สวัสดีครับทุกท่าน
เมื่อวันศุกร์ที่ 12 กันยายน ต่อเนื่องถึงวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน นี้
ครูวุฒิพร้อมด้วยคณะครูวิชาการในโรงเรียนอีก 2 คน
มีภารกิจต้องเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรใหม่
(หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551)
ตามคำสั่งของ สพท.ศก.3
ซึ่งในการเข้าร่วมดังกล่าวแบบละเอียดละออพอสมควร
ทำให้ครูวุฒิมีความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกับท่านวิทยากร
ผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรทั้งเก่า(2544)และใหม่(2551)
และอยากให้ทุกท่านได้ร่วมแลกเปลี่ยนด้วย
ก็เลยนำมาลงเป็นบันทึกสู่สาธารณะไว้ด้วย
ดังนี้
รายงานสภาพการณ์การใช้หลักสูตร 2544 ต่อเนื่องถึงหลักสูตร 2551
(เสียงครวญจากผู้ใช้หลักสูตร)
******
1. สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเด็กทุกระดับการศึกษา เบื่อและเครียดจากเนื้อหาที่มากเกินความจำเป็นที่กำหนดไว้ในหลักสูตร รวมทั้งรูปแบบวิธีการเรียนการสอนเชิงเอกสารที่ครูใช้ เพราะทั้งเนื้อหาและวิธีการสอนไม่ใคร่เหมาะสมกับวัยวุฒิของเด็ก ซึ่งควรเป็นลักษณะของการเรียนเชิงกล่อมเกลาทัศนคติและเสริมสร้างศักยภาพของสมอง มากกว่าการออกคำสั่งเชิงบังคับให้ร่ำเรียนเขียนท่องจ้องจดจำ เพื่อไปทำข้อสอบให้ได้คะแนนมากๆอย่างที่เห็นและเป็นกันอยู่
2. ปัจจุบันครูมีเวลาในการใช้เทคนิคการจูงใจให้เด็กอยากเรียนรู้ และใส่ใจฝึกฝนทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเด็กน้อยลง เพราะต้องวิ่งตามเนื้อหาในหลักสูตร (สอนแบบรถด่วนขบวนสุดท้าย ที่ไม่ยอมจอดป้ายสถานีเล็กๆ) เด็กๆจึงถูกทิ้งและขาดความใส่ใจจากครูในเรื่องสำคัญๆมากมาย
3. การวัดผลประเมินผล ที่ระบุเป็นค่าคะแนนหรือถ้อยคำบอกถึงคุณภาพของผู้เรียนตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ (โดยทันทีที่การเรียนในแต่ละเรื่องแต่ละเนื้อหาจบลง) ไม่น่าจะถูกต้องตามหลักพัฒนาการตามธรรมชาติของมนุษย์ เพราะเท่ากับเป็นการตัดสินหรือตีค่าความเป็นคนแบบนั้นๆของเด็กในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม เพราะจริงๆแล้วสิ่งที่เด็กสะท้อนหรือแสดงออกมาในขณะหรือช่วงเวลานั้น ไม่น่าจะใช่พฤติกรรมหรือองค์ความรู้ถาวร ที่วันหนึ่งๆเขาสะท้อนออกมาอย่างหลากหลาย (แต่เด็กถูกตัดสินพิพากษาโดยการบันทึกในแบบ ปพ.ไปแล้วว่ามีค่าความสามารถหรือไม่สามารถในระดับหรือแบบนั้น)
4. ไม่น่าเชื่อว่านักการศึกษาไทยผู้มีดีกรีสุดยอดทั้งหลาย จะตัดสินค่าความสามารถของเด็กไทยว่าด้อยคุณภาพ ด้วยเครื่องมือวัดแบบโบราณ (ที่หลับหูหลับตาจิ้มๆก็มีโอกาสถูกถึง 25% แล้ว) อย่างข้อสอบปรนัยแบบ 4 ตัวเลือก (ซึ่งวัดได้เพียงความค่าความสามารถในการจำและการเดาเสียเป็นส่วนใหญ่) เพราะเห็นเต้นกันเหลือเกินเมื่อค่าคะแนน NT ตกรูด นี่แสดงว่าท่านคงไม่ทราบว่าเด็กระดับมัธยมศึกษาส่วนหนึ่ง กากระดาษคำตอบโดยไม่อ่านข้อสอบ (ไม่ใช่เด็กโง่ แต่เขารู้ว่ามันไม่มีประโยชน์หรือผลกระทบใดๆต่อเขาเลย)
5. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกค่าคะแนนและตัดสินผลการเรียน (แบบ ปพ.ต่างๆ) มีมากเกินความจำเป็น (ปพ. 1 – 9) หลายอย่างต้องให้ครูออกแบบและจัดพิมพ์เอง (แทบจะต้องตั้งโรงพิมพ์ในโรงเรียนกันเลย) ต้องโยงไปหามาตรฐานและข้อกำหนดต่างๆในหลักสูตรอีกมากมาย ทำให้ครูต้องเสียเวลาในการทำมาก ซึ่งแน่นอนครูต้องเบียดเบียนเวลาในเตรียมและการจัดการเรียนการสอนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (เด็กเสียประโยชน์เห็นๆ)
6. สภาพปัจจัยพื้นฐานและบริบททางสังคม ชุมชน ครอบครัวชนบท ยังไม่มีความพร้อมสำหรับเนื้อหาสาระและวิธีการเรียนการสอนตามหลักสูตรในลักษณะนี้ เพราะถ้าจะเรียนตามเนื้อหาในหลักสูตรนี้ ด้วยวิธีการแบบให้เด็กศึกษาค้นคว้าเอง มีการทำรายงานเดี่ยวและรายงานการศึกษาค้นคว้าเป็นกลุ่ม (อย่างที่บอกว่าเป็นการเรียนแบบสมัยใหม่) ดังนั้น หากจะให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ทุกครอบครัวจะต้องมีคอมพิวเตอร์ เครื่องปรินต์เตอร์ พร้อมระบบอินเตอร์เน็ต(ความเร็วสูงด้วย) ไว้ให้ลูกหลานใช้ได้อย่างเต็มที่ หรืออย่างน้อยตามหมู่บ้านต่างๆทั้งใกล้ไกลตัวเมือง จะต้องมีสถานที่ที่ให้บริการเครื่องมือเหล่านี้ (รวมทั้งร้านถ่ายเอกสาร) ไว้ให้บริการด้วย แล้วถามว่าวันนี้ สังคมชุมชนของเราก้าวเข้าใกล้ปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้แล้วหรือยัง? ถ้ายัง ขอถามต่อว่า แล้วจะให้เด็กใช้อะไรเป็นเครื่องมือในการเรียนหรือสืบค้นความรู้และผลิตชิ้นงานส่งครูอาจารย์แลกคะแนนล่ะ? (อย่าลืมว่า นี่คือมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กระดับมัธยมศึกษาบ้านนอกส่วนใหญ่ต้องออกกลางคัน แล้วเข้าโรงงานตามคนรุ่นก่อนๆ ซึ่งก็จะมีอะไรๆตามมาอีกเยอะ เช่น หนี้บัตรเครดิต , ผลิตลูกมาทิ้งให้พ่อแม่เลี้ยง ฯลฯ เป็นต้น)
7. วันนี้และที่ผ่านมา หน่วยเหนือสั่งให้สถานศึกษาสอนอีกแบบ แต่เวลาวัดผลประเมินผลกลับวัดอีกอย่าง เช่น ใช้หลักสูตรท้องถิ่น แต่เวลาวัดกลับใช้ข้อสอบที่ไปกันคนละเรื่อง (ท่านทราบไหมว่าเนื้อหาและค่าความสามารถตามที่ท่านวัดนั้น เหมาะสำหรับคนที่มุ่งแข่งขันในระบบ ทั้งในระบบศึกษาเล่าเรียน และระบบการแย่งชิงในอาชีพที่มีการสอบแข่งขันกันเข้า และใช้ในการปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูงในตำแหน่งเท่านั้น หาได้เหมาะสมกับคนส่วนใหญ่ที่อยู่นอกระบบไม่ เพราะคนเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากความรู้และเนื้อหาที่กำหนดในหลักสูตรน้อยมาก)
8. เนื้อหาสาระและวิธีการเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ (2544 ต่อเนื่องถึง 2551) สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่น้อยมาก ยังเป็นหลักสูตรที่มีลักษณะ “การศึกษาแบบหมาหางด้วน” และ “การศึกษาที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับชาวบ้าน” ดังที่ท่าน ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวไว้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง และที่สำคัญยังคงคงโทษลักษณ์ “การเรียนเพื่อมุ่งแข่งขันเอาชนะผู้อื่น เพื่อที่ฉันจะได้ยืนแถวหน้าหรือได้รับการคัดเลือกก่อน” ไว้อย่างเหนียวแน่นเช่นเดิม
(งานในช่วงค่ำของครูประถมศึกษา คือการออกจ่ายตลาดอาหารกลางวัน)
(งานในช่วงเช้าของครูประถมศึกษา คือประกอบอาหารกลางวันให้เด็ก)
9. หลักสูตรฯ 2544 ถูกใช้มาแล้วประมาณ 7 ปี (เริ่มใช้จริง 2545) พิสูจน์แล้วอย่างชัดเจนว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า เป็นหลักสูตรที่สร้างความเครียดให้ทั้งเด็กและครู (กว่าจะใช้ได้ต้องใช้งบประมาณในการอบรมสัมมนาทำความเข้าใจกันอย่างมโหฬาร ซึ่งจนป่านนี้ครูก็ยังปฏิบัติกันไม่ถูกอยู่เหมือนเดิม) เด็กถูกปล่อยให้เรียนรู้เองซะเป็นส่วนใหญ่ เวลาของครูก็หายไปกับการศึกษาและจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง หนำซ้ำกฎเกณฑ์ในการพัฒนาวิชาชีพของครูก็ต้องเป็นแบบเดียวกับอาจารย์มหาวิทยาลัย (ซึ่งสอนคนวัยหนุ่มสาวที่คัดสรรมาแล้ววันละไม่กี่ชั่วโมง) ในขณะที่ครูการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะระดับปฐมวัยและประถมศึกษาเลือกเด็กไม่ได้ ต้องสอนเด็กทั้งสมองดี ปัญญาอ่อน และค่อนๆจะไปทางทึบอยู่ทั้งวันยันค่ำ 8 สาระ ในขณะเดียวกันก็ต้องปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ เช่น ทำอาหารกลางวันให้เด็ก (ที่มีงานต่อเนื่องและเกี่ยวข้องอีกหลายอย่าง เช่น จ่ายตลาด ทำความสะอาดเครื่องและห้องครัว ฯลฯ ไปด้วย) แล้วท่านผู้ออกแบบก็จะยังสร้างรูปแบบและกฎเกณฑ์ในหลักสูตร 2551 ให้มีความซับซ้อนยุ่งยากเหมือนหลักสูตร 2544 มาให้ครูใช้อีกทำไมหนอ?
10. ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ในส่วนของการศึกษาเพื่อให้คนส่วนใหญ่มีทางเลือก เลยอยากขอแนะนำให้ท่านผู้ที่มีหน้าที่ออกแบบหลักสูตรการศึกษา ได้ลองศึกษาหลักสูตรที่เรียบง่ายแต่ใช้ได้ผลจริงอย่าง “หลักสูตรโรงเรียนมัธยมเกษตร” ของท่านบาทหลวง “กรุนด์ตวิก” (Nikolaj Frederik Severin Grundtvig) แห่งประเทศเดนมาร์ก ที่เป็นต้นแบบของการศึกษาสำหรับประเทศทั้งระบบในเวลาต่อมา ทำให้เดนมาร์กสามารถสร้างชาติให้เข้มแข็งได้ในเวลาเพียงไม่นานนัก (หลายประเทศในแถบสแกนดิเนเวียนได้นำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาของประเทศตัวเองจนมีความเข้มแข็งอย่างที่เห็นในปัจจุบัน) และหลักสูตรของครู “ยองกีคิม” แห่งเกาหลีใต้ ที่ได้ถูกใช้เป็นต้นแบบในการนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาสำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศในเวลาต่อมาเช่นเดียวกัน เผื่อว่าแผ่นดินไทยและเวลาของคนไทยจะได้ถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า จนประเทศชาติได้รับการพัฒนามาจากฐานรากอย่างมั่นคงแบบทั้ง 2 ประเทศดังกล่าวบ้าง?

(ท่านบาทหลวง “กรุนด์ตวิก” (Nikolaj Frederik Severin Grundtvig))
11. ข้อสังเกตเพิ่มเติม (นอกเรื่องหลักสูตร)
11.1 การพัฒนาวิชาชีพของครูการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะระดับปฐมวัยและประถมศึกษา ที่ใช้เกณฑ์รูปแบบเดียวกับอาจารย์มหาวิทยาลัยหรืออาจารย์ทั่วไป คือซาตานและมารร้ายสำหรับเด็กอย่างแท้จริง เพราะเด็กจะถูกครูทอดทิ้ง เพราะครูเอาเวลาไปศึกษาค้นคว้าและเรียบเรียงเอกสาร(เกินความจำเป็นที่ต้องใช้กับเด็ก) รวมทั้งเด็กก็จะกลายเป็นเครื่องจักรผลิตผลงาน(หลอกๆ)ให้กับครูไปพร้อมๆกัน ในขณะที่บางครูต้องวิ่งหากู้สหกรณ์ออมทรัพย์มาจ้างบุคคลอื่นทำผลงานเท็จให้ ....อนิจจัง...อนิจจา... การศึกษาไทยยุคเกินกึ่งพุทธศตวรรษ... (คุณภาพการศึกษาคืออะไรกันแน่?)
11.2 กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึง สพฐ.และ สพท. ได้รับงบประมาณมากเกินไป จนในแต่ละปีไม่มีที่จะใช้ (แต่ก็ไม่ยอมจัดสรรต่อให้ถึงสถานศึกษา ยกเว้นงบอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวตามกฎหมาย) เมื่อใกล้สิ้นปีงบประมาณก็เกรงว่าจะใช้งบประมาณไม่หมด จึงคิดโครงการและแผนงานแบบสะเปะสะปะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นกิจกรรมที่ต้องให้ครูออกไปเป็นเครื่องมือช่วยใช้ ดังนั้น ในระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน ของทุกปี (3 ไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ) ครูจึงต้องทิ้งเด็กไปเข้ารับการอบรมสัมมนาทั้งทางใกล้และไกลชนิดถี่ยิบไม่เว้นแม้แต่เสาร์-อาทิตย์ ไม้เว้นแม้แต่วันฝนตกหนักพายุเข้า (3 เดือนนี้จะเป็นช่วงฝนตกชุกและพายุแรงด้วย ครูต้องเสี่ยงตายฝ่าฟ้าฝ่าฝนไปเป็นส่วนใหญ่ ค่ารถค่าน้ำมันอีกต่างหาก) ถึงตรงนี้ เห็นแล้วหรือยังว่า “คุณภาพการศึกษาของไทย ตกต่ำเพราะใครและด้วยเหตุใด? และที่สำคัญทำไมครูไทยจึงเป็นหนี้ท่วมหัวไม่เคยสร่างซา ทั้งๆที่มีค่าวิทยฐานะกันแล้ว”
10.3 ฯลฯ
*******************
ครูวุฒิ
12 กันยายน 2551
สวัสดีวันใหม่ครับครูวุฒิ
สวัสดีครับ
สะท้อนได้ชัดเจนครับ ผมได้ยินมาแทบทุกเรื่องที่ครูวุฒิพูด ;)
ไม่ทราบว่าหลักสูตรใหม่จะเป็นอย่างไร แต่ผมว่าควรจะต้องมีความยืดหยุ่น เช่นในโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยๆ ก็ย่อมไม่สามารถใช้วิธีการสอนเหมือนในโรงเรียนที่มีนักเรียนจำนวนมาก เป็นต้น
งงๆ เหมือนกันนะครับ เคยเห็นนักเรียน ม.1 เรียนวิทยาศาสตร์ รายละเอียดยุบยิบไปหมด ไม่ทราบจำได้สักกี่ตัว ;)
ผมว่าในการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรมีเนื้อหาหลักเป็นแกนกลางเอาไว้ เพื่อการปรับเปลี่ยนที่เหมาะสม เท่านั้นพอ, จากนั้นไปเน้นคุณธรรมจริยธรรมของทั้งผู้เรียนผู้สอน สัก 5 ปี อาจจะมีอะไรดีๆ ก็ได้ แทนที่จะต้องยุ่งกับกฎเกณฑ์ หรือเอกสารกันมากๆ
มุมมองของท่านเหมือนกับของคนอีกหลาย ๆ คน ทำอย่างไรถึงจะให้คนที่มีอำนาจได้แก้ไขให้เป็นแบบที่คนเขาต้องต้อง
งงเหมือนกันนะคะ..เพราะทุกวันนี้ครูทุกคนทำงานหนักมากขึ้นแต่คุณภาพเด็กกลับไม่ดีขึ้น...เราใช้ทฤษฎี หรือหลักการจากต่างประเทศมากไปหรือเปล่า....หากเราหันกลับมามองตัวเอง มองอดีต...ภูมิปัญญาไทย ๆ...หาตัวเองให้เจอในทิศทางและเอกลักษณ์ของความเป็นไทย...แล้วนำของใหม่มาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม คงจะดีกว่านี้ไหมคะ...ใครจะกล้า ฤา จะรอชะตา ฟ้าลิขิต
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับกับความเห็นที่ครูแสดงออกมา แม้ผมจะไม่รู้จักตัวตนของคุณครู แต่จากการอ่านความคิดเห็นของท่านแล้ว รู้สึกโดนใจจริงๆ ขอเป็นกำลังใจอีกคนในการคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กและสังคมไทยครับ
สวัสดีอีกครั้งครับ ครูวุฒิ
ผมว่าเป็นความจริงที่ทุกคน ผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงฯ โดยเฉพาะท่านเลขาฯ ต้องยอมรับความจริง ลืมตา แล้วหันมามองว่า "ระบบ" ได้สร้างปัญหาที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ขึ้นมาแล้ว ...
“...ถ้าครูไม่ห่วงประโยชน์ที่ควรจะห่วง
หันไปห่วงอำนาจ ห่วงตำแหน่ง ห่วงสิทธิ์ และห่วงรายได้กันมากเข้า ๆ
แล้วจะเอาจิตเอาใจที่ไหน มาห่วงความรู้ ความดี ความเจริญของเด็ก
ความห่วงในสิ่งเหล่านั้น ก็จะค่อยๆ บั่นทอนทำลายความเป็นครูไปจนหมดสิ้น
จะไม่มีอะไรดีเหลือไว้ พอที่ตัวเองจะภาคภูมิใจ หรือผูกใจใครไว้ได้
ความเป็นครูก็จะไม่มีค่าเหลืออยู่ให้เคารพบูชาอีกต่อไป...”
แล้วสะท้อนใจมากครับI think as you.
สวัสดีครับคุณ
Nop