จากภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในตอนต้น พ.ศ. 2540 ที่ต้องประสบกับภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจเนื่องจากต้องพึ่งพาการผลิตจากภาคการเงิน การบริการมากจนเกินไป เมื่อสถาบันการเงินประสบปัญหาทำให้ภาคอุตสาหรรมต้องขาดสภาพคล่องทางการเงิน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทยทั่วระบบ ทำให้มีการหยิบยกปรัชญาหรือแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมุ่งช่วยเหลือเกษตรกรให้มีความพออยู่พอกิน พึ่งพาตนเองได้มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่มีพระบรมราโชวาทพระราชทานแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 ความว่า
“การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขึ้นสูงโดยลำดับต่อไป”
พระบรมราโชวาทนี้แสดงให้เห็นว่า พระองค์ได้ทรงเล็งเห็นเป็นการล่วงหน้าเป็นเวลานานแล้วว่าการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้เกิดปัญหากับประเทศได้ พระองค์จึงทรงเน้นการพอมีพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน การเน้นในลักษณะนี้อาจกล่าวในทางเศรษฐศาสตร์ว่าพระองค์ทรงห่วงใยในเรื่องเป้าหมายการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันที่จะตามมาจากการพัฒนา