ในการอบรมครั้งนี้ อาจารย์นันท์นภัสได้ให้หนังสือไว้เล่มหนึ่ง ชื่อว่า “คู่มืออุบาสก อุบาสิกา” เป็นบทสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น แปลไทย โดย สำนักสวนโมกขพลารามไชยา … ทำให้ได้รู้จริงๆ ละค่ะว่า ที่เราฟังพระสวดนั้น แท้จริงก็มีความหมาย

หลายข้อความ หลายความคิด ที่ทำให้เราเกิดความสบายใจในงานที่ปฏิบัติไป (ด้วยสตินะคะ ไม่ใช่ทำงานไปส่งๆ เรื่อยๆ ไป ไม่มีจุดหมาย) อาทิเช่น “ทำบุญ ไม่ต้องเอาใครมาเปรียบ” “ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้” ... ไม่ต้องเปรียบเทียบ เพราะการเปรียบเทียบอาจทำให้เกิดรู้สึกผิด หรือท้อใจ “เขาคือ เขา เราคือ เรา” “ได้แค่นี้ พรุ่งนี้ทำใหม่” ... เป็นการหาความสุขด้วยการเพิ่ม “มนุษย์ต้องใช้พลังกาย พลังความคิดให้เต็มที่ และพอเพียง” ... ก็จะไม่เครียด ไม่ผิดหวัง ไม่วิตกทุกข์ร้อน

ดิฉันเคยได้อ่านบทความตอนหนึ่งใน จาริกบุญ – จารึกธรรม โดยท่านพระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต) ว่า “การไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใสนั้น ถ้าพูดในแง่ความประณีต พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงจากหยาบมาหาละเอียด คือ

  1. ไม่ทำชั่ว นี่คือ หยาบที่สุด พอไม่ทำชั่วแล้ว
  2. ประณีตขึ้นมา ก็ทำความดีให้ถึงพร้อม เมื่อไม่ทำชั่ว ต่อไปนี้ก็ตั้งใจทำความดีให้สมบูรณ์ ทำทุกอย่าง มีดีอะไรให้ทำก็ทำ เมื่อทำกุศล คือ ทำความดีแล้ว ก็ประณีตขึ้นมา แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์
  3. ในขั้นละเอียดประณีต ต้องทำใจให้บริสุทธิ์หมดจด อีกชั้นหนึ่ง

ท่านจึงเทียบว่า เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ทำชั่ว ก็อยู่ในระดับศีล ทำดีให้ถึงพร้อม ก็อยู่ในระดับจิตใจ เรียกว่า สมาธิ แล้วก็ทำใจให้ผ่องใส่ คือ ทำใจให้บริสุทธิ์จากโมหะ การที่โมหะจะหมดไป ก็ต้องมีปัญญา ในที่สุดจึงต้องถึงขั้นปัญญา”

การทำงานก็เป็นการทำความดีได้อย่างหนึ่ง เพียงแต่ว่า ผลงานที่เกิดนั้นได้เกิดขึ้นมา จากความรู้ ประสบการณ์ ปัญญา ความร่วมมือ ความสามัคคี ในระหว่างกลุ่มคนที่ทำงานร่วมกัน การแบ่งปัน การไม่เอาเปรียบ การให้โอกาส การเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และอื่นๆ ได้อีกมากมาย ถ้าจะจินตนาการคงคิดเปรียบเทียบได้อีกมากละนะคะ