จากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาดังกล่าวทำให้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของเรามีความเป็นเสรีนิยมอย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกับในนานาอารยประเทศอย่างไรก็ตามเนื่องจากความคิดของนักกฎหมายของเราถูกครอบงำโดยความคิดในทางเผด็จการมานานผมยังรู้สึกว่าแนวทางปฏิบัติขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมก็ดูจะยังหามาตรฐานไม่ได้เพราะหลายครั้งผมรู้สึกว่าผมเกิดคำถามเสมอว่า ในทางปฏิบัติเราได้มีการตรวจสอบภายนอก (accountability) ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญรอบคอบถูกต้องหรือไม่เพราะตามรายงานข่าวปรากฏว่าครั้งหนึ่งศาลได้ออกหมายค้นบ้านของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและได้มีการต่อว่าต่อขานกันจนผู้พิพากษาผู้ออกหมายค้นได้ออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองว่าไม่รู้ว่าเป็นบ้านของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หากรู้ก็จะไม่อนุญาตให้ออกหมายค้น การค้นและการจับ พ.ท. เฉลิมชัยมัจฉากล่ำ ผมก็เห็นว่าดูจะขาดความสวยงาม รวมตลอดทั้งการค้นบ้านคุณฉลอง เรี่ยวแรงผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดนนทบุรีที่ผ่านมาเมื่อเร็ว ๆนี้ด้วย
โดยหลักแล้วการจับก็ดีเหตุออกหมายจับก็ดี การขังก็ดี และเหตุออกหมายขังก็ดี เหล่านี้เป็นเรื่องเดียวกันคือเป็นเรื่องของ "การเอาตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐ"(ดู คณิต ณนคร กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อ้างแล้ว หน้า 213)แต่ในทางปฏิบัตินั้นเราได้ถือปฏิบัติกันอย่างแยกส่วน กล่าวคือ การจับเป็นเรื่องหนึ่งการออกหมายจับเป็นเรื่องหนึ่ง การขังเป็นเรื่องหนึ่งและการออกหมายขังก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งความเข้าใจเรื่องการเอาตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐอย่างแยกส่วนดังกล่าวนี้จึงเป็นเหตุสำคัญที่ได้ก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างมากตลอดมาแม้กระทั่งบัดน(ดู คณิต ณ นคร กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอ้างแล้ว หน้า 213)
การที่ศาลจะอนุมัติให้ออกหมายจับนั้นต้องเป็นกรณีที่แสดงว่ามีเหตุที่จะเอาตัวผู้ถูกจับไว้ในอำนาจรัฐแต่ก็ปรากฏว่าเมื่อเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติตามหมายแล้ว และนำส่งศาลในวันนั้นเองศาลก็อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวไปในวันนั้นเอง ดังเช่นกรณีของคุณสมชาย คุณปลื้มและกรณีของคุณนภดล ธรรมวัฒนะ
ในการดำเนินคดีอาญานั้นเจ้าพนักงานและศาลต้องคำนึงถึงความสามารถในการต่อสู้คดีของผู้ถูกกล่าวหาแต่การสอบสวนปากคำผู้ต้องหาตลอดทั้งคืนหรือจนดึกดื่นก็รู้ ๆ กันว่ายังมีอยู่ เมื่อครั้งกำลังร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้มีการเสนอว่าต้องนำผู้ถูกจับไปศาลภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงหรืออย่างช้าในวันรุ่งขึ้นแต่ทางตำรวจเรียกร้องว่าต้องให้เขาได้มีเวลาควบคุมผู้ถูกจับมากกว่านั้นเพื่อการขยายผลการสอบสวน แต่ผมรู้สึกว่าบางรายก็ถูกควบคุมจนหมดระยะเวลาที่ควบคุมได้แต่บางรายก็นำตัวผู้ถูกจับไปศาลในทันทีทำนองเผือกร้อนก็ยังมีให้เห็น สรุปว่าในทางปฏิบัติยังมีสภาพสองมาตรฐานหรือเป็นการเลือกปฏิบัติกันอยู่
สรุป
จากที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดสรุปได้ว่ากฎหมายตะวันตกที่เรารับมานั้นเป็นกฎหมายที่ดีแต่เรากลับใช้และตีความจนเกิดความไม่ดีขึ้น ทำให้ "นิติธรรม" ต้องกลายเป็น "นิติธรรมอำพราง" ไปซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าความไม่ดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนกฎหมายนั่นเองเพราะการศึกษากฎหมายที่ขาดความเข้าใจหลักกฎหมายตะวันตกในระบบที่เรารับเอามาทำให้การใช้และการตีความกฎหมายเกิดการเบี่ยงเบนไปกรณีจึงเป็นภารกิจของคณะนิติศาสตร์ทั้งหลายที่จะต้องตระหนักในเรื่องนี้และจัดการเรียนการสอนในทางทฤษฎีให้มากกว่าที่เป็นอยู่ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต)กล่าวว่า "กฎหมายต้องมาจากธรรม ต้องชอบธรรม และต้องเพื่อธรรม" (33)( ดู พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) นิติศาสตร์แนวพุทธ อ้างแล้ว หน้า 12)
สุดท้ายนี้ผมขออ่านข้อความในหนังสือ "ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย"ของรองศาสตราจารย์ แสวง บุญเฉลิมวิภาส ต่อท่านทั้งหลายดังนี้
"แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับกฎหมายสมัยใหม่มาจากตะวันตกจนมีการจัดทำประมวลกฎหมายครบถ้วนแล้วก็ตามแต่ในทางปฏิบัติยังเป็นปัญหาว่านักกฎหมายได้เข้าใจนิติวิธีที่ถูกต้องในระบบประมวลแล้วหรือยัง
ในอีกมุมหนึ่งการรับกฎหมายสมัยใหม่จากตะวันตกและละเลยคุณค่าที่มีอยู่ในกฎหมายไทยเดิมโดยเฉพาะความคิดที่ว่า กฎหมายคือธรรม แล้วหันมายึดถือความคิดแบบ Legal Positivism ที่ถือว่ากฎหมายคือคำสั่ง ยิ่งส่งผลโดยตรงให้นักกฎหมายกลายเป็นคนคับแคบเดินตามผู้มีอำนาจ ตีความตามตัวอักษรคำตอบที่ออกมาในหลายเรื่องจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคมหนักไปกว่านั้นก็คือ การแยกกฎหมายกับความยุติธรรมออกจากกัน"
*************************************************** ขอบพระคุณอาจารย์ในวิทยาทาน ***************************************************