จดหมายข่าว มสช. ฉบับเดือน ก.ค. ๕๑ ลงเรื่องของลูกสาว จึงตัดมาลงบันทึกไว้
บทเรียนของชีวิตและจุดเปลี่ยนทางจิตวิญญาณ
การประชุมจิตวิวัฒน์หลายครั้งที่ผ่านมา มีนักปฏิบัติการทางสังคมที่ให้ความสนใจกับมิติการพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณหลายท่านได้รับเชิญมาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตซึ่งไม่ได้เกิดเพียงจากการครุ่นคิด แต่มาจากการทำงานที่ชักชวนให้ผู้คนขบคิดเกี่ยวกับชีวิตได้ลึกซึ้งขึ้น
โดยการประชุมในวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ กลุ่มได้เชิญ คุณมุทิตา พานิช จากมูลนิธิพูนพลัง มานำเสนอมุมมองต่อชีวิตและจุดเปลี่ยนทางจิตวิญญาณของตนเอง
คุณมุทิตา พานิช จบการศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ที่ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา เริ่มทำงานที่บริษัทมัตสึชิตะ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับใช้เวลาว่างทำงานเป็นล่ามอาสาสมัครให้กับองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งหนึ่ง เพื่อนำชาวญี่ปุ่นมารู้จักสังคมไทย ทำให้คุณมุทิตาได้มีโอกาสเรียนรู้ชนบทไทยและทำความเข้าใจตัวเอง (ซึ่งเป็นคนเมือง) ไปด้วยในเวลาเดียวกัน เธอเล่าว่า
“ไปงานอาสาสมัครที่อำเภอคำชะอี มุกดาหาร ซึ่งอยู่บนเขาไกลมาก ต้องนั่งรถออกจากตัวเมืองประมาณ ๓ ชั่วโมงกว่าๆ ทางลำบาก รู้สึกช็อก เพราะโรงเรียนอยู่บนเขาจริงๆ น้ำประปาไม่ค่อยไหล ไฟไม่ค่อยติด ชาวบ้านปลูกมัน แตงโม ปลูกผัก เขาไม่มีเงินแต่อยู่กันได้ ย้อนมาดูตัวเองว่าเราทำงานมีเงินเดือนมากมาย แต่มีความทุกข์อะไร ทุกข์เป็นบ้าเลย แต่ชาวบ้านไม่มีเงินสักบาท กลับไม่ค่อยทุกข์... กลับจากค่ายทุกครั้งจะมีอะไรใหม่ๆ ให้ไปคิดอยู่เรื่อย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจกลับมาเมืองไทย”
เมื่อพบว่าลักษณะงานที่ทำในบริษัทห่างไกลจากความชอบของตนเอง เธอจึงตัดสินใจกลับมาเมืองไทย และเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิซึ่งเคยมาเป็นอาสาสมัครให้ แม้จะได้เงินเดือนน้อยลงกว่าเดิมเป็นอันมาก ตลอดจนถูกคนในครอบครัวคัดค้าน แต่เธอกลับรู้สึกมีความสุขในการทำงาน
“ที่เลือกมาทำมูลนิธิช่วยได้เยอะ เพราะคนไทยจะเชื่อว่าเป็นการทำบุญ แต่ในความรู้สึกของเราไม่เชิงเป็นการทำบุญ เพราะลักษณะงานของมูลนิธิเป็นงานที่เราชอบทำ ได้ออกไปเจอแสงแดดยามเช้าบ่อยๆ มีจดหมายมาให้ตอบ ได้ออกไปต่างจังหวัด ได้กินอะไรแปลกๆ เป็นลักษณะงานที่เข้ากับตัวเราพอดี ถ้าเป็นงานที่เราอึดอัด ถึงทุกคนจะสรรเสริญว่าดี สุดท้ายเราคงทำไม่ได้”
จากการเรียนรู้ชนบทไทยและได้ทำความเข้าใจตนเองซึ่งเป็นคนเมือง ผ่านการใช้เวลาว่างเป็นล่ามอาสาสมัครแนะนำชาวญี่ปุ่นให้รู้จักสังคมไทยกับองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งหนึ่ง ทำให้คุณมุทิตา ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ญี่ปุ่นและกลับเมืองไทย เพื่อเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิซึ่งเคยเป็นอาสาสมัครให้ แม้เงินเดือนจะน้อยลงหรือถูกคัดค้านจากคนในครอบครัวก็ตาม
หลังจากนั้น เธอได้จัดตั้งองค์กรใหม่คือมูลนิธิพูนพลัง (http://www.geocities.com/poonpalang/) เพื่อขยายการทำงานตามความชอบของตนเองให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยไม่รับเงินเดือน แต่อาศัยการทำงานอื่นๆ เพื่อเลี้ยงตัว เช่น การเป็นล่าม การแปลหนังสือ อย่างเรื่อง ประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ในหมู่บ้านเล็กๆ ว่าด้วยประสบการณ์สร้างชุมชนเข้มแข็งในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น จนเป็นหนังสือที่กรมส่งเสริมสหกรณ์นำไปใช้เป็นเอกสารประกอบการอบรม การจัดกิจกรรมประกวดนิทาน ตลอดจนสัมภาษณ์ความฝันของผู้คน
แม้ในระยะแรกจะยากลำบากจนคิดว่า งานนี้อาจเลี้ยงตัวเองไม่ได้ แต่เธอพบว่า การยืนหยัดทำงานโดยไม่ไขว้เขว จะทำให้หนทางค่อยๆ กว้างขึ้นและสามารถเลี้ยงชีพอยู่ได้
ชีวิตของคุณมุทิตา อาจจะแตกต่างจากสมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ที่มักจะคิดเรื่องเปลี่ยนแปลงระบบหรือพลิกสังคมเป็นหลัก แต่เธอเป็นคนอีกประเภทหนึ่งที่ใส่ใจถึงสาเหตุความทุกข์ของผู้คนและได้เข้าไปทำให้พวกเขายังสามารถรื่นรมย์กับชีวิตของตนได้ ลงไปดูว่าผู้คนทุกข์เพราะอะไร และเพื่อให้คนเหล่านั้นรู้สึกว่า เขายังสามารถรื่นรมย์กับชีวิตของเขาได้
คิดเปรียบเทียบได้ว่า คุณมุทิตามีชีวิตเหมือนกับสายน้ำไหลเลื้อยไปตามโขดเขา หาทางไปหล่อเลี้ยงซึมซับผู้คนที่ไหลผ่าน โดยไม่ได้ไปตั้งกกแก่งหินผาขึ้นมาให้คนได้สร้างบ้านเรือน ไม่ต้องอวดอ้างหลักการยิ่งใหญ่ แต่เบาสบาย ไหลเรื่อยไป และผู้คนได้ชุ่มฉ่ำกับสิ่งที่ทำได้
ชีวิตของลูกสาว ดูจะเป็น “ชีวิตที่พอเพียง” กว่าชีวิตของพ่อ
วิจารณ์ พานิช
๘ ก.ย. ๕๑
เป็นชีวิตที่เชื่อว่ามีใครๆอีกหลายคนอยากทำได้นะคะ (ตัวเองด้วย) แต่ไม่สามารถก้าวข้ามมาตรฐานทางสังคมรอบๆตัวได้เหมือนคุณมุทิตา น่าชื่นชมและนับถือความตั้งใจจริงของเธอเหลือเกินค่ะ ดีใจแทนอาจารย์ที่ได้สร้างคนดีๆให้สังคมค่ะ
เกิดความสงสัยว่า ชื่อของเธอมีที่มาอย่างไรคะอาจารย์ เพราะเธอดำเนินชีวิตได้สมชื่อจริงๆ
ชื่นชมกับชีวิตพอเพียง...ของคุณมุทิตา ค่ะ
....คิดเปรียบเทียบได้ว่า คุณมุทิตามีชีวิตเหมือนกับสายน้ำไหลเลื้อยไปตามโขดเขา หาทางไปหล่อเลี้ยงซึมซับผู้คนที่ไหลผ่าน โดยไม่ได้ไปตั้งกกแก่งหินผาขึ้นมาให้คนได้สร้างบ้านเรือน ไม่ต้องอวดอ้างหลักการยิ่งใหญ่ แต่เบาสบาย ไหลเรื่อยไป และผู้คนได้ชุ่มฉ่ำกับสิ่งที่ทำได้
(^___^)
"มุทิตา หมายถึงความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คือเมื่อผู้อื่นได้รับความสำเร็จ มีความสุขความเจริญก้าวหน้า ก็พลอยชื่นชมยินดีในสิ่งที่เขาได้รับ"
เข้ามาชื่นชมและเป็นตัวอย่างที่ดีค่ะ