เมื่อวันก่อนตอนที่ผมขับรถจะเข้าถนนวิภาวดี รถตู้ที่อยู่ข้างหลังผมขับตามจี้มาจนติดท้ายรถผม ส่วนรถที่อยู่ข้างหน้าก็ขับค่อนข้างช้า ผมเองพยายามจะเบี่ยงออกขวา แต่ก็ยังทำไม่ได้เพราะจะเข้าไปในเลนของถนนวิภาวดีอย่างทันทีทันใด เกรงว่าจะเป็นอันตรายจากรถที่วิ่งอยู่ในสายหลัก จึงต้องชะลอความเร็วตามรถคันที่อยู่ข้างหน้า ปรากฏว่ารถตู้ที่ตามมานั้นปีบแตรเสียงดังลั่น เพราะท่านต้องการจะให้ผมไปเร็วขึ้น แล้วผมจะไปเร็วขึ้นได้อย่างไรก็ในเมื่อรถคันที่อยู่ข้างหน้านั้นมันขับช้าอยู่ ผมเองได้แต่เปิดไฟเลี้ยวขวาเพื่อส่งสัญญาณให้ทราบว่าผมเองก็กำลังจะออกขวาเพื่อลงไปวิ่งบนทางหลัก (ถนนวิภาวดี) เหมือนกันในทันทีที่ทำได้ แต่เป็นเพราะทำยังไม่ได้ก็เลยได้แต่ขับตามคันหน้าไปเพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม
คนขับรถตู้ทั้งปีบแตรทั้งพยายามจะแซงออกทางขวา ซึ่งผมเองก็กำลังหาทางจะออกขวาด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดสภาพคล้ายกับว่าผมนั้น “กันท่า” ไม่ยอมให้เขาแซง ทั้งๆ ที่ผมเองก็อยากหนีรถข้างหน้า (ที่ขับช้า) ออกมาทางขวาเหมือนกัน ฟังจากเสียงแตรที่ปีบใส่ผม แสดงว่าคนขับรถตู้คงจะโมโหมาก ผมเองก็หงุดหงิดใจว่าทำไมต้องมาปีบแตรไล่ด้วย ผมเองก็อยากจะขับไปให้เร็วขึ้นเช่นกัน ไม่ได้ต้องการจะไปช้าๆ แบบนี้หรือไม่ได้มีเจตนาที่จะขับกันท่าไม่ให้เขาแซงขึ้นมาแต่อย่างใด . . . ทำไมคนขับรถตู้จึงไม่ยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น? ทำไมต้องมาโมโหปีบแตรใส่ผมด้วย? เขาน่าจะ “ยอมรับ” สภาพที่เกิดขึ้นนี้ นี่เขาไม่รู้เรื่องการฝึก “ยอมรับ” บ้างหรืออย่างไร? คิดไปโมโหไป พลันก็นึกขึ้นได้ว่า . . . แล้วทำไมผมเองจึงไม่ยอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เล่า? น่าเศร้าใจจริงๆ คิดแต่จะสอนคนอื่น แต่ก็ลืมสอนตนเอง (อีกแล้ว) !!
ยอมรับ ยอมทน ยอมจำนน . . .เป็นเรื่องที่น่าสนใจครับ
ยอมรับ ดีกว่าใช่หรือเปล่าครับ ในสถานการณ์แบบนี้
เราต้องเจอผู้คนหลากหลายตลอดเวลา
ยังมาติดตามอ่านสาระดีๆเสมอๆนะครับ
ขอบคุณสำหรับบันทึกดีดีนี้ครับผม