ในช่วงระหว่างการตั้งเสา ซึ่งมีทั้งหมด ๑๓ ต้นนั้น เกิดปัญหาหนักอยู่ต้นหนึ่ง ปัญหานั้นต้นเหตุไม่ได้เกิดขึ้นกับเสา แต่ปัญหานั้นต้นเหตุเกิดขึ้นที่ฉัน เพราะฉัน “ไม่รู้จักพูด...”

เสาต้นนี้ตอนที่ผูกเหล็ก ตั้งแบบ ฉันเห็นแล้วว่า “ผิดพลาด” คือเหล็กขนาด ๑๖ มิลลิเมตร ปล้องอ้อย (DB 16 mm.) จำนวน ๔ ต้นที่ผูกไว้ตั้งเยื้องออกไปจากจุดที่ถูกต้องประมาณ ๓ เซนติเมตร

(เส้นสีแดงแนวตั้ง คือ แนวเสาจริงที่จะต้องทำให้ได้ตามนั้น จากรูปจะเห็นได้ว่า เหล็กสองต้นด้านขวาล้ำออกไปจากแนวเส้นที่แดงที่ขีดไว้ หลังจากที่เทปูนหล่อคานไปแล้ว และเหล็กสองเส้นด้านซ้ายก็ล้ำเข้ามาจนอยู่กึ่งกลางเสา...)

(การตั้งเสาที่ถูกต้อง เมื่อเทปูนแล้วนำเส้นมาดีดแล้ว แนวเหล็กจะต้องอยู่กึ่งกลางเสา)

ฉันเห็นแล้ว แต่ไม่รู้จักพูด...
ครั้งแรกที่ฉันเห็น ฉันก็เก็บความสงสัยไว้ในใจ ไม่รู้จักพูด “พูดในเวลาที่ควร” ฉันปล่อยให้ช่างทำงานไปร่วมครึ่งชั่วโมง แล้วก็เพิ่งตัดสินใจได้ว่า ควรจะพูด แต่นั่นก็สายเกินไปสำหรับคนทำงาน ซึ่งเกิดจากแรงและเวลาที่เขาต้องเสียไป

พูดแล้ว แต่ยังพยายามไม่พอ
ฉันเดินไปบอกเพื่อนซึ่งช่างคุมงานนี้ว่าระยะห่างเสาต้นนี้มีปัญหาให้ลองมาวัดดู แล้วเอาแบบแปลนที่เขียนมาดูว่าระยะห่างควรเป็นเท่าใด เขาก็มาวัดดูแต่เขาก็ยังยืนยันว่าสิ่งที่เขาวัดไว้ตอนแรกนั้นถูก แต่ตอนนั้นฉันผิดพลาด เพราะฉัน “ปล่อย” ปล่อยวาง ซึ่งเป็นการ "ปล่อยวางแบบควาย" คือ “ช่างหัวมัน” บอกแล้วไม่เชื่อก็แล้วแต่...

อันนี้เป็นความคิดผิดอันใหญ่หลวง ความคิดของฉันที่ผิดอย่างมาก ไม่รู้จักใช้ความพยายามให้มากกว่านี้
เมื่อรู้ว่าสิ่งนั้นผิด บอกแล้วหนึ่งครั้ง คนอื่นไม่ฟัง “ฉันก็ถอย” แล้วคิดว่า “ทำไปสิ ลองดูแล้วกัน ผิดแน่ ๆ...”

ไอ้เจ้าความคิดแบบนี้ เป็นความคิดที่ผิดพลาด ไม่ได้ผิดพลาดที่คนทำนะ ผิดพลาดที่ฉันเอง
เพราะ “เมื่อรู้ว่าผิด ก็ยังปล่อยให้ผิด” คิดแต่จะเอาชนะคะคานกัน ไม่เอางานเป็นที่ตั้ง

เกรงใจเพื่อน แต่ไม่เกรงใจงาน...
ตอนที่ฉันพูดไปครั้งหนึ่งแล้วเพื่อนไม่ฟัง ตอนนั้นฉันกลัวจะเพื่อนเสียเพื่อน เกรงใจเพื่อน กลัวเพื่อนว่าจู้จี้ กลัวช่างว่าจู้จี้ กลัวช่างเหนื่อย แต่ฉันไม่รู้จักเกรงใจงาน ไม่รู้จักทำเพื่อความถูกต้อง...

และแล้วเมื่อเทปูนลงไป ผลที่เกิดตามมา “เสีย ต้องแก้ไข...”
ต้องเสียเวลา เสียโอกาส สูญเสียความแข็งแรง โครงสร้างผิดแบบ
เหล็กเมื่อตรงไม่ตรง ต้องดัด ต้องงอ ต้องทุบ “จะไม่แข็งแรง” ของไม่ตรงก็ไม่สามารถรับน้ำหนักมากเท่าที่ควร ดั่งเช่นกับใจที่ไม่ตรง ก็ไม่สามารถรับแรงกด แรงเสียดทานจากสังคมที่หมักหมมและอุดมไปด้วย “กิเลส...”
นี่คือผลของการไม่รู้จักพูด ไม่รู้จักพยายาม เกรงใจ เกรงกลัว แต่สิ่งที่ไม่ควรจะเกรงกลัวและเกรงใจ

ฉันยังมีปัญญาไม่พอ...
เมื่อก่อนนี้ฉันเอาแต่งาน เอาแต่ความถูกต้องจนเสียเพื่อน
ครั้งนี้ฉันเลยไม่กล้าพูด เอาเพื่อนมากกว่าเอางาน
ฉันต้องหาคำพูด หาเทคนิค ที่ให้ได้ทั้งคน ทั้งงาน


การที่จะพูดแบบนั้นได้ ฉันจะต้องตัด “ราคะ” ออกไปจากจิตใจเพื่อที่จะไม่ให้เกิดความหลง หลงในตัว หลงในตน กลัวเสียเพื่อน กลัวเสียหน้า เพราะราคะนี้จะทำให้คำพูดที่ออกมาไม่มีเหตุผล มีแต่อารมณ์และความวิตกกังวล หรือไม่พูดเลย “เสีย” ดีกว่า
การที่จะพูดแบบนั้นได้ ฉันจะต้องตัด “โทสะ” ออกไปจากความคิดที่จะส่งออก ผ่องถ่ายออกมาทางน้ำเสียง
การที่จะพูดแบบนั้นได้ ฉันจะต้องตัด “โมหะ” ออกไปจากสมอง ต้องทำให้ได้มาก ๆ เร็ว ๆ ให้คุ้มค่ากับเงินที่จ้างคนงานมา กลัวเสียเวลา เสียของเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่พลอยทำให้เสียการใหญ่

ความสมดุลแห่งคนและงานนี้เป็นสิ่งที่ต้องใช้ “ปัญญา” เข้ามาแก้ไข
ปัญญาที่จะต้องตัดขาดเสียจากความโลภ ความโกรธ และ “ความหลง...”