มองประโยชน์ของการเรียนรู้แบบเชื่อมโยง
๑. ตามหลักการเรียนรู้ของ BBL สมองต้องการการเรียนรู้ที่เห็นความหมายในบริบท เห็นที่มาที่ไป เห็นการใช้ประโยชน์ เห็นความหมายข้ามบริบท ฯลฯ ยิ่งเห็นความหมายได้มาก การเรียนรู้ก็ยิ่งราบรื่น เป็นธรรมชาติฝังลึก และเป็น “first hand knowledge” ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เรียนมากขึ้นเท่านั้น
๒. ตามหลักของ BBL และ MI การเรียนรู้แบบเชื่อมโยงคือการเรียนรู้ที่สามารถก่อให้เกิดการพัฒนาสมองในลักษณะที่เป็นการทวีคูณของความรู้ความเข้าใจออกไปอย่างมากมาย เพราะเมื่อมีการเชื่อมโยงเรื่องราวที่ได้เรียนรู้ต่างๆ เข้าด้วยกันแล้ว สมองก็จะผลิตความเข้าใจใหม่ๆ ออกมาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
๓. ในมุมของ MI การได้สร้างความรู้ ความเข้าใจ ผ่านปรีชาชาญ (intelligences) หลากหลายด้าน จะช่วยให้บุคคลนั้นสามารถ“สังเคราะห์ profile” ของตนออกมาได้อย่างเต็มศักยภาพ
๔. การเรียนรู้แบบเชื่อมโยงเป็นการเตรียมศักยภาพของผู้เรียนให้พร้อมต่อโลกในอนาคตที่เชื่อมโยง ปะปน เปลี่ยนแปลง และเสียเสถียร ซึ่งนำไปสู่ความสามารถในการทำงาน และการอยู่ในสังคม ในเงื่อนไขของสภาวะแวดล้อมที่เชื่อมโยง ปะปน เปลี่ยนแปลง และเสียเสถียรได้อย่างดี
๕. ในมุมของสังคมการเรียนรู้แบบเชื่อมโยงจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมาก เพราะเป็นการสร้างสมาชิกของสังคมที่เห็นความเชื่อมโยงได้มาก เกิดบุคคลที่มีความคิดเชิงระบบ ( systems thinking) ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันเป็นหมู่คณะ (team learning) เกิดความสามารถในการอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลายได้อย่างสร้างสรรค์
๖. การเรียนรู้แบบเชื่อมโยงมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับวิธีการ และกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติ เช่น การเรียนรู้แบบโครงงาน การเรียนรู้จากการงานจริง การเรียนรู้จากวิถีชีวิต หรือการเรียนรู้ทั้งหลายที่เป็นกระบวนการทางวัฒนธรรม การสร้างการเรียนรู้แบบเชื่อมโยงจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่วิธีการ และกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่สุด
เพราะการเรียนรู้แบบเชื่อมโยงเป็นการเรียนรู้ที่ไหลลื่น ลึกซึ้ง กว้างขวาง เรียนรู้ได้อย่างมากมายในเวลาอันรวดเร็ว มีความต่อเนื่องไม่สิ้นสุด เกิดขึ้นได้ในทุกๆ บริบท และเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่แท้จริง