หลายวันก่อนผมได้ไปเที่ยว ต.วังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร ไปเยี่ยมกำนันประวิทย์ ภูมิระวิ โดยเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปที่อ.หลังสวน ก่อนเจอสามแยกวังตะกอ เลี้ยวขวาไปตามถนนลาดยางเส้นหลังสวน-ระนอง (สายใหม่ เกือบจะเป็นเซาวเทิรนซีบอร์ด แล้ว แต่คณะรัฐมนตรีมีความเห็นว่า ต้องตัดถนนสายใหม่อีกสาย จากตะกั่วป่า มาที่ อ.ท่าฉาง จ.สุราษฏร์)...ประมาณ 2 กิโลเมตร เลี้ยวซ้าย ร้านค้าเข้าถนนราดยางอีกเล็กน้อย มาหยุดที่ป้ายบอกว่าเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยวเข้าก็ถึงบ้านกำนัน...ครับ
นั่งคุยกับกำนันเคว็ด หลายชั่วโมง กำนันก็เล่าเรื่อง ต่าง ๆ มากมายมีชีวิตและสีสัน เล่าเรื่อง การทำสวนของชาวบ้านแถบนี้ ว่าเดิมปลูกเงาะเจมง (ลูกใหญ่ เม็ดล่อน รสหวาน) ต่อมาก็มีการส่งเสริม ชาวบ้านก็ปลูก เงาะจันทร์สีชมพู (สีสวย ลูกเล็ก รสเปรี้ยวหวาน) ต่อมาก็เป็นเงาะโรงเรียนของนาสาร ต่อมาก็เป็นมังคุด และทุเรียน จนเหลือทุเรียนหมอนทองอย่างเดียวหลายพื้นที่ จนกลายมาเป็นปาล์มน้ำมัน ในปัจจุบันนี้ ..
กำนันบอกว่า ชาวบ้านบางคน เริ่มทำสวนตอน อายุ 25 ปี ถึงปัจจุบัน 60 ปี ก็ยังอยู่ในวงจรหนี้สินอีก เพราะว่า ตั้งแต่ทำสวนเงาะเจมง ราคาไม่ดีก็เปลี่ยน ชาวบ้านจะปลูกอะไร เมื่อประสบปัญหาเรื่องราคาไม่ดีก็เปลี่ยน จนถึงวันนี้ ที่ชาวบ้านปลูกปาล์มน้ำมันกัน ซึ่งเมื่อสิบปีที่แล้ว ตกราคา 3.30 บาท ต่อก.ก.ชาวบ้านอยู่ได้ แต่วันนี้ชาวบ้าน อยู่ไม่ได้ ในราคาเดียวกันนี้(เมื่อวันที่15 ก.ย.51)...กำนันบอกว่า วันก่อนเดือนที่แล้ว ขายได้ก.ก. 6 บาทกว่า ชาวบ้านดีใจ เพราะมีกำไร แต่วันนี้....ขาดทุนครับ
ผมคุยเรื่องวิสาหกิจชุมชน กำนันบอกว่า เป็นสิ่งที่ชาวบ้านต้องทำ เพราะว่า ตอนที่กำนันทำแผนแม่บทชุมชน กันในปี 2546 นั้น มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่า "เราจะใช้ชีวิตอย่างเพียงพอ และพอเพียง" ตามคำพ่อ(ในหลวง) กิจกรรมหรือกิจการที่ทำหลังจากมีข้อมูลพื้นฐานแล้ว คือ หมูชำแหละเนื้อ เพราะเรื่องอาหารเป็นเรื่องหลัก ชาวบ้านวังตะกอ ซื้อหมูจากภายนอกชุมชน ปีหนึ่งหลายล้านบาท ทำไมเราไม่เลี้ยงเองและชำแหละเอง แล้วขายในราคาต่ำกว่าตลาดที่ไปซื้อมา.....คิดได้แต่เวลาทำ...ต้องมีวิธีการที่ดี ต้องคิดเรื่องต่าง ๆ อย่างรอบคอบ กำนันบอกว่า..เราต้องดูว่าเราจะเอาหมูมาเลี้ยงอย่างไร ไม่ให้เป็นปัญหากับเพื่อนบ้าน..แล้วได้ประโยชน์หลายอย่าง...ก็ได้เรียนรู้จากหลายสำนักเหมือนกัน กำนันไปเองตลอด....ไม่ว่าจะเป็นน้ำหมักจากรกหมู การเลี้ยงหมูหลุม เป็นหมูลาน การนำเอาปุ๋ยจากขุยมะพร้าวมาใส่ในโค่นปาล์ม โค่นต้นไม้ หรือน้ำที่เหลือจากคอกหมู เป็นปุ๋ยตามธรรมชาติเพื่อนำไปใช้รดต้นไม้ รดในสวน การเพาะเลี้ยงลูกหมูกันเอง การชำแหละขายกันเอง (ราคาต่ำว่าตลาด 10 บาทเสมอ) และเรื่องโรงผลิตน้ำดื่มคุณภาพ ของชุมชนวังตะกอ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า การทำวิสาหกิจชุมชนไม่ได้หวังแต่กำไร โดยพิสูจณ์จากเรื่องที่นำเอาเครื่องกรองน้ำมากรองน้ำมากกว่าบริษัทผลิตน้ำทั่วไป เช่น บริษัทผลิตน้ำมีเครื่องกรองน้ำ ยูวี เพียงหนึ่งตัว แต่กลุ่มผลิตน้ำดื่มของวังตะกอ มีเครื่องกรองน้ำประเภทเดียวกัน ถึง 2 -3 ตัวเพื่อให้มั่นใจว่า ชาวบ้านวังตะกอเองจะได้บริโภคน้ำดื่มที่บริสุทธิ์กว่าของบริษัทผลิตทั่วไปแน่นอน อย่างนี้เป็นต้น
กิจการที่เป็นวิสาหกิจชุมชนที่ชาวบ้านวังตะกอ จัดทำขึ้น จึงมีนัยยะมากกว่ากิจการที่กระทำขึ้นเพื่อหวังกำไรอย่างเช่น บริษัท ห้างร้านทั่วไป ครับผม
สวัสดีครับ อาจารย์ประจักษ์ ครับ
ขอบคุณครับสำหรับคำชมที่เข้ามาเยี่ยมครับ ขอพระทรงโปรดให้มีความสุขความเจริญเช่นกันครับ
หวัดดีครับ พี่สมพงศ์
แวะมาอ่าน แวะมาทักทาย
แล้วได้ความรู้กลับไป กำไร เห็นๆ
เวลาว่าง ผมจะนั่งคิด ถึงสิ่งที่ปู่ผมสอนเสมอ
บางอย่างที่ท่านสอน แต่ตอนนี้ผมไม่ได้ใช้เลย
แต่ก็อยากจะคิดถึงมัน เพราะมันคือ "ความคิดของบรรพบรุษ"
มีอย่างหนึ่งที่ คนเฒ่าคนแก่ ทำได้ คนสมัยนี้ทำไม่ได้แล้ว
"สร้างบ้าน ไม่ต้องจ้าง ช่างก่อสร้าง" หรือ "เกี่ยวข้าว 5 ไร่ ภายในวันเดียว
โดยไม่ต้องใช้เครื่องจักร หรือจ้างคนเกี่ยวข้าว"
แต่เขาใช้ "น้ำอกน้ำใจ ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในชุมชน"
ผมยังจำภาพ คนในหมู่บ้าน 30-40 คน ช่วยกันแบกบ้านไม้หลังใหญ่
จากที่ปลูกเดิม ไปตั้งที่ใหม่ห่างกัน 10 กิโลเมตร มาแล้ว
ได้แต่ทึ่งครับ
ขอขอบคุณน้องเอกมากครับที่มาร่วมต่อยอดความคิดกัน......
วิสาหกิจชุมชน เป็นอะไรที่ดำเนินกิจกรรม(การประกอบการยังไม่เป็นธุรกิจ)กันโดยคำนึงถึงพื้นฐานของการช่วยเหลือกันเป็นหลักครับ..แต่เมื่อช่วยเหลือกันกันเองได้แล้ว มีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ จึงควรได้เผยแพร่กัน หรือสร้างสรรค์ต่อยอดขึ้นไปอีก (เพิ่มมูลค่านั้นเอง) เมื่อได้ขยายฐานทางการค้าให้ใหญ่โตขึ้นและมีประโยชน์เป็นที่ตั้งจึงได้ทำเป็นธุรกิจการค้าต่อไป .....