ ผุพัง แต่ก็ดูสะอาดเพราะเด็กเขียดมีนิสัยสะอาด  สังเกตจากเสื้อผ้าที่สวมใส่แม้จะเก่าแต่ก็สะอาด  ตายายที่เด็กเขียดอาศัยอยู่ด้วยไม่ใช่ตายายโดยสายเลือด  เพียงแค่เป็นเพื่อนบ้านเมื่อครั้งยาย(ตัวจริง)ของเด็กเขียดยังมีชีวิตอยู่  ภายหลังเมื่อยายได้เสียชีวิตลง  ทำให้ตาและยายเพื่อนบ้านคู่นี้รับเด็กเขียดมาอาศัยอยู่ด้วย  ให้ไปโรงเรียนตามมีตามเกิด ส่วนพ่อและแม่ของเด็กเขียดนั้นไม่มีใครทราบว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

         ขณะที่คุยกันได้สังเกตเห็นมีหนังสือเรียนเก่า ๆ ขาด ๆ หลายวิชาของชั้นมัธยม  เด็กเขียดบอกว่าขอมาจากลูกเจ้าของร้านส้มตำ  เอามาอ่านยามว่าง  เพราะกลัวจะเป็นคนโง่  เมื่อเราลองชวนเด็กเขียดให้ไปอยู่ด้วยกัน ตายายได้ยินรีบชิงกันพูดเสนอว่าเด็กเขียดควรไปอยู่กับเราซึ่งดูแล้วน่าจะอบอุ่นกว่า  เพราะตายายก็แก่แล้วและอาศัยพื้นที่ของคนอื่นด้วย ไม่นานอาจถูกไล่ที่ รู้สึกเป็นห่วงเด็กเขียด"  เราให้เวลาเด็กเขียดตัดสินใจ 5 วัน  หลังจากนั้นเพียง 2 วันเราก็ได้รับโทรศัพท์จากเด็กเขียดว่ามีความยินดีและพร้อมที่จะไปอยู่ด้วย

          เราได้นำเด็กเขียดไปทุกแห่งที่สามารถทำให้เด็กเขียดมีทะเบียนบ้าน และได้รับความร่วมมือจากคณะครูโรงเรียนที่เด็กเขียดเคยเรียน  ซึ่งมีร่องรอยของหลักฐานปรากฏอยู่  แต่มันก็ไม่ง่ายนัก  ทำให้เด็กเขียดได้มีโอกาสเป็นนักเรียนอีกครั้งในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ซึ่งช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันไป 1 ปี) ผลการเรียนของเด็กเขียดอยู่ในเกณฑ์ดีและดีมากทุกวิชา  ความรับผิดชอบในบ้านไม่ต้องเสียเวลาบอก เด็กเขียดทำได้ทุกอย่าง บางครั้งต้องออกปากให้หยุดทำบ้าง กลัวว่าคนที่พบเห็นจะเข้าใจผิดว่าใช้แรงงานเด็กมากเกินไป

          เราไม่ใช่คนร่ำรวย หรือมีเงินเหลือกินเหลือใช้  แต่ถ้าเราอยากจะให้โอกาสกับใครสักคนหนึ่ง  มันก็คงไม่เกินความตั้งใจที่ต้องการจะให้ได้  เด็กเขียดอยู่กับเราเหมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่ง  ระหว่างนั้น ๆ จะไปเยี่ยมตายายสองสามเดือนครั้งหนึ่งจนกระทั่งตายายได้เสียชีวิตลง  ชีวิตของเด็กเขียดก็ดูจะไม่เหลือใคร  พ่อหรือแม่นั้นก็ยังไม่เคยเห็นหน้าเพียงแต่ปรากฏชื่อแม่  ไม่ปรากฏชื่อพ่อในหลักฐาน

        การเรียนและความประพฤติของเด็กเขียดไม่ได้เป็นปัญหากับเรา  เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เด็กเขียดได้เข้าเรียนระดับอุดมศึกษาของรัฐ  โดยไม่เคยได้เรียนกวดวิชาแม้แต่น้อย  มีผลการเรียนอยู่ในระดับดีตลอดมา  ปัจจุบันเด็กเขียดอายุ 29 ปี  รับราชการชั้นสัญญาบัตรมีรายได้เลี้ยงดูตัวเองได้

         ความต่าง....เด็กเขียดนั่นก็คือเด็กดิน  เป็นเด็กผู้หญิงลูกสาวคนเดียวของพ่อแม่  เราพบเด็กดินเมื่อเราได้ย้ายโรงเรียน ที่นั่นมีแต่เด็กบ้านนอกห่างไกลความเจริญ  เด็กดินอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ยิ้มตลอดเวลาคล้าย ๆ เด็กขี้อาย  อ่านไม่ได้ เขียนก็ไม่เก่ง แต่แต่งกายสะอาด  เพราะแม่ดูแลดี ครูทุกคนจะพูดเป็นทำนองเดียวกันว่า "ท่าดีทีเหลว"  เมื่อขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 -3 ยังไม่เห็นทีท่าว่าจะอ่านได้เขียนได้  ตั้งแต่แรกพบเด็กดินจะมาคลอเคลียที่โต๊ะครูอยู่เสมอ  และวิ่งเร็วมากเมื่อถูกใช้ไหว้วาน  เมื่อมีการบ้านเด็กดินทำมาครบทุกข้อ แต่...ผิดทุกข้อ   เมื่อขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หรือ 5 - 6 เด็กดินเพียงแค่อ่านหนังสือได้บ้างและทำตามตัวอย่างได้ดี  ไม่สามารถทำเลขได้เอง หรือตอบคำถามที่เป็นโจทย์ยาว ๆ ได้ แต่..เด็กดินสนใจหนังสือ สนใจการเรียนแต่ก็ยังมองไม่ออกว่ามีระดับสติปัญญาอยู่ในระดับใด  คุณลักษณะแบบเดิม ๆ คือยิ้มอย่างเดียว พูดน้อย หรือไม่ช่างพูดนั่นเอง

        ด้านครอบครัว เด็กดินจัดได้ว่าเป็นครอบครัวที่ยากจน บ้านโตกว่ากระท่อมแต่สะอาด  เราเคยไปบ้านเด็กดิน ไม่ทราบว่าจะขึ้นบันไดบ้านได้อย่างไร เพราะเป็นไม้ไผ่กลมๆ ไม่กล้าเหยียบ  พื้นบ้านประมาณ 10 ตารางเมตร ไม่มีห้องนอน เป็นห้องอเนกประสงค์  แม่เป็นผู้มีน้ำใจงามมากจะหาของฝากและตกแต่งให้อย่างดี พ่อชอบไปนั่งห้างดักสัตว์ป่าตอนกลางคืน  และกลับมานนอนกลางวัน  วันหนึ่งเด็กดินไม่ทานข้าวกลางวัน บอกว่าไม่ได้เอาข้าวมาเพราะที่บ้านไม่มีข้าว พ่อไปหาของป่ายังไม่กลับ  ถ้าได้ของป่าแม่จะนำไปขายและซื้อข้าวกลับบ้าน

         เพราะเด็กดินติดเรามาก  กลางคืนจะมานอนค้างด้วยที่บ้านพักครูเสมอ จนกระทั่งเราได้ย้ายโรงเรียนเมื่อเด็กดินสนใจที่จะมาอยู่ด้วย และพ่อแม่มีความยินดี  จึงให้เด็กดินเรียนที่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนขยายโอกาส เดินทางจากในเมืองไปเรียนที่โรงเรียนบ้านนอก  เราต้องตอบคำถามทุกคนว่า ..เด็กดินไม่สามารถเรียนกับเด็กปกติในเมืองได้เพราะอ่านหนังสือไม่ ออกเนื่องจากกลัวคำครหาว่าไม่ให้โอกาสแก่เด็ก  ....ต่อ ๆ มาเด็กดินเริมอ่านออก  เขียนได้ เพราะความสนใจการเรียน มีความขยันอ่าน ขยันเขียน ขยันทำการบ้าน หากไม่รู้หรือไม่ได้เด็กดินจะหาอ่าน ค้นคว้าเมื่อจนปัญญาจึงได้ถาม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการเรียนดีขึ้นแทบไม่น่าเชื่อ  ได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งขันทักษะทางวิชาการ  และระดับการเรียนสูง  จึงทำให้เกิดปัญหาที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง 

          วันหนึ่งได้เข้าไปค้นหาสิ่งของในห้องนอน  ได้พบหนังสือ เอกสาร ตำราเรียน  จากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ จำนวนมาก และหนังสือว่าด้วยการฝึกสมาธิ มีจำนวนหลายเล่มมาก  เพราะเด็กดินมีนิสัยนอนแต่หัวค่ำประมาณ 2 ทุ่มและตื่นตี 3 -ตี 4 ทุกวัน มีสุขภาพดีเพราะชอบออกกำลังกาย  เคยได้รับรางวัลชนะเลิศการวิ่งมาราธอน  20 กิโลเมตร เมื่ออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภายหลังได้เห็นว่าควรมอบโอกาสให้เด็กดินได้แล้ว  จึงได้ย้ายจากโรงเรียนบ้านนอกไปเรียนที่โรงเรียนในเมือง  ไม่ทำให้มีปัญหาเรื่องการเรียน  จนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายผลการเรียนเริ่มเด่นชัดขึ้น คราวนี้เด็กดินเริ่มขยันมากขึ้น  จัดเวลาไปเรียนกวดวิชาด้วยตนเอง รู้จักแหล่งค้นคว้าและหาตำราเรียนด้วยตนเอง

         ปัจจุบันเด็กดินเรียนอยู่มหาวิทยาลัยของรัฐที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง  ด้านความประพฤติไม่มีปัญหาที่ต้องแก้ไข เด็กดินมีทักษะของ "การฉลาดเลือก"  ส่วนเด็กเขียดมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเรื่องการเรียนของเด็กดิน

       

หมายเลขบันทึก: 211556เขียนเมื่อ 25 กันยายน 2008 20:10 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 19:36 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (16)

ดอกไม้สวยครับ

ดอกไม้สวย

คนสวย

อิอิ

ขอบคุณครับ

ผมได้อ่านแล้วก็ทราบซึ้งเหมือนวิ่งจี๊ดเข้าไปในหัวใจเลยครับ

ความรู้สึกของคนที่เป็นครู ได้เห็นลูกศิษย์หรือคนที่รู้จักมีความสุขและประสบความสำเร็จ มันเป็นความสุขที่หาที่เปรียบไม่ได้จริงๆ

อนุโมทนาผลบุญครั้งนี้ด้วยครับ

ดีใจที่ได้เข้ามาอ่านเรื่องนี้ครับ 

ขอบคุณค่ะคุณครูครูโย่ง หัวหน้า~ natadee

ที่บ้านฝึกเลี้ยงกล้วยไม้ค่ะ 

มีรุ่นพิเศษ  สนใจไหมคะ "รุ่นเดียว รุ่นแรก"

จากนั้นไม่มให้เห็นอีกเลยค่ะ

ขอขอบคุณค่ะน้องชาย คนพลัดถิ่น

เพียงแค่เป็นการแบ่งปัน  สิ่งที่ไม่เกินกำลังความสามารถ

เราไม่รวยล้นฟ้า  แต่เราก็ไม่ลำบาก

ที่ยังไม่กล่าวถึงก็มีนะคะ เพราะยังไม่โดดเด่นเหมือนคู่นี้

ชอบจังเลยครับ พยายามหาโอกาสมาอ่านบ่อย แต่เวลาไม่ค่อยเอื้อ แต่อย่างไรเสีย บันทึกย้อนหลังที่ผมสามารถตามอ่านได้ คงเป็นประโยชน์กับครูใหม่ๆอย่างผมมากมายเลยที่เดียวครับ

ขอบคุณที่แบ่งปันครั

ขอบคุณค่ะคุณครูคนใหม่สุรชัย เพชรวงษ์

ถ้าเขียนเรื่องอื่น ๆ พี่ไม่มีจินตนาการ อย่างเช่นเพื่อนขอร้อง

ให้เขียนเรื่องราวของเธอบ้าง  เพราะเป็นบทเรียนฉบับหนึ่ง

เขียนวกไปวนมา  แต่การที่เล่าเรื่องที่ได้สัมผัสและใกล้ตัว

จะทำให้เล่าไปเรื่อย ๆ เพราะจำลำดับได้ค่ะ

ขอเป็นกำลังใจให้ "คุณครู" ค่ะ

คุณครูขา

ชื่นใจจริงๆ ค่ะ

ขอบคุณแทน เด็กๆ  มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  ที่ครูให้โอกาส

นึกถึงตอนเป็นเด็ก  ตอนนั้นกำลังจะจบช้ัน ป 6  คุณครูที่สอน จะจับกลุ่ม  (กลุ่มครูและกลุ่มนักเรียน)  สอนพิเศษให้  โดยใช้บ้านของครูท่านหนึ่งเป็นโรงเรียนช่วงเย็น  ท่านที่ถนัดภษาอังกฤษ ก็จะสอนอังกฤษ  ถนัดวิทย์ก็จะสอนวิทย์  บางครั้งก็จะมีเพื่อนของคุณครูมาช่วยสอนด้วย 

เลิกประมาณ 2 ทุ่ม ก็จะมีครูมาส่ง(นักเรียนหลายๆคน) สมัยนั้นมีแต่จักรยานค่ะ

ค่าเรียนพิเศษ  ไม่ต้องจ่าย  ฟรีค่ะ

แถมบางวันครูยังเลี้ยงข้าว  ขนม ด้วย เป็นค่าจ้าง(รึเปล่า)  ให้เด็กๆ อยากไปเรียน

ผลลัพธ์  คือ  ช่วงสอบเข้า ม 1  สอบได้ ที่ 1  แม้ว่าจะเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ  แต่ก็น่าภูมิใจนะค่ะ

สมัยนี้นักเรียนต้องมีค่าเรียนพิเศษค่ะ

 

สวัสดีค่ะคุณ กระติก

ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ  เพียงแค่พอแบ่งปันได้

ประหยัด และลดค่าใช้จ่ายส่วนตัวสิ้นเปลือง

เก็บออมไว้เพื่อ "การสร้างอนาคต" ของคน ๆ หนึ่ง

เด็กสองคนนี้มีนิสัยที่เหมือนกันคือ "ความซื่อสัตย์/กตัญญู"

ขอขอบคุณค่ะ  ว่าง ๆ แวะมาอีกนะคะ

 

  • มาเรียนรู้เส้นทางก้าวย่างของเด็กเขียดกับเด็กดิน
  • เป็นเส้นทางที่ใช้โอกาสหยิบยื่นสิ่งดีๆให้ชีวิตโดยมีแม่ครูอยู่เบื้องหลัง
  • ความรับผิดชอบในตัวเองเป็นพลังด้านในกับการก้าวไป
  • "การฉลาดเลือก"สิ่งที่เหมาะสมให้กับตัวเองน่าจะเป็นองค์
  • ความรู้ที่สามารถถ่ายทอดสู่คนรุ่นน้องได้เป็นอย่างดี
  • อนุโมทนาสาธุกับเรื่องราวที่ดีๆอีกเรื่องหนึ่ง

นมัสการพระคุณเจ้า tukkatummo เจ้าค่ะ

เด็กเขียดและเด็กดินเป็นเด็กใฝ่ธรรมะ

ถ้าว่างจะชวนกันไปปฏิบัติธรรม ถือศีลแปด

ฝึกวิปัสนาและกัมมัฏฐานเป็นเวลาหลาย ๆ วัน

หนังสือท่อ่านก็จะเป็นแนวของ "ความเป็นอนัตตา"

ขอขอบคุณพระคุณเจ้าเป็นอย่างสูง เจ้าค่ะ

กล้วยไม้ป่า อ่านไปมา ห้าหกรอบ

ต้องขอมอบ ดอกกล้วยไม้ ให้เป็นศรี

ให้เป็นเกียรติ งานเผยแพร่ แก่ครูดี

คุณค่านี้ กล้วยไม้ทั้งป่า คารวะเธอ.....

           (ชยพร แอคะรัจน์ -ประพันธ์)

  • ขอชื่นชมพี่ครูคิมจากใจจริง..
  • ความสุขใดไม่มีอีกแล้วสำหรับคนเป็นครูที่ได้ให้โอกาสเด็กด้อยโอกาส..ให้เขาได้รับโอกาสทางการศึกษา
  • หากไม่ได้คนดีโอบอุ้ม..อนาคตของเด็กทั้งสอง ไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร 
  • แต่ชื่นชมเด็กทั้งสองด้วย (น้องเขียดก็คงรุ่นน้องครูแอนไม่กี่ปี)
  • ที่มีความตั้งใจ ใฝ่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
  • น้องเขียดต้องรับผิดชอบเรื่องการเรียนน้องดิน..เป็นเพราะได้รับการสั่งสอนมาดี ดีที่เด็กเองด้วย
  • เป็นกำลังใจให้พี่ครูคิมได้ช่วยเหลือเด็กๆและทำหน้าที่คุณครูต่อไป

สวัสดีค่ะ อาจารย์ชยพร แอคะรัจน์

ขอขอบคุณ  คนทำดี  ที่เห็นค่า

กล้วยไม้ป่า  มอบให้  เพื่อสร้างฝัน

เพียรร้อยคำ  สรรให้  ชื่นใจพลัน

จะมุ่งมั่น  สร้างฝัน  ไม่หวั่นเลย

หวัดดีค่ะ  สาวน้อย คุณครูแอน

น้องดินและน้องเขียด  เขาก็อยากทราบนะคะว่าเราต้องการอะไรจากเขา  เขาจะช่วยกันทำเพื่อให้พี่คิมมีความสุข

แต่พี่คิมบอกว่าไม่ต้องการอะไร "เพียงแต่ขอให้ทำตามแบบอย่างที่พี่คิมทำ  เป็นคนมีความเมตตากรุณา โอบอ้อมอารี"

ขอบคุณน้องแอนค่ะ

น่าชื่นใจ..ที่มีครูดีดีแบบครูคิมค่ะ

การทำให้เด็กได้รับโอกาสที่ดี เป็นการปั้นคนให้เป็นคนดีของสังคม น่าชื่นชมมากๆค่ะ

 

 

ขอบคุณค่ะคุณ แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช

เป็นการให้ที่ไม่มีใครมาบังคับ หรือขอร้อง

เด็กทั้งสองประพฤติดี ไม่ทำให้เดือดร้อนค่ะ

ขอให้คุณแก้วมีความสุขกับการทำงานในวันนี้นะคะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
L3nr
ระบบห้องเรียนกลับทาง