หลังจากที่ฟังลูกอย่างจริงๆ จังๆ ทำให้ผมเริ่มเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของลูกขึ้นมาบ้าง

               เช้าวันนี้ในขณะที่ผมกำลังทานข้าวอยู่กับลูกชาย (คนเล็ก) อยู่ดีๆ ลูกผมก็เอ่ยขึ้นมาว่า . . . ชีวิตคนเรามีแค่นี้หรือ . . . เรียนหนังสือ . . . แล้วทำงาน . . . แล้วก็ตาย? . . . เจอคำถามแบบนี้แต่เช้า ทำเอาผมอึ้งไปสักพักก่อนที่จะตั้งหลักตอบไปว่า . . . การที่เรา มีชีวิต เท่ากับว่าเรา ได้รับโอกาส ในการพัฒนา . . . ไม่ว่าเราจะเรียนหนังสือหรือทำงาน เราสามารถพัฒนาได้ทั้งนั้น . . . เป็นการพัฒนาให้เกิด สติ ให้เกิด ปัญญา เพื่อที่ว่าเราจะได้ หลุดออก จากวงจรดังกล่าวได้ เฉกเช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าได้เห็น วงจรแห่งการเกิดแก่เจ็บตาย แล้วท่านก็คิดว่าจะต้องหา หนทาง เพื่อที่จะ หลุด ออกไปจากวงจรนั้นให้ได้ . . . โชคดีนะที่เราได้เกิดมา เป็นคน   เราจึงมีโอกาสที่จะได้ ฝึกพัฒนาตน ไปสู่สิ่งที่ สูงกว่า . . .

              พูดไปซะยาว แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ากำลังพูดอยู่กับผู้ที่อยู่ใน วัยรุ่น จึงถามกลับไปว่า. . . ทำไมจึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา? ลูกชายผมกล่าวเพิ่มเติมว่า . . . ไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราต้องใช้เวลาครึ่งค่อนชีวิตอยู่กับตำรับตำราและการเรียนการสอน . . . หลังจากที่ฟังลูกอย่างจริงๆ จังๆ ทำให้ผมเริ่มเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของลูกขึ้นมาบ้างแล้ว คิดว่าบทสนทนานี้น่าจะมาจากการที่ช่วงนี้เขาคงกำลังเคร่งเครียดอยู่กับการสอบ คงไม่ได้คิดจะไปสู่นิพพานอย่างที่ผมสาธยายไว้ในตอนแรก!!